วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/9 (3)


พระอาจารย์
17/9 (571212D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 ธันวาคม 2557
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก  17/9  ช่วง 2


พระอาจารย์ –  นี่คือกายใจ ...อยู่อย่างนี้แล้วจะเข้าใจเอง ว่าอะไรเป็นธรรมแท้ ธรรมแท้เขาหน้าตาเป็นยังไง หรือไม่มีหน้าตาเลย อือ มีหน้าตาแค่ปึ้บนึง แล้วก็หาย แค่นั้นแหละ

เราถึงบอกว่ากายจริงๆ น่ะไม่มีรูป ใจก็ไม่มีรูป ...ถึงบอกว่าให้จิตกรมาเขียนรูปกายซิ รูปกายจริงๆ นะ ไม่ใช่รูปทรวดทรงที่เห็นนะ ...อย่างว่ารูป "แข็ง" นี่ ให้มันวาดรูป "แข็ง" มาให้ดูหน่อย 

แล้วเอามาเลย ให้คนเราทั่วไปนี่มองแล้วบอกได้เลยว่านี่เป็นรูปของ “แข็ง” ...ได้มั้ย (โยมหัวเราะ) หรือวาดรูป “น้ำหนัก” ให้ดูหน่อย เอ้า ...มันวาดไม่ได้นะ

เพราะมันไม่รู้จะวาดรูปยังไง ...ไม่มีรูป เพราะมันไม่มีรูป กายจริงๆ มันไม่มีรูป ...ไปวาดความเมื่อยให้ดูหน่อย แล้วให้มาบอกว่ารูปที่เห็นนี่คือ “เมื่อย” มันวาดไม่ได้ ไม่รู้จะวาดยังไง มันไม่มี

เพราะนั้น รูป...นี่คือคำกล่าวอ้างเลื่อนลอยของจิต ที่มันสร้างรูปขันธ์นี้ขึ้นมา โดยอ้างอิงแอบอ้างกายขึ้นมาเป็นรูป ...ทั้งๆ ที่ว่ากายจริงๆ ไม่มีรูป ...เป็นเพียงแค่ หย่อมก้อนกองความรู้สึกหนึ่ง

ดูดีๆ ความเป็นธาตุนี่ มันไม่มีรูป ไม่มีทรง ไม่มีสัณฐาน และไม่มีที่ตั้ง ...แต่จิตน่ะ มันปรุง มันสร้างขันธ์นี่มาครอบ...โดยสร้างรูป มาครอบกาย 

พอสร้างรูปมาครอบกายปุ๊บ ...ขันธ์ทั้งห้าจึงค่อยๆ ปรากฏ โดยเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ...มาพร้อมกับรูป ...เห็นมั้ยว่า กายนี่จึงเป็นธรรมแรก ธรรมตั้งต้นที่จะก่อให้เกิดขันธ์ห้า 

ถ้าจิตไม่มาอ้างอิงกายเป็นรูป จะไม่มีขันธ์ห้า ...เพราะนั้นการละขันธ์ห้าจึงต้องมาละที่กายและที่รูป ...โดยศีลสมาธิปัญญา คือให้เห็นความเป็นจริงของกายโดยที่ไม่มีรูป

ถ้ากายไม่มีรูปจริง แล้วมันเห็นจริงว่ากายนี้ไม่มีรูป ...ขันธ์ห้าจะไม่เกิด 

ถ้าขันธ์ห้าไม่เกิด เราในขันธ์ห้าก็ไม่เกิด ...เพราะในกายไม่มีเรา มันมีเราอยู่ในขันธ์ห้าต่างหาก 

แล้วมันจะไม่มีขันธ์ห้าก็ไม่ได้ เพราะมันยังเห็นกายนี้มีรูปครองอยู่ เข้าใจมั้ย ...พอมาเรียนอยู่ที่กายจริงๆ รู้จริงๆ นี่ มันก็จะเรียนรู้กายพร้อมกับรู้ไปพร้อมกับขันธ์ห้า 

มันก็จะเห็นความเป็นจริงทั้งส่วนที่เรียกว่าเป็นธาตุ...คือกายใจ  แล้วก็ส่วนที่เป็นขันธ์ทั้งห้า...คือจิต

