พระอาจารย์
17/16 (571218A)
18 ธันวาคม 2557
พระอาจารย์ – สติน่ะ ถ้ามันใช้ไม่เป็น
แล้วมันไม่เข้าใจนี่ สติมันจะกลายเป็นมิจฉาสติหมด ...มันเป็นมิจฉาก็คือมันจะไปทำให้เกิดผลอย่างอื่นขึ้นมา
นอกเหนือจากการเข้าใจและปล่อยวาง
เพราะนั้น ถ้าสติซึ่งเป็นตัวนำตัวแรกนี่...ถ้าผิด...มันผิดตลอดสาย ... สติเป็นเหตุ..ศีลเป็นผล
มันเป็นเหตุเป็นปัจจัย ...เมื่อประกอบศีลประกอบสติพร้อมกันเป็นเหตุ..สมาธิก็เป็นผล ...มันเป็นเหตุปัจจัยอยู่อย่างนี้
ประกอบศีล-สมาธิ-สติ พร้อมกัน ก็เรียกว่าเป็นเหตุ
เป็นการประกอบเหตุ..ปัญญามันก็เป็นผล ...มันจะเป็นไปตามครรลองของมรรค มันจะเป็นวิถี ...มันไม่เป็นไปแบบลัดขั้นตอน แล้วก็นอกขั้นตอน
แต่ว่าไอ้ตัวที่คัดท้าย
เหมือนกับเป็นหางเสือเรือนี่ ให้มันตรงร่องน้ำ ลงร่องมรรค ลงร่องมัชฌิมาปฏิปทานี่ ...ก็คือต้องใช้สัมมาสติเป็นหางเสือ
แล้วก็คอยคัด ไม่ให้มันออกนอกร่องศีลสมาธิปัญญา
เพราะนั้นถ้าเป็นร่องของศีลสมาธิปัญญา
มันมีผลสุดท้าย..ท้ายที่สุดของทางคือมรรคนี่...คือนิพพาน
แต่ถ้ามันออกนอกร่องนี้เมื่อไหร่นี่
มันมีผลหลากหลาย สะเปะสะปะไปหมด ...แต่ไม่ได้เป็นไปคือที่สุดคือนิพพานได้เลย
นี่ พระพุทธเจ้าท่านถึงเป็นผู้มาค้นพบ
...คือทางนี่มันมีอยู่แล้ว แต่ว่ามันถูกคลุม บัง ...มีพระพุทธเจ้านี่เป็นผู้ที่ค้นพบทางนี้ ...ไม่ใช่ว่าท่านไปสร้างทางขึ้นมา
แต่ท่านเป็นผู้ค้นพบ
เป็นบุรุษแรกในสามโลกธาตุที่ค้นพบ ...แล้วท่านก็เดินบนเส้นทางนี้จนถึงที่สุด
...เมื่อจนถึงที่สุดแล้ว ท่านถึงมาประกาศธรรม
ไม่ใช่ประกาศธรรมอะไรหรอก ...แต่ประกาศวิถีแห่งมรรค วิถีแห่งการปฏิบัติเพื่อเข้าสู่จุดที่ท่านบอกว่า นัตถิ
สันติ ปะรัง สุขขัง ... นัตถิ สันติ ปรมัง สุญญัง
คือที่สุดของความสุขนี่ ตรงเส้นสุดท้ายปลายทางของมรรคนั่นเอง คือนิพพาน ...ก็เรียกว่าเป็นบรมสุข คือมันเป็นสุขที่ไม่เจือปนด้วยอะไรเลย
เป็นสุขล้วนๆ
คำว่าสุขล้วนๆ ก็หมายถึงสุขอย่างยิ่ง
สุขที่ไม่มีเกิดไม่มีดับ ที่ไม่มีเราไม่มีเขา ที่ไม่มีผู้ถือครอง
ที่ไม่มีมากขึ้น-น้อยลง ...มันเป็นสุขที่เต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลา
นั่นคือความเต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลา
ไม่มีคลาดเคลื่อน ท่านถึงเรียกว่า นัตถิ สันติ ปะรัง สุขขัง คือสุขอันยิ่ง
คือสุขในนิพพาน ซึ่งเป็นสุขอันประเสริฐ สุขอันประเสริฐเลิศกว่าสุขทั้งหลายทั้งปวง
เพราะว่าสุขที่นอกเหนือจากสุขในนิพพานนี่
