วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/20 (1)


พระอาจารย์
17/20 (571231B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 ธันวาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ตั้ง...ให้มันตรงตั้งแต่แรก ตั้งแต่ก้าวแรกแห่งการปฏิบัติ  หรือถ้ามันเฉียงไปแล้ว ...ถอยหลังก็ไม่เสียเวลา แล้วมาตั้งให้ตรงเสียใหม่

ตั้งลงที่กาย ตั้งอยู่ที่ใจ ตั้งกายกับใจให้ตรงกัน  ไม่ล้ำกัน ไม่เกินกัน  ตั้งให้พอดีกัน..ทุกๆ ปัจจุบันไป ... กายอย่างไร..ใจอย่างนั้น  กายอยู่ไหน..ใจรู้อยู่นั้น

นี่เรียกว่าตั้งกายตั้งใจให้ตรง ...แล้วพยายามรักษากายใจนี้ให้ตรงต่อกันและกัน..สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ตลอดเวลา ...ด้วยความบากบั่น อดทน และพากเพียร

ไม่ต้องหวังไกล ไม่ต้องไปหวังอะไรข้างหน้า ...หวังอยู่ตรงนี้แหละ ปัจจุบันนี้แหละ..ว่าตั้งกายกับใจนี้ตรงกันไหม ...มันคลาดเคลื่อนกันรึเปล่า หรือมันคลาดเคลื่อนแล้วยังปล่อยให้มันคลาดเคลื่อนต่อไปอีก 

หรือว่ายังอยู่ในขั้นตอนที่...หากายยังไม่เจอ หาใจยังไม่รู้จักอย่างนี้ นี่ จะพยายามตั้งกายตั้งใจให้มันตรง....มันคงตรงให้สักชาตินึงละมั้ง

เห็นมั้ยว่า มันเป็นไปตามที่... ธรรม..สมควรแก่ผู้ปฏิบัติธรรม ...ไม่ใช่ไปเอาธรรมคนอื่นมาปฏิบัติ

เพราะว่าในที่นี้ แต่ละคนนี่อยู่ในลำดับและปริมาณของสติศีลสมาธิปัญญา ไม่เหมือนกัน ...เราไม่รู้หรอก เราพูดแบบเหวี่ยงแห แล้วก็ไปประเมินตัวเองกันดู..เอาแบบไม่ต่ำ-ไม่สูงเกินจริงนะ ต้องตรงนะ

ซึ่งมันก็พอคร่าวๆ ได้ว่า... "ไม่ค่อยมีศีลว่ะ" ...อันนี้แน่ๆ (โยมหัวเราะกัน) ...สมาธิ-ปัญญาเราไม่พูดถึง..มาแบบกะปริบกะปรอยนี่เราไม่พูดถึงหรอก เพราะมันเป็นโรคนิ่ว...เป็นนิ่วในสมาธิปัญญา

แต่ที่โดยกิเลส ตามกิเลสนี่...ไหลโกรกเลย เหมือนกับไม่มีหูรูด ...แล้วเห็นดีเห็นงามไปกับมันด้วยนะ เยินยอสรรเสริญไปกับการไหลรูด ...ไม่มีการกั้น ไม่มีประมาณ ไม่มียับยั้ง

คือมันอยู่ในอาการที่เรียกว่า...ไม่คิด..ก็เผลอ...อยู่สองอย่างนี่  มันหมักดองอยู่แต่แค่..ไม่กูคิด..กูก็เผลอ ...นี่ไม่ได้ไปทำโพลหรอกนะ แต่มันจะเป็นอย่างนั้นเสีย ๙๙ เปอร์เซ็นต์น่ะ 

จะหาผู้ที่อยู่ด้วยศีลสมาธิปัญญาอย่างเคร่งครัดและเข้มงวดนี่...เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ...ทำไมมันถึงยากขนาดนั้นล่ะ มันเพราะอะไรรู้ไหม 

หนึ่ง เพราะว่าผู้ลูบคลำในศีลและวัตร...เยอะเหลือเกิน ...แล้วก็ยังดันทุรังทำกันอย่างนั้นอยู่  แล้วเห็นดีเห็นงามไปตามๆ กัน

