วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/4


พระอาจารย์
17/4 (571201D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 ธันวาคม 2557


โยม –  ถ้าเราต้องอยู่กับทางโลก ในชีวิตประจำวันน่ะค่ะ แล้วจะสามารถมีวิธีอะไรที่ทำให้สติเราสามารถตั้งมั่นในพีเรียดที่ยาวขึ้นอย่างนี้ ...ทุกครั้งมันสั้นมากน่ะค่ะพระอาจารย์

พระอาจารย์ –  คือเรื่องนี้มันต้องเป็นเรื่องของความเพียร ใส่ใจ ...จะต้องมีสัจจะกับตัวเอง ตั้งสัจจะกับตัวเอง... “จะต้องทำให้ได้”  

คือถ้าอย่างพวกเรานี่ยังออกจากโลกไม่ได้โดยตรง ต้องมีอุบายวิธี คือบริกรรม..เป็นอุบายวิธี  ให้บริกรรมคาถาหรือว่าท่องไว้ว่า “ทำอะไรอยู่” 

ท่องมันไว้เลย “ทำอะไรอยู่เนี่ยๆๆ ...รู้มั้ย” ...ถามมันอย่างนี้ ถามตัวเองตลอด “ทำอะไรอยู่ รู้มั้ย”...แล้วก็รู้ซะ ไม่รู้ก็รู้ซะ กำลังทำอะไรอยู่ กำลังยืนก็ให้รู้ว่ากำลังยืนซะ

แล้วก็ตั้งใจให้ว่า..."จะต้องรู้กับมันให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้เต็มกำลัง" อะไรมันจะเสื่อมเสียหาย อะไรมันจะแตกหัก อะไรมันจะดุด่า อย่าไปใส่ใจ ...จะเอาตรงนี้ให้ได้

คือต้องมุ่งมั่นกันอย่างนั้น ตั้งใจ..มันอยู่ที่ความตั้งใจขึ้นมาเอง ...มันไม่สามารถมีวิธีการอะไรได้หรอก มันต้องอยู่ที่ความตั้งใจขึ้นมาเอง

เพราะนั้นความตั้งใจนี่ ...มันจะเกิดขึ้นได้ มันก็มีเหตุ...คือศรัทธา ...ถ้ามันไม่มีศรัทธา มันจะไม่มีความตั้งใจขึ้นมาเอง 

การฟังธรรมบ่อยๆ นี่ ...เวลามันขี้เกียจ เวลามันหลงโลก  การฟังธรรมแล้วมันเกิดศรัทธา ...คือหมายถึงว่าไม่ได้ไปฟังแบบบ้าบอ เอามากเอามายหรอก

เอาพอให้เกิดศรัทธา แล้วมันเกิดความฮึกเหิม เข้าใจมั้ย มันรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาข้างในนี้ ...นี่เขาเรียกว่าศรัทธามันเร่งรัดให้เกิดความตั้งใจ

เช่นว่า ฟังเสร็จแล้วมันอยากจะไปนั่งสมาธิขึ้นมาตรงนั้นเดี๋ยวนั้นเลย อะไรอย่างนี้ ...เรียกว่ามันเป็นตัวศรัทธา แล้วมันจะสร้างความตั้งใจขึ้นมา มันจะเกิดกำลังขึ้นมา นั่นน่ะ

เพราะนั้นเวลาที่มันอ่อนล้า ขี้เกียจขี้คร้านนี่ ...หาฟังคำเทศน์ครูบาอาจารย์..ที่อยู่ในแนวของศีลสมาธิปัญญาอย่างนี้อ่ะนะ อย่าไปฟังเณร...นะ เณรปู่เณรอะไรนี่ อย่าไปฟัง

ฟังใครก็ได้ หลวงปู่หลวงพ่อที่ท่านพูดอยู่ในแวดวงของกายใจ...ให้เกิดสติสมาธิ นี่ เอาอย่างนี้ ...แล้วมันเกิดศรัทธาขึ้นมา แล้วมันเป็นกำลัง ...แล้วก็ทำ

แล้วก็ต้องคอยเตือนตัวเอง ด่าตัวเอง “จะปล่อยให้มันคิดอยู่อย่างนี้รึไง” ด่าได้ ด่าตัวเองน่ะ ด่ามันเข้าไป “จะมาเกิดตายอีกรึไง ถึงเอาแต่คิดอยู่อย่างนี้”

อย่าไปชมมันมาก ด่ามันซะบ้างกิเลสน่ะ ...คนอื่นด่าแล้วโกรธ ตัวเองด่าตัวเองไม่โกรธหรอก ด่ากิเลส “มันจะคิดหาพระแสงด้ามสั้นด้ามยาว หาพ่อหาแม่มึงรึไง” (หัวเราะกัน)

ด่ามันเข้าไปเหอะ ด่าเงียบๆ นะ อย่าออกเสียงนะ เดี๋ยวคนข้างๆ เขาตบเอา เนี่ย “มันจะหลงอะไรกันนักกันหนา บ้าบอขนาดไหนวะนี่” ...แล้วก็ตั้งใจขึ้นมา

เพราะนั้นในขณะที่พวกเราทำการทำงานนี่ ...คือเราไม่ได้ให้บริกรรมพุทโธหรอก แต่บริกรรมว่าทำอะไรอยู่  ถามมันเข้าไปล้านครั้งหมื่นครั้งตลอดวัน “ทำอะไรอยู่ๆๆๆ” 

แล้วก็กลับมาดูตัวเอง กลับมาดู...ตั้งแต่รูปทรง ท่าทางภายนอก เข้าใจมั้ย  การรู้กายนี่มันมีหลายลักษณะ รู้ตั้งแต่ท่าทาง นี่ รู้หยาบๆ ในท่าทางว่ายืนหรือเดิน ทรวดทรง ขยับหรือนิ่ง