มันเป็นสุขที่เจือด้วยทุกข์ ...มันเป็นสุขที่ปลอมปน แล้วก็เจือด้วยความเศร้าหมองอยู่ในสุขนั้นๆ
แล้วสุดท้ายตัวสุขนั้นๆ
ก็คงความเที่ยงไม่ได้ มันมีความเสื่อม มีความดับ ...แม้กระทั่งมันยังไม่เสื่อมมันยังไม่ดับ
มันก็ยังมีความเศร้าหมองอยู่ในตัวมัน
มีความวิตก มีความกังวล มีความอาลัย
มีความหวงแหน กลัวจะหมด กลัวจะน้อย กลัวจะไม่อยู่นาน ...มันมีความเศร้าหมองอยู่ในความเสวยเป็นสุขนั้นๆ
มีความลังเลสงสัย มีทุกอย่าง
ซึ่งมันมองไม่เห็น...แต่ลึกๆ มันมี …พอสุดท้ายมันก็แสดงหน้าตาที่ชัดเจนของมันก็คือความดับไป
แล้วก็เกิดความทุรนทุราย กระวนกระวายมาแทนสุขนั้นๆ อย่างชัดเจน
พระพุทธเจ้าท่านจึงเป็นผู้ที่มาบอกทาง
หรือว่าท่านกล่าวไว้ว่าพระผู้ประเสริฐ เป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ ...ท่านไม่ใช่ทรัพย์มาแจก
แต่ท่านเป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ ชี้ทางอันประเสริฐ
ท่านจึงวางหลักการภาวนาไว้เป็นกรอบไตรสิกขานี่แหละ ...มันจะออกนอกกรอบนี้ไม่ได้เลยน่ะ มันเป็นกรอบตายตัวเลย จะขาด จะว่าง จะหาย
จะนอกศีลสมาธิปัญญาไม่ได้เลย
ไม่อย่างนั้นผลที่ได้นี่ มันจะคลาดเคลื่อน
...แล้วเมื่อมันคลาดเคลื่อนแล้ว มันจะเกิดความหมายมั่นในธรรมแห่งเราโดยไม่รู้ตัว ...มันจะเกิดความหมายมั่นในธรรมขึ้นมา
ทั้งๆ ที่ว่า
พระพุทธเจ้าท่านกล่าวไว้ว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่มีตัวตน ...แต่มันเข้าไปหมายมั่นโดยไม่รู้ตัวเลย
นี่คือผลที่ว่าไม่ชัดเจนในศีลสมาธิปัญญา
แล้วไม่ได้ดำรงอยู่บนศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริง ไม่แน่วแน่อยู่ในศีลสมาธิปัญญาอันแท้จริง
ทีนี้ปัญหามันก็มีอยู่ว่า
คนที่มันตีความศีลสมาธิปัญญา..โดยภาษา โดยความคิดนี่ ...มันตีความออกไปได้หลากหลายมาก
จนเกิดความแปลกแตกแยกกันในความหมาย
จนเกิดวิถีทางวิถีธรรมที่มากมายหลากหลายแตกต่างกันไป ...แม้กระทั่งที่สุดคือนิพพาน
ยังไม่เหมือนกันเลย ยังให้ค่าให้ความหมายไม่เหมือนกัน ต่างกัน ...ทั้งๆ
ที่ว่าเป็นธรรม..ก็คือธรรมเดียวกัน
นี่ถึงบอกว่า สตินี่เป็นธรรมบทแรกบาทแรก ธรรมบทธรรมะที่ว่าเป็นอุปการะธรรม มันเป็นธรรมพี่เลี้ยง จะขาดไม่ได้เลย ...แล้วก็ต้องเป็นสติที่เป็นสัมมา
คือการระลึกรู้นี่
มันจะต้องรู้ลงมาที่ปัจจุบันกายปัจจุบันศีล อย่างเดียวถ่ายเดียว …ถ้าไประลึกลงที่อื่นนี่ มันจะเกิดความบิดเบือน แล้วก็เบี่ยงเบนออกไป
เพราะสิ่งอื่นที่มี ที่ปรากฏขึ้นมา