พอให้ละเลิกเพิกถอน อาการกระทำแบบลูบๆ คลำๆ ก็ไม่กล้า กลัวไม่เหมือนคนอื่น...บ๊ะ ทำไมไม่กลัวไม่เหมือนพระพุทธเจ้า แต่กลับกลัวไม่เหมือนคนอื่นไปอาศัยจมูกมันหายใจด้วยกันรึไง

ให้เชื่อมั่น ...เพราะนั้นมันจะเชื่อมั่นแค่ในความคิดนี่ไม่ได้ จะเชื่อมั่นโดยการฟังบ่อยๆ ก็ไม่ไหว เสียเงินนะ มานี่ หลายตังค์ มาบ่อยๆ หมดตัว ศีลสมาธิปัญญายังไม่ถึง มันหมดตัวก่อนนี่...ไม่ได้

มันต้องทำ ทำจนกว่ามันจะเกิดความมั่นใจ ...ไม่ว่าจิตมันจะขวาง จิตมันจะตั้งแง่ จิตมันจะสงสัย ...ก็แล้วเป็นข้ารับใช้มันรึไง อย่าไปฟังมันมั่งดิ

ลองทำ ตั้งใจทำ ...เบื้องต้นสำหรับคนที่ไม่เคยทำ ต้องลองทำ ...มาลองทำแล้ว ให้ตั้งใจทำ ทีละเล็กทีละน้อย อย่างไม่ท้อถอย ทุ่มเท ทุ่มใจ ทุ่มทุน ไปทีละเล็กละน้อย

แล้วก็เอาจนหมดหน้าตักน่ะ นั่นแหละ ความมั่นคงในศีล ความเชื่อมั่นในศีล ศรัทธาในศีล จะเกิดจนถึงขั้นที่เรียกว่า...อจลศรัทธา ไม่ใช่แค่ศรัทธาหัวเต่า

นี่ ที่มันไม่เกิดความศรัทธาในศีลเป็นอจละ ...เพราะว่าพวกเราปฏิบัติกันแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ... ใจดี..ทำ  ใจไม่ดี..ไม่ทำ ...ซึ่งส่วนมากมันใจไม่ดีมากกว่าน่ะ ในหนึ่งวันนี่ (โยมหัวเราะกัน)

มันก็จะบอกว่า “ใจไม่ดีทั้งวันเลย ไม่ไหว ไม่เอาล่ะ” แล้วมันก็เลยถือโอกาสไม่ทำเลยน่ะ เพราะว่าใจไม่ดีเลย อย่างนี้...ไม่ได้  มันต้อง...ดีก็ทำ ร้ายก็ทำ

อารมณ์ดีก็ต้องยิ่งทำใหญ่ อารมณ์ไม่ดีก็ต้องยิ่งทำใหญ่กว่านั้นอีก ...เวลามีอารมณ์นี่ เป็นเวลาสำคัญเลยที่จะต้องขวนขวายในศีลสมาธิปัญญา...ถึงขั้นที่เรียกว่า To die for เลย

นี่พอมีอารมณ์อะไรมากระทบหูกระทบตา แล้วอารมณ์ของกิเลสมันตอบสนองขึ้นมาปั๊บ ...ไม่ได้เรียกร่ำร้องเลย กูก็กระโดดโผเข้าไปกลืนกินแบบล้านเปอร์เซ็นต์ ชัดเจนยิ่งกว่าดาวเทียม PSI

แต่หาความชัดเจนในศีลสมาธิปัญญานี่ ...เอากล้องอิเล็กตรอนส่องนะ กูยังหาไม่เจอในมันเลย ไม่รู้มันเอาศีลสมาธิปัญญาไปไว้อยู่ในฟากฟ้าป่าหิมพานต์ที่ไหน

หูย แต่เวลาอารมณ์ดีนี่ ศีลสมาธิปัญญานะมาเป็นกอบเป็นกำเชียว ...อย่างนี้มันไม่สู้อ่ะ มันไม่สู้กับกิเลสกันเลย งอมืองอตีน ...เวลาอารมณ์เกิดนั่นน่ะคือเวลากิเลสเกิด

แล้วกิเลสมันจะเกิดตอนไหนล่ะ ก็ตอนกระทบ อายตนะ-ผัสสะ มันปฏิสัมประยุทธ์กันน่ะ ผัสสะ-อายตนะ ...แล้วมันมีเวลา มีตารางแน่นอนให้ไหมว่ามันจะปฏิสัมประยุทธ์กันตอนไหน เวลาไหนน่ะ