มันก็จะเห็นความเป็นจริงของสองส่วน ว่าความเป็นจริงของขันธ์ห้าคือแค่ไหน เท่าไหร่ ...ความเป็นจริงของกายใจ แค่ไหน เท่าไหร่

แล้วที่สุดของความเป็นจริงขันธ์ห้า แค่ไหน เท่าไหร่ สุดท้ายจบลงที่ไหน ...และความเป็นจริงของกายใจ เท่าไหร่ สุดท้ายจบลงที่ไหน

ความเป็นจริงของขันธ์ห้า...สุดท้ายท้ายสุด ลงที่ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ โทมนัส อุปายาส ...คือทุกข์ทั้งสิ้น

แต่กายใจ สุดท้าย ...ตอนนี้ยังไม่ถึง ถึงแล้วจะรู้เองว่า...สุดท้ายท้ายสุดลงที่ นิพพาน ...จบ ดับ สมุทยะ ธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะ ธัมมันติ

หมดปัญหา ทั้งกาย ทั้งขันธ์  จึงเรียกว่า ละวางธาตุขันธ์โดยสมบูรณ์ ...ไม่ใช่ละวางแต่ขันธ์นะ ละวางธาตุขันธ์  จึงเรียกว่าละได้สิ้น ละโดยสิ้นเชิง ไม่เหลือหลอ ไม่ค้างคา ในที่ใดที่หนึ่ง

เพราะนั้นให้รู้เข้าไปเถอะ ยืนเดินนั่งนอนนี่แหละ ...อย่าให้ออก อย่าให้ลืม อย่าให้หลง ว่ากายนี้มีอยู่ตรงนี้ แล้วมันปรากฏอยู่ตรงนี้ในลักษณะใด

รู้มันลงไป ...แม้จะในลักษณะรูปก็ช่างมันเถอะ เห็นทรวดทรงยืน เดิน นั่ง นอน ...เรียกว่าเห็นกายพร้อมกับรูป แต่เป็นรูปปัจจุบัน ไม่เป็นไร

แล้วก็ดูไป รักษาประคับประคองอิริยาบถหยาบไว้ ..ในรูปทรงอิริยาบถหยาบ มันมีความรู้สึกในอิริยาบถนั้น นั่นเรียกว่ากายในกาย ...ให้เห็นกายในกายลงไป คือกายในความรู้สึกที่อยู่ในรูปนั้น

เมื่อจดจ่ดแน่วแน่ต่อกายในกายในกายในกายเข้าไปเรื่อยๆ รูปจะถูกเพิกถอน ...ไม่มีใครไปเพิกถอนหรอก จิตมันรวม มันรวมเป็นสมาธิ รวมเป็นมหาสมาธิ รูปจะถูกเพิกถอนโดยปริยาย

จึงเหลือแต่กายล้วนๆ ที่เรียกว่ากายธาตุกายธรรม  จึงเรียกว่า...เห็นกายเป็นธรรม เห็นธรรมในกาย เป็นอันเดียวกันคือธรรม คือสิ่งหนึ่งที่ปรากฏโดยไม่มีความหมาย โดยไม่เป็นสัตว์บุคคล โดยไม่เป็นของใคร

นั่นแหละ เห็นกายโดยปัญญา เกิดญาณ ...แล้วก็ทรงปัญญาไว้ จนกว่าจะแจ้งเป็นวิมุติ ญาณวิมุติทัสสนะ ...จนกว่าจะเป็นสมุจเฉท คือไม่หวนคืนว่าเป็นเราอีกต่อไป แค่นั้นเอง

เห็นมั้ย ไม่ต้องไปหลายที่หลายทางเลย ไม่ต้องไปลังเลโลเล สองจิตสองใจ อย่างโง้นอย่างงี้ หาใหม่ หาเพิ่ม..ไม่ต้อง ...ไอ้ตัวนั้นน่ะคือตัวจิตกำลังปรุงแต่ง...ละซะ ทันแล้วละเลย อย่าไปลังเลสงสัยในมัน 