นอกเหนือจากกายปัจจุบันแล้วนี่ ...มันเนื่องด้วยการปรากฏโดยเหตุแห่งการปรุงแต่งของอวิชชาหมด
…อวิชชาเป็นรากเหง้าของสิ่งต่างๆ ที่จิตรับรู้
เพราะฉะนั้นถ้าไปมุ่งมั่น มั่นหมายอยู่ในสิ่งที่เกิดมาจากอวิชชาเป็นรากเหง้าต้นเชื้อ ...มันล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง หลอกลวง
หาความเป็นจริงในนั้นไม่ได้
ถ้าได้เข้าไปตกร่องกับมัน
มันก็เหมือนกับวิ่งตามความฝัน ...เพราะนั้นผลที่ได้นี่ มันก็คือผลที่ได้ในฝัน
มันไม่ใช่ผลที่ได้จากฝั่งที่เป็นฝั่งความเป็นจริง
เห็นมั้ยว่า ถ้าผิดศีลเมื่อไหร่
ออกนอกศีลเมื่อไหร่นี่ ถูกหลอก ถูกกิเลสหลอก...ว่าน่าจะมีบ้าง ว่าน่าจะเป็นบ้าง ว่าดีบ้าง ว่ามากบ้าง ว่าน้อยบ้าง ว่าถูกบ้าง ว่าผิดบ้าง ว่าใช่บ้าง
ว่าไม่ใช่บ้าง นี่ พวกนี้
ถ้าสติไปจ่อ ไปจด ไปเพ่งอยู่กับสิ่งนั้นน่ะ ...มันก็จะหลงเข้าไป
เกิดอาการที่หลงเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ...มันจะรู้ตัวได้ยังไง ก็ตัวมันอยู่ตรงนี้น่ะ
ถ้ามันรู้ตรงนั้น...แล้วมันไม่มีตัวนี้ ก็แปลว่ามันหลง ก็เรียกว่ารู้หลงเข้าไป ...ถึงแม้จะรู้ว่ารู้อยู่ก็ตาม
สติอยู่กับมันอยู่..ตามติดโดยตลอดเลยก็ตาม
แต่มันรู้โดยที่มันหลง
รู้โดยที่มันไม่รู้ตัว รู้โดยที่มันไม่มีศีลกำกับ ...แปลว่ามันกำลังอยู่ในความหลอกลวง
หาความเป็นจริงในมันไม่ได้ เนี่ย
เมื่อไม่เข้าใจความหมายของสติที่แท้จริง
แล้วไปตีความสติปัฏฐานว่า..กายก็ได้ เวทนาก็ได้ จิตก็ได้ ธรรมก็ได้ รู้ตรงไหนก็ได้
ตามจริตอุปนิสัยอย่างนี้ ...มันก็เกิดภาวะเข้าไปหลงวนในกายเวทนาจิตธรรม
กายที่ว่านั่น...มันไม่ใช่กายศีลด้วยซ้ำ
มันเป็นกายปรุงแต่ง ...ก็ไปหลงวนจมแช่อยู่ในมัน แล้วมันก็เกิด มี เป็นในสภาวธรรมต่างๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนหน้ากันไปมา ...เป็นสังขารธรรม หรือว่าเป็นธรรมปรุงแต่ง
ทีนี้พอได้เกิด มี
เป็นในสังขารธรรมใดขึ้นมา เป็นความหมาย เป็นความรู้สึก หรือแม้กระทั่งเป็นความเห็น ...ทีนี้ก็เอามาทาบทาเทียบเคียงกับตำรา
ภาษา บัญญัติ ที่เคยอ่านหรือไปฟังจากผู้ทรงความรู้ตามตำรา
มันก็เกิดความมั่นใจในธรรมนั้นๆ
ขึ้นมา เพราะมันเหมือนในตำรา เหมือนในภาษา นี่...มันเป็นไปโดยไม่รู้ตัวเลย
ไม่ได้ตั้งใจเลย ...มันเป็นไปอย่างนั้นน่ะ
มันผิดตั้งแต่สติที่มันออกนอกกาย ออกนอกศีลนี่
...มันผิดไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ ออกไป ...ก็เข้าไปสู่ความละเอียดเบาบางขึ้น..ละเอียดเบาบางขึ้นๆ
ดูยิ่งใกล้ชิดธรรมมากขึ้นเท่านั้นน่ะ