มันมาแบบไม่ค่อยคาดฝันหรอก ...เดี๋ยวก็เจอ เดี๋ยวก็เห็น เดี๋ยวก็ได้ยิน เป็นเหตุให้ต้องมีอารมณ์อยู่ตลอด ...แล้วก็บอกอยู่ตอนนั้นว่า “เดี๋ยวค่อยทำๆ ให้มันผ่านไปก่อนค่อยทำ” 

มันก็ไม่เห็นผ่านน่ะ ...ผัดวันประกันพรุ่ง คอยต่อรอง ให้กิเลสต่อรอง ...แล้วก็ยอมรับการต่อรองของมันอยู่ตลอด ไม่คอยแข็งขืน ฝืน ทวน ไม่ฮึด ไม่มีลูกฮึด

ทั้งๆ ที่ว่ากายใจนี่ เขาพร้อมที่จะให้ขุดค้นสร้างศีลสมาธิปัญญามาเป็นที่มั่น ที่อาศัย ที่หยุด ที่อยู่ ที่ยั้ง ...มันก็ไม่บังเกิดความขวนขวายในธรรม ไม่ขวนขวายในศีลสมาธิปัญญา

เพราะนั้นน่ะ เวลาตรงนั้นมันเป็นเวลาที่สำคัญ เวลาที่กิเลสมันก่อตัวกำลังเกิดขึ้น กำลังลุกโหมกระพืออยู่นั่น เป็นเวลาที่ต้องละกิเลสอย่างยิ่งยวด ...ไม่ใช่ไปทำตามกิเลสก่อนแล้วค่อยละ

มันพูดกันง่ายๆ “เดี๋ยวให้หมดอารมณ์นี้ก่อน” ...คือด่าเขาไปแล้วน่ะ แล้วค่อยไป “เออ รู้ตัวๆๆ” ...เนี่ย อย่างเนี้ยไปนอนซะไป ...คือถ้าภาวนาไม่เอามาใช้ตอนที่มีกิเลส มันจะเอาไปใช้ตอนหลับหรือไง หือ

ก็ภาวนามาทั้งหมดก็เพื่อจะชนะกิเลส แล้วให้ประเมินกำลังของกิเลสได้ ว่าศีลสมาธิปัญญากับกิเลส อันไหนแน่กว่ากัน อันไหนแข็งแรงกว่ากัน อันไหนชนะ อันไหนพ่ายแพ้

แต่ถ้าไม่ทำเลย มันจะรู้ไหมเนี่ย ว่าศีลสมาธิปัญญาของตัวเองน่ะ...มันต่ำต้อยติดดินขนาดไหน ...เพราะอย่างเนี้ย มันก็เกิดการประเมินตัวเองผิด

เพราะนั้นว่า...ศีลสมาธิปัญญานี่ ทุกคนมีที่ตั้งแห่งศีลสมาธิปัญญาอยู่แล้ว ...แต่ไม่เอามาใช้ และไม่รู้จักนำมาใช้  มันจึงกลายเป็นคนง่อยเปลี้ยเสียขา

เรียกว่าเหมือนพิกลพิการต่อการทุบถองของกิเลส การวางก้ามใหญ่โตของกิเลส...โดยไม่สามารถ และไม่แม้แต่จะคิดลุกขึ้นมาต่อสู้ต่อกรกับกิเลสเลย

เช่นว่า...เวลาภาวนาก็จะต้องหาที่สัปปายะ ...ถ้าทำงานอยู่ หรือถ้าอยู่กับคนหลายๆ หรือถ้าระหว่างมีอารมณ์ อย่างนี้แล้วจะภาวนาไม่ได้เลย ...เพราะมันไม่สัปปายะ

จะต้องไปอยู่ในที่แวดล้อมที่เป็นมงคล มีกัลยาณมิตร ไม่พูดเสียดแทงใจกู ไม่พูดธรรมผิดประเภทจากกู
...เหล่านี้คือการที่ยิ่งกระทำ ยิ่งปล่อยให้มันกระทำอย่างนี้ ...คือความแคระแกร็นในศีลสมาธิปัญญา

ต้องตั้งกายขึ้นมา ตั้งรู้ขึ้นมากับกาย ณ บัดนั้น ณ ที่นั้น...ท่ามกลางอารมณ์ ท่ามกลางความรู้สึกที่ดีและร้ายของเรา ท่ามกลางความพึงพอใจ-ไม่พึงพอใจของเรา...ขณะนั้น ต้องตั้งขึ้นมาให้ได้