ทิ้งเลย...รู้แล้วทิ้งเลย ไม่เสียหายหรอก ...เสียหายแก่ “เรา”  สิดี ต้องการให้ “เรา” เสียหายอ่ะ ...ถ้ามันยิ่งเสียหายแก่ “เรา” ดีแล้ว “เรา” จะได้ไม่เห่อเหิม ไม่อหังการ ไม่มีกำลังอำนาจ 

เนี่ย เสียหายแก่ “เรา” น่ะดี ...ยิ่งเสียหายแก่ “เรา” เท่าไหร่...กายใจยิ่งชัด ...แล้วเป็นกายใจที่ชัดตามความเป็นจริงนะ ไม่ใช่ชัดตามความคิดของเรานะ

กายใจตามความเป็นจริงมันจะชัดเท่านั้น...ชัดในความเป็นธาตุและธรรม เป็นก้อนธาตุก้อนธรรม ...จะชัดขึ้นในแง่ของก้อนธาตุก้อนธรรม ไม่ใช่ก้อนของเรา


เอ้า แค่นี้แหละ ประมาณนี้ เหนื่อยแล้ว ... ไปดำดิ่งอยู่ในกายนั่นแหละ อย่าให้มันเงยหน้าเงยตาอ้าปากขึ้นมา (พูดกับโยม) ...นี่ ก้มๆ เงยๆ น่ะรู้สึกมั่งรึเปล่า หรือก้มๆ เงยๆ ปะลกๆ ไปไม่รู้สึกอะไร  

ครูบาอาจารย์ท่านถึงบอก การทำอะไร อย่าไปทำแบบลวกๆ ต้องให้ทำด้วยความสำรวม ...เพื่ออะไร ...เพื่อให้เกิดความรู้ชัดเห็นชัดในกาย ในปัจจุบัน 

ไม่ใช่ทำแบบผ่านๆ ไป ด้วยความเคยชินอย่างนี้ มันจะทำให้เกิดความไม่ชัดเจน ไม่เกิดความสำรวม ...แต่ถ้าตั้งใจสำรวม ทำด้วยความเชื่องช้าและก็มั่นคงนี่ มันจะเห็นความรู้สึกไปพร้อมๆ กัน

การกราบการไหว้ของพระสายปฏิบัตินี่ ดูท่านกราบนะ ท่านไม่ได้กราบแบบตามธรรมเนียม ท่านกราบด้วยความเต็มพร้อมอยู่ด้วยศีลสมาธิปัญญา

ไม่ได้กราบเอาคุณงามความดี กราบเอาความรู้ตัวทั่วพร้อม ...นั่นแหละถึงเรียกว่างดงาม จึงเกิดความงดงาม ทั้งสายตาคนมองและตัวผู้ปฏิบัติเอง ก็งดงามอยู่ด้วยศีลสมาธิปัญญา

มันมีความเย็นๆ โดยสายตาเห็นก็เย็น ...ไม่ใช่ไหว้เหมือนลิงหลอกเจ้า พล่อบแพล่บๆ ทำพอเป็นพิธีไป

ท่านจรดตั้งแต่เบญจางคประดิษฐ์ ต้องครบห้า เข่าสอง ศอกสอง หัวหนึ่ง มือสอง นี่ครบ อยู่อย่างนั้น ศอกกับมือนี่ที่เดียวกัน ถือว่าเป็นหนึ่งเป็นคู่ หน้าผากอีกหนึ่ง เข่าอีกสอง ตรงนี้ถึงเรียกว่าเป็นเบญจางค์

ถ้าจะเอาสำรวมกว่านี้ เอา อัฎฐางคประดิษฐ์ รู้จักอัฎฐางคประดิษฐ์มั้ย เออ แบบทิเบต นี่ร่างกายแปดจุดสัมผัสพื้น หน้าท้องแบนราบลงไป ฝ่าเท้าลงไป ตลอด ทั้งตัวไปเลย

เพราะนั้นเวลาอัฎฐางคประดิษฐ์นี่ มันจะต้องมีไอ้ที่รองมือไว้ไถ ไม่งั้นมือแตก ...มันไถกันตั้งแต่ทิเบตยันอินเดีย ไปไหว้พุทธคยา มันไถไปอย่างนี้ตลอดทางน่ะ