ในภาษาของผู้นั้นน่ะ ...ยิ่งทำยิ่งละเอียด ยิ่งดูยิ่งละเอียด ยิ่งเห็นรายละเอียด
ยิ่งลึกซึ้ง ...ว่างเปล่าว่างเบาเข้าไปเรื่อยๆ
เรื่อยๆ
เหมือนใกล้นิพพานเข้าไปเรื่อยๆ น่ะ ...นี่
มันหลอกไปจนถึงอ้างนิพพานมาเป็นจุดหมายเลย ...มันก็ได้แต่ความละเอียดๆๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ
จนว่างเปล่าเลย
แต่ไม่ได้ความรู้ความเห็นที่แท้จริง...ว่ากายนี้ไม่ใช่เรา
จิตนี้ไม่ใช่เรา ขันธ์นี้ไม่ใช่เรา ...แต่มันกลับมีเราได้ในความละเอียดๆๆๆ ลึกซึ้ง
ว่างเบา
ส่วนใหญ่น่ะ นักภาวนานี่จะเป็นอย่างนี้
พอได้ลงทุนลงแรงปฏิบัติปึ๊บ
มันก็จะไปตั้งเป้าอย่างนั้นอย่างนี้ ให้ได้มา มี เป็น ...มันจึงไม่ได้เป็นไปเพื่อการละวางถอดถอน
ความเห็นผิดในกาย ความเห็นผิดในโลก
และแม้กระทั่งความเห็นผิดในธรรมทั้งปวง
...มันไม่ได้เป็นไปเพื่อแก้ความเห็นผิดในธรรม ไม่ได้แก้ความเห็นผิดในกาย
ไม่ได้แก้ความเห็นผิดในขันธ์เลย
นี่
ผลของการที่ไม่เข้าใจถึงความถ่องแท้ในศีลสมาธิปัญญา...ตั้งแต่ศีลขั้นหยาบ
ศีลขั้นกลาง ศีลขั้นละเอียด
ขั้นหยาบก็คือศีลวิรัติ ...ขั้นกลางก็คืออธิศีล ปัจจุบันกาย ปกติกาย ...ขั้นสูงสุดก็คือมหาศีล
ที่เรียกว่ากายอันบริสุทธิ์ที่ปราศจากมลทิน
ถ้ามันไม่ชัดเจนในศีล....เป็นแม่แบบ
เป็นครรลองของมรรค เป็นกรอบของมรรค ...มันก็สะเปะสะปะสับสนไปหมด ผิดกัน เถียงกัน
ปรามาสซึ่งกันและกัน ถูก-ผิดกว่ากัน เร็ว-ช้ากว่ากัน
ท่านถึงกล่าวไว้...เหมือนกบเฝ้ากอบัวนั่นแหละ ไม่รู้จักถึงคุณค่าในกอบัวที่มันอยู่อาศัย ...เฉกเช่นเราเกิดมากับกาย
เราเกิดมาพร้อมกับกายพร้อมกับขันธ์ทั้ง ๕ แต่ไม่เห็นคุณค่าของมัน
ไม่เห็นคุณค่า ไม่เรียนรู้
ไม่ดูไม่เห็น ไม่จำแนก ไม่แยกแยะ ไม่แยบคาย ...มันก็เหมือนกับอยู่กับกายอยู่กับขันธ์นี้ไปแบบเปล่าๆ
ปลี้ๆ หาคุณค่าสาระในมรรคในผลไม่ได้
เพราะนั้นไอ้ที่เรียกว่าสัมมา..สัมมาสติ
ก็คือการระลึกรู้ลงที่กายใจปัจจุบัน ...คือในเบื้องต้นนี่ ใจยังไม่ต้องพูดถึง
ไประลึกลงที่ใจมันไม่ได้อยู่แล้ว ...มันต้องระลึกลงที่กายปัจจุบันเป็นหลัก
เพราะมันชัด เพราะมันมีอยู่
เพราะมันปรากฏอยู่จริง ...ที่เรียกว่ามันปรากฏอยู่จริง
เพราะว่าไม่ใช่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ ...ท่านจึงเรียกว่าเป็นปกติธรรม ปกติกาย
หรือว่าปกติธาตุปกติธรรม
เพราะนั้นการที่สตินี่มาระลึกรู้กับปกติธรรม
ปกติกายนี่ จึงเรียกว่ามันระลึกลงที่...ที่มีอยู่จริง
