พระอาจารย์
17/2 (571201B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 ธันวาคม 2557
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – เพราะนั้น ธรรมแรกที่สำคัญที่สุดคือสติ
เราจะต้องประกอบเหตุแห่งสตินี่ ด้วยความชำนิชำนาญอย่างยิ่ง...ตลอดเวลา ไม่มีว่างเว้น
ไม่มีหยุดหย่อน ไม่มีพัก...ยกเว้นหลับ
ประกอบเหตุนี้มากๆ ...แล้วสตินี่
มันมีสองลักษณะสติ หนึ่ง..สัมมาสติ สอง..มิจฉาสติ ...ถ้าจะเป็นสัมมาสติจะต้องระลึกลงที่กาย...ระลึกลงที่ปัจจุบันกายปัจจุบันศีล จึงจะเรียกว่าเป็นสัมมาสติ
แต่ถ้าไประลึกในที่อื่น ไปรู้กับที่อื่น...ถือว่าเป็นมิจฉา หรือว่าเป็นเพียงแค่อุบาย ...เช่นระลึกอยู่กับพุทโธๆ นี่ ก็ไม่ผิด
แต่ถือว่านี่ยังไม่เรียกว่าเป็นสัมมาสติโดยตรง
คือยังเรียกว่าเป็นอุบาย...เพื่อให้จิตมันรวมกับพุทโธ ให้เป็นหนึ่งกับพุทโธ จะได้ไม่ฟุ้งซ่านรำคาญ ...นี่เป็นอุบาย แต่ยังไม่ใช่สัมมาโดยตรง
ถ้าเป็นสัมมาจะต้องลงที่กาย
ลงที่ปัจจุบันกายปัจจุบันศีล ...สติตัวนั้นจะต้องเป็นสติที่มันรักษาศีล
ทำศีลให้บังเกิด ทำศีลให้ปรากฏ ...นั่นเรียกว่าสัมมา
ไม่ใช่รู้ไปทั่ว หานึกอะไรมารู้ จะไปรู้ดูอารมณ์ จะไปดูจิต จะไปดูสภาวธรรม
จะไปดูความเป็นไป เรื่องราวต่างๆ กิเลสน้อยใหญ่ ...จะไปดูอะไรพวกนี้ ถือว่าสตินอกหมด
ยังไม่ใช่เป็นสัมมาสติโดยตรง
เพราะนั้นเราก็ต้องมาคัดกรองดูตัวเราเองว่า...สติที่เรามีที่เราใช้อยู่นี่ มันเป็นสัมมาเท่าไหร่ มันเป็นมิจฉาเท่าไหร่ มันเป็นสติที่จะก่อให้เกิดศีลสมาธิปัญญา หรือว่าเป็นสติที่จะไม่ก่อให้เกิดศีลสมาธิปัญญา
ถ้าเป็นสัมมาสติ...เป็นสติที่ก่อให้เกิดศีลสมาธิปัญญา นั่นหมายถึงว่าเป็นสติในองค์มรรค ...จึงทำมรรคให้บังเกิดขึ้น
แล้วพระพุทธเจ้าท่านกล่าวไว้ว่า
มรรคน่ะเป็นทางสายเอก ...เอกคือหนึ่ง..ไม่เป็นสอง ทางสายนี้คือทางสายเอก
คือทางสายเดียว
มรรคคือทางเดียว...ที่จะหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น ในกาย ในขันธ์ ในการเกิดตายในสามโลกธาตุ ...มีทางเดียวเท่านั้น
ไม่มีทางอื่น
แต่ถ้าเป็นสตินอกองค์มรรค
มันจะมีหลายทาง...มีหลายทางเลือก ...ซึ่งไอ้หลายทางเลือกที่มันจะไปนั่นน่ะ คือภพน้อย-ใหญ่
ดีบ้าง เลวบ้าง สูงบ้าง ต่ำบ้าง
ประเสริฐบ้าง ละเอียดบ้าง ประณีตบ้าง สุดประณีตบ้าง ...น้อย-ใหญ่ มากมายไม่มีประมาณ...เรียกว่าสามโลก
แต่ถ้าเป็นสัมมาสตินี่
มันจะพาจิตเข้ามาเดินอยู่ในมรรค คือศีลสมาธิปัญญา ...ซึ่งเป็นทางเดียว
และเป็นทางที่เหล่าสาวก เหล่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ดำเนิน
ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ไหน