เห็นมั้ยเพื่ออะไร ไม่ใช่ทำด้วยความโง่งมงายนะ ...ถ้าดูให้ดีในแง่ศีลสมาธิปัญญานี่ ถือว่าเป็นการบำเพ็ญในศีลสมาธิปัญญาตลอดสายเลยนะ อย่าไปมองว่างมงายนะ

ถ้าผู้มีปัญญาจะเห็นเลย ทุกอย่างนี่เขาทำอยู่ ถ้ามีสติมันจะเห็นอาการของกายนี่ เหมือนเดินจงกรมเลย  มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาเลย คือไม่สามารถคลาดเคลื่อนจากแปดจุด ไม่ให้มันผิดพลาดคลาดเคลื่อน ใช่มั้ย

หรือเราจะเอาเบญจางคประดิษฐ์ไปจนถึงอินเดียก็ได้ ก็ไม่มีใครทำได้อีก มันไม่เอื้อต่อระยะทาง ...เห็นมั้ย เพราะมีระยะทาง ก็คือความยาวของตัวนี่ก็เลยถือว่าเป็นระยะทาง ก็เลยใช้อัฎฐางคประดิษฐ์

เนี่ย ไม่ใช่ว่าทำปะลกๆ กันไปมา พอเป็นพิธี ...กราบก็ไม่ได้อะไร  แล้วก็ศีลสมาธิปัญญาก็ไม่บังเกิดกับผู้กราบ แล้วก็ไม่น่านอบน้อมต่อผู้พบเห็น

เหล่านี้ ครูบาอาจารย์ท่านสอน ไม่ใช่ว่าท่านมาเคร่งครัดหรือว่ามาจี้ จ้ำจี้จ้ำไช เพื่อใคร ไม่ใช่เพื่อเอาสวยงามตา ไม่ใช่ ...แต่เพื่อตัวคนนั้นน่ะ ให้เกิดศีลสมาธิปัญญา

ที่ท่านเคร่งครัด หรือว่าดุด่า หรือว่าติเตียนนี่ เพื่ออะไร...เพื่อให้เกิดความสำรวม ...เมื่อสำรวมแล้วมันเกิดความระมัดระวังอยู่ในเนื้อในตัวขึ้นมา

การเดิน การไป การลุก การนั่ง ไม่ใช่ทำอะไรกันด้วยความเผลอเพลิน ...เพราะมันทำอะไรกันนี่ ไปขึ้นลงบันได ไปมาที่ไหน มันทำด้วยความเคยชิน เผลอเพลิน ไม่ระมัดระวัง

เพราะนั้นครูบาอาจารย์ที่เข้มงวดท่านจะติ...ทุกกระเบียดนิ้วเลย ...แต่ท่านก็ติได้แต่เฉพาะพระ เพราะมันอยู่ใกล้ชิดกัน

เพราะนั้น สังเกตดู เวลาครูบาอาจารย์ดุๆ นี่ พระเข้าไปนี่ ตัวจะงอเหมือนกุ้งเลย ไม่กล้าจะทำอะไร มันระวังไปหมด มันสำรวมโดย...นี่โดยตบะธรรม โดยตบะเลยนะ

เพราะนั้นการสำรวมจิตสำรวมกายนี่ จิตมันจึงอยู่ จิตจะมีความสงบราบเรียบ ในตัวของมันเลย ...นี่คือการสอนภายนอก ท่านจะสอนกันอย่างนี้ แล้วก็มาสำทับธรรม โดยอธิบายธรรมในศีลสมาธิปัญญา

เหล่านี้เห็นมั้ย กว่าที่จะอบรมศีลสมาธิปัญญาให้มันเกิดนี่ ทุกวิถีทาง ไม่ได้เพื่อบุญกุศลแก่ใครคนใด เพื่อตัวมันเอง ให้เกิดศีลสมาธิปัญญา ให้เข้าถึงศีลสมาธิปัญญา

แล้วให้ยืนหยัดอยู่บนศีลสมาธิปัญญา ไม่ให้คลาดเคลื่อนจากศีลสมาธิปัญญา...คือกายใจปัจจุบันนั่นเอง แล้วผลเกิดขึ้นกับผู้นั้นเอง

เอ้า ไป หาศีลสมาธิปัญญากันให้เจอ


................................




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น