พอรู้อย่างนี้ ถ้ารู้หยาบๆ นะ เดี๋ยวจิตยังไม่อยู่หรอก ยังไปได้ ...ก็ลงลึกลงไปในกายอีก รู้ลึกลงไปในกายอีก ...ลึกยังไง ...ลึกไปถึงความรู้สึก นี่ลึกลงไปกว่าท่าทางภายนอกแล้ว เข้าใจมั้ย

เช่นระหว่างนั่งนี่ รู้สึกอย่างไรที่ก้น แข็ง ตึง หนัก...นี่ เป็นความรู้สึก …อย่างยืน มันก็ต้องมีความรู้สึกในการยืน เกร็ง แล้วมีการกระทบระหว่างฝ่าตีนกับพื้น

แล้วมันจะต้องแข็งน่ะ รู้สึกถึงความแข็ง กระด้างๆ ...ความกระด้าง เป็นความรู้สึกแล้วก็จับความรู้สึกนี้ให้แน่น สติจับให้แน่นกับความรู้สึก

เพราะนั้น เวลาลืม หาย มาตั้งใหม่ตรงที่ท่าทางก่อน...ท่าทางคือรูปทรง รูปทรงหยาบๆ กายหยาบๆ กายแบบพื้นๆ ก่อน ...แล้วพออยู่กับรูปทรงได้ รักษาทรวดทรงนี้ไว้ แล้ว..หยั่งลงไปถึงความรู้สึกๆ

แต่เวลาโยมทำงานนี่ โยมจะหยั่งที่ความรู้สึกไม่ค่อยได้ ...เอาแค่ท่าทางให้ได้ รูปทรงให้ได้ก่อน วูบๆ วาบๆ ของรูปทรง  นี่แหละ ดูวูบๆ วาบๆ ของรูปทรงนี่แหละ

แล้วพอเวลาโยมหยุดนิ่งหรือว่าสงบกับธุระปะปังนี่ ...อยู่นิ่งๆ ให้อยู่นิ่งๆ  อย่าไปหลงเพลินเปิดเน็ทเปิดไลน์ เปิดอะไร อ่านหนังสือด้วย ...พวกนี้ดึงออกนอกหมด เข้าใจมั้ย

พวกนี้จะดึงจิตออกนอกหมดเลย ให้เข้าไปอยู่ในโลกที่นอกเนื้อนอกตัวหมดเลย ...แล้วมันจะหายไปแบบตามหากายใจตรงนั้นไม่มีทางเจอ...ยากมาก

หยุด..นั่งเฉยๆ อยู่เฉยๆ  ตาก็อย่าไปส่ายมองนู่นมองนี่  อยู่เฉยๆ หลุบตาลงต่ำ คล้ายๆ อย่างนั้นน่ะ ...แล้วก็ให้มันมาเห็นตัวเอง เห็นแขนเห็นขาตัวเอง แล้วก็ดูความรู้สึกลงไป

ง่ายๆ ...อย่าเร่งรัด อย่ารีบร้อน จำไว้อย่าง อย่าเร่งรัด อย่ารีบร้อน อย่าอยาก ...ง่ายๆ รู้ง่ายๆ รู้เบาๆ หยั่ง...ค่อยๆ หยั่งลงไปในความรู้สึกตรงนั้นตรงนี้บ้าง ตรงไหนก็ได้...หยั่งลงไป

หยั่งที่แขน หยั่งที่ขา หยั่งที่คอ หยั่งที่หน้าอก หยั่งที่ท้อง หยั่งไปที่ก้น หยั่งดูที่ความรู้สึกโดยทั่ว ...คอยหยั่งไว้ เบาๆ เพื่อดึงจิตไว้ให้อยู่ ให้ยืดยาว ให้นาน ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะเต็มกำลัง

แล้วทีนี้เวลามันมีอะไรที่มันมาดึงหรือสะดุดให้ออกไป ...ก็ไม่เป็นไร..ช่วยไม่ได้  ทันหรือไม่ทันก็ช่างหัวมันเถอะ ...แล้วเอาใหม่ พอได้สติแล้วเอาใหม่  อย่าขี้เกียจที่จะเอาใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก แค่นั้นเอง 

นี่จึงต้องอาศัยความขยัน ...สตินี่ต้องอาศัยความขยันอย่างเดียว มันถึงจะพัฒนาขึ้นเป็นสัมปชัญญะ 

ถ้าไม่ขยันนะ นานๆ ทำที ชั่วโมง-สองชั่วโมงที หรือบางทีสาม-สี่ชั่วโมงค่อยมารู้สักครั้งนึงอย่างนี้ ...ไม่มีทางที่มันจะพัฒนาขึ้นเป็นสัมปชัญญะ

ต้องให้ได้ห้านาที-สิบนาทีครั้ง ห้านาที-สิบนาทีต่อครั้งหนึ่ง หรือเป็นนาทียิ่งดี ว่ากันเป็นนาทีๆ เลย ...ไม่ให้เคลื่อนเลย หลุดปุ๊บเอาอีกๆๆ อยู่อย่างนั้น

แล้วมันจะมีพัฒนาการของมันขึ้นมาเอง มันจะทรงความต่อเนื่องได้ นี่ รู้จักทริคที่จะทรงความต่อเนื่องคือความรู้ตัวแบบต่อเนื่อง ...มันจะเกิดความชำนาญ เป็นความชำนาญขึ้นมา

ทีนี้พอมันเริ่มชำนาญในการทรงตัวรู้ตัวด้วยความต่อเนื่องนี่ ...ผลมันจะเกิดๆ คือมีความเย็น สบาย ไม่มีเรื่อง