ไม่มีพระอรหันต์ พระอริยะองค์ไหนที่ไม่เดินบนเส้นทางนี้เลย ...นี้เป็นทางเดียวจริงๆ
แต่เมื่อใดที่เราอ่อนข้อให้กิเลส
อ่อนข้อให้จิตปรุงแต่ง ...จิตมันจะส่งออกนอกกายทันที มันส่งออกนอกกาย ส่งออกนอกศีล
ถ้ามันส่งออกนอกกาย
มันส่งออกนอกศีลเมื่อไหร่ ก็หมายความว่ามันออกนอกมรรค ...เรียกว่าหลง ...หลงไปไหน ...ไปในภพน้อยใหญ่
คืออารมณ์ของเรา ที่เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง
เมื่อมันออกจากกายเมื่อไหร่ ...มันจะออกไปพร้อมกับความเป็นเรา
มันจะออกไปพร้อมกับการสร้างกิเลสขึ้นมา...ในความพอใจ-ความไม่พอใจ
ตรงนี้ที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวไว้ว่า...อัตตกิลมถานุโยค กามสุขัลลิกานุโยค ไม่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ...ถ้ามัชฌิมาปฏิปทาจะต้องอยู่ในเส้นทาง
อยู่ในร่องของศีลสมาธิปัญญา..คือกาย-ใจปัจจุบัน
เพราะนั้นให้ลองทบทวนดูว่า...ไอ้ตอนที่เราอยู่กับการรู้ตัวอย่างจริงๆ จังๆ กับไอ้ตอนที่เราไปอยู่ในที่โรงครัว ...อันไหนมันอยู่กับกายใจได้มากน้อยกว่ากัน
นั่นหมายความว่า...เราอยู่ในมรรคหรือเราอยู่นอกมรรคมากกว่ากัน ...แล้วจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าผลคืออะไร ไม่ต้องถามครูบาอาจารย์เลย มันตรวจสอบตัวเองได้...ผลคืออะไร
เมื่อใดที่อยู่นอกมรรคนี่ มันไม่รู้ไม่เข้าใจอะไรสักเท่าไหร่หรอก...ว่ากายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวเราอย่างไร ...มันไม่ค่อยสนใจ ไม่ค่อยใส่ใจที่จะรู้ตรงนี้หรอก
แต่มันจะไปรู้ว่าคนนั้นคนนี้เขาเป็นยังไง เขาอยู่ยังไง
เขาจะพอใจที่เราทำไหม เขาจะมีอารมณ์ไหม เขาจะพูดอะไรให้เรามั้ย ...เนี่ย มันไปใส่ใจรู้อยู่ตรงนั้นน่ะ
แต่มันไม่เกิดความใส่ใจที่จะรู้...ในความรู้ที่จะเกิดขึ้นได้ว่า
กายนี้มันเป็นเรายังไง หรือกายนี้มันไม่ใช่เรายังไง ...นี่คือผลนอกมรรคกับผลที่ได้ในมรรค...มันต่างกัน
เพราะนั้นมันยิ่งอยู่กับกาย
รู้เห็นกายมากขึ้น ต่อเนื่องขึ้นเท่าไหร่...มันยิ่งรู้สึกได้ถึงความไม่ใช่เรามากขึ้นเท่านั้น ...เมื่อมีความรู้สึกว่าไม่ใช่เรามากขึ้นเท่าไหร่
ความรู้สึกที่เป็นสุข-เป็นทุกข์แห่งเราน้อยลงเท่านั้น
อย่างที่พระอัสสชิบอกพระสารีบุตร...ธรรมทั้งหลายทั้งปวงนี่เกิดแต่เหตุ
พระพุทธเจ้าสอนให้เห็นธรรมที่เข้าไปสู่ความดับที่เหตุนั้นๆ
ศีลสมาธิปัญญา...มันจะเป็นตัวธรรมที่เข้ามาสู่ความดับของเหตุ...คือ "เรา"...เป็นเหตุ ...แต่การปล่อยจิตล่องลอยเผลอเพลินออกไปภายนอก นี่กลับเป็นการประกอบเหตุแห่ง “เรา” ...มันตรงข้ามกันนะ
เพราะฉะนั้นต้องจดจำหลักให้แม่น ...แล้วทีนี้โยมก็ต้องไปพิจารณาพิเคราะห์ดูแล้วว่า โยมสามารถจะยึดหลักนี้ได้อย่างไร จะประกอบเหตุ..ประกอบอยู่ในหลักนี้ได้อย่างไร โดยการใช้ชีวิตอย่างไร