และให้ได้อย่างแข็งแรงยิ่งขึ้นไป ...แข็งแรงขนาดที่กิเลสมันตั้งขึ้นไม่ได้น่ะ คืออารมณ์ไม่สามารถจะตั้งหรือก่อร่างสร้างตัวมันขึ้นมาได้ นี่...จึงจะค่อยๆ เข้าใจความเป็นจริง จึงจะเกิดความกระจ่างในธรรม

เพราะฉะนั้น การอยู่โดยศีลสมาธิปัญญานี่ การปฏิบัติอยู่บนเส้นทางของมรรคนี่  คือการที่เรียกว่า...ไม่แก้-ไม่หนี ...เป็นการเผชิญหน้ากัน..กับทุกสิ่ง ทุกอาการ 

เรียกว่าไม่เลือก ไม่เฟ้นหาเฉพาะธรรมใดธรรมหนึ่งเท่านั้นที่มาเรียนรู้ ...มันจะเรียนรู้โดยตลอดทุกธรรมไป..โดยถือธรรมที่เรียนนั้น เป็นทุกปัจจุบันธรรม

เพราะฉะนั้นนี่...ฝึก..จนฐานของศีลนี่ มั่นคงแข็งแรง ...แข็งแรงขนาดไหน ...ขนาดเสมอเท่าแผ่นดิน นี่ เป็นรากฐาน เป็นรากเหง้า ที่รองรับธรรม

ที่ว่าศีลเหมือนแผ่นดินนี่ หมายความว่า...ไม่ว่ากิเลสตัวใด ทั้งภายในและภายนอก...ภายในคือตัวเจ้าของ ภายนอกคือจากบุคคลอื่น นี่...มันจะร้ายแรง รุนแรง เผ็ดร้อน แสบร้อน รับไม่ได้อย่างยิ่งขนาดไหน

แต่ด้วยความแข็งแกร่งของศีลเท่าแผ่นดิน...รองรับได้หมด ไม่คณนา ไม่ยี่หระเลย ...นั่นแหละ ถึงบอกว่า ทำไมต้องสร้างฐานของศีลให้แข็งแรงมั่นคงที่สุด แข็งแกร่งที่สุด ...ศีลจะไม่มีความหวั่นไหวเลย 

อย่างพวกเรานั่งอยู่อย่างนี้ แต่ละคนนี่ แล้วจับความรู้สึกของกายไว้ หนาวบ้างแข็งบ้างนี่แหละ ตึง แน่น หนัก ...นี่ คืออาการโดยรวมส่วนใหญ่ที่ชัดที่สุดของกาย ในท่าทีอิริยาบถนั่งจะชัดเจนอย่างนั้นน่ะ

มีตึง เป็นขมวดปมตรงเข่า ตรงก้นกระทบพื้น แล้วก็หลังที่เหยียดรับน้ำหนักของมวลธาตุ ...มันจะมีความรู้สึกอย่างนี้ เป็นแกน เป็นพื้น นี่คือกาย นี่คือศีล นี่คือปกติกายปกติศีล

เพราะนั้น...ถ้าสมมุติว่ามีคนใดคนหนึ่ง หรือว่าเรานี่มาพูดมาด่าว่า...ไอ้ที่นั่งมาทั้งหมดนี่ หน้าหมา เลวมาก ...เห็นมั้ย อะไรที่กระเพื่อม...จิต ...แล้วอะไรที่ไม่กระเพื่อม...ศีลหรือกาย

เห็นมั้ย กายก็ยังแข็ง ตึง แน่น หนัก เท่าเดิมเท่าเก่า แบบเดิมแบบเก่า ไม่ขึ้น-ไม่ลง ...แต่จิตจะโยกไปมา กระพือไปกระพือมา 

ถ้าชมมันก็หยาดเยิ้มด้วยความสุข อิ่มเอิบ เปรมปรีด์ ...ถ้าด่า มันก็จะรู้สึกหดหู่ เศร้าหมอง ขุ่นมัว อึดอัด คับแค้น เป็นทุกข์


แต่กายยังเหมือนเดิม เป็นกลางแบบเดิม ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับคำพูดเหมือนเดิม ทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย


(ต่อแทร็ก 17/20  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น