และที่ที่มีอยู่จริงนั้น...เป็นที่ที่ตั้งอยู่บนปัจจุบัน ...นี่คือองค์ประกอบของสัมมาสติ
เมื่อสัมมาสติมีความน้อม
ระลึกน้อมลงที่ปัจจุบันธาตุปัจจุบันกาย...ความปรากฏขึ้นของธาตุ
ปกติธาตุปกติกายก็จะปรากฏ ...นั่นหมายความว่า สติเป็นเหตุให้เกิดศีล
นี่เป็นเบื้องต้น
นี่เป็นรากฐานของผู้ปฏิบัติเลย...จะต้องเริ่มที่จุดนี้ ...จะไปเริ่มที่จุดไหนก่อนไม่ได้
มันจะสับสน
เมื่อประกอบเหตุแห่งสติ
ประกอบเหตุแห่งศีลนี่ ...ไม่ใช่ว่าแค่ระลึกแล้วก็กายนี้ปรากฏ แล้วก็ทิ้ง แล้วก็ปล่อย
ระลึกแค่กายนี้ปรากฏขณะนึง...แล้วก็ปล่อย
ถ้าอย่างนี้สติก็ไม่ได้รับการพัฒนา
ศีลก็จะไม่ได้รับการพัฒนา ...จึงต้องเรียกว่าเมื่อประกอบเหตุแห่งสติปรากฏกายขึ้นมา...ต้องรักษา
ท่านเรียกว่ารักษาศีลนั่นแหละ
ผู้ปฏิบัติจะต้องรักษาศีล รักษาสติ...ท่ามกลางการดำรงชีวิต
...นี่ไม่ได้พูดถึงรูปแบบการนั่งสมาธิเดินจงกรมเลยนะ แต่คือ...ต้องท่ามกลางการดำรงชีวิต
โดยไม่มีกาล ไม่มีเวลา ...ไม่อ้างกาลอ้างเวลา
ว่าเมื่อนั้นเมื่อนี้ ที่นั้น ที่นี้ ที่โน้น ...เมื่อประกอบเหตุแห่งสัมมาสติ
แล้วก็สัมมาศีลก็ปรากฏ...แล้วก็รักษา
เพราะนั้นตัวที่รักษา
พัฒนาสติขึ้นมาเป็นสติสัมปชัญญะ ...นี่ มันเริ่มมีสัมปชัญญะขึ้นมาแล้ว
เกิดขึ้นมาแล้ว ...สติและสัมปชัญญะก็หล่อเลี้ยงกาย
การปรากฏขึ้นของกาย ได้ต่อเนื่องยาวนาน
ศีลก็แจ่มแจ้งชัดเจนขึ้น กายนั่นน่ะ
ก็แจ่มแจ้งชัดเจนขึ้น ...เมื่อกายนี่แจ่มแจ้งชัดเจนขึ้น
สิ่งที่มันหดหายไปหลังจากกายหรือว่าศีลนี้ปรากฏอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งต่อเนื่องขึ้น...ก็คืออาการทางจิตปรุงแต่งระงับ
เพราะนั้นอาการทางจิตที่มันปรุงแต่งนี่
มันมีอะไรบ้าง ...ความคิด ความจำ อารมณ์ ความรู้สึกของเรา ความเห็นของเรา
ความเชื่อของเรา อดีตของเราของเขา อนาคตของเราของเขา ความพอใจ ความไม่พอใจ
เหล่านี้คืออาการของจิต
หรือพูดอีกภาษาหนึ่งก็คือ...ความปรุงแต่งในขันธ์ หรือขันธ์ทั้ง ๕ มันก็ไม่เกิดอาการกำเริบในขันธ์ ...ระงับดับขันธ์ ระงับความปรุงแต่งในขันธ์
เพราะนั้นเมื่อมันระงับความปรุงแต่งในขันธ์ลงเรื่อยๆ
ด้วยอำนาจแห่งศีล-สมาธินี่ ...เรื่องราวต่างๆ จึงน้อยลง ไม่เกิดความสับสนอลหม่าน ความมีหลายผู้มีหลายคน
มีหลายตัวมีหลายตน
ทั้งไกล ทั้งใกล้
ทั้งดี ทั้งเลว ทั้งถูก ทั้งผิด ...มันก็ระงับ ระงับความปรุงแต่งในขันธ์
พร้อมกับการมี เป็น ของขันธ์นั้นๆ
(ต่อแทร็ก 17/17)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น