โยมก็ต้องมีปัญญาภายนอกแล้วว่า...จะดำรงชีวิตอย่างไรที่มันจะเอื้อต่อมรรค
หรือมันสงเคราะห์ต่อมรรค สงเคราะห์ต่อผู้ปฏิบัติ...คือตัวเองน่ะ
จะได้ง่ายดายต่อการอยู่ในมรรค อยู่กับมรรค
อันนี้ก็อยู่ที่ตัวของตัวเองกันแล้ว ...เพราะว่าถ้ามาฟังเรา เราก็จะเน้นย้ำอยู่แค่หลักการปฏิบัติ ส่วนว่าตัวเองน่ะ
จะนำไปปฏิบัติอย่างไร ก็อยู่ที่ปัญญาของตัวเอง
เมื่อเข้าใจว่าหลักนี้เป็นยังไง ...เคยทำแล้ว ปฏิบัติแล้ว แล้วทำยังไงมันถึงจะอยู่กับหลักนี้ได้นานๆ โดยการใช้ชีวิตอยู่อย่างไร เป็นอย่างไร ดำรงชีวิตอย่างไร
มันไม่ผิดหรอก..ในการทำหน้าที่การงานแล้วก็มีสติประกอบกันไป..ไม่ผิด ...แต่อย่าหวังผลมาก ยากมากนะ เสียมากกว่าได้ มันจะเกิดความขี้เกียจ..ขี้เกียจรู้ตัว ปล่อยปละละเลยได้ง่าย
ก็ว่า “ไม่เป็นไร ปล่อยไปๆ” ...ไม่ใช่ปล่อยวางนะ แต่ปล่อยให้มันคิดไป
ปล่อยให้มันมีอารมณ์ไป "นิดๆ หน่อยๆ ไม่เป็นไรหรอก"
ก็เรียกว่าอ่อนข้อให้กิเลสมัน ไม่เข้มแข็งในสติศีลสมาธิปัญญา ...นี่ เราถึงบอกว่า...เสียมากกว่าได้
เพราะนั้นการปฏิบัตินี่
มันต้องเด็ดเดี่ยว แล้วก็เด็ดขาด ...จะมาก้ำๆ กึ่งๆ ครึ่งโลก-ครึ่งธรรม ...พึ่งกิเลส
พึ่งคนอื่น พึ่งตัวเรา...ยาก ไปยาก ไปแบบลุ่มๆ ดอนๆ
เห็นไหมว่าผลเสียของการทำอะไรคลุกคลีมากไป ...มันต้องเก็บอารมณ์ เหนื่อย ร่างกายเหนื่อย ...พอมีเวลาส่วนตัว แทนที่จะนั่งสมาธิ
เดินจงกรม ก็มาง่วงเหงาหาวนอน เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า
จนต้องล้มหมอนนอนเสื่อ...พักผ่อน
เป็นข้ออ้าง ...เข้าล็อคกูเลย เข้าล็อกกิเลสกูเลย ง่าย มันจะอ้างความเหน็ดเหนื่อย
อ้างภาระมันเยอะ มันหนักหัว ขอพักสักหน่อย ...นี่ มันไม่อ้างภาวนาขึ้นมาช่วยเลย
แล้วมันจะซ้ำซากวนเวียนอยู่อย่างนี้ๆ ...เหมือนกับดัก..ติดกับดัก ...อย่างที่เราออกจากกับดักโลกแล้วใช่ไหม ยังมาเจอกับดักนี้ในวัดอีกงั้นน่ะ
เห็นมั้ย
กิเลสมันไม่ปล่อยมือง่ายๆ หรอก มันไม่ยอมให้เราหลุดมือไปหรอก ...ถ้าไม่เข้มแข็งพอนี่นะ
นึกถึงความตายเข้าไว้บ่อยๆ ...ถ้าอยู่อย่างนี้ ชีวิตมันกำลังไปสู่ความตายโดยไม่หยุดรอ แล้วเวลามันหมดไปกับอะไร ...สำหรับเวลาที่เหลือมันเหลือน้อยลงทุกทีๆ
แล้วเรามาหมดเวลาในวันหนึ่งๆ
นี่ไปกับอะไร ...เราหมดเวลาไปกับกิเลส
หรือเราหมดเวลาไปกับการเจริญสติศีลสมาธิปัญญาให้มากขึ้น
แล้วถามตัวเองว่ามันจะทันการณ์มั้ย ถ้ายังหมดเวลาไปกับอะไรก็ไม่รู้นี่...มันจะทันการตายที่มาถึงก่อน หรือว่าแจ้งก่อน..แจ้งกายแจ้งใจก่อนที่จะตาย ...อันนี้ก็ต้องไปพิจารณาตัวเองด้วยปัญญา
(ต่อแทร็ก 17/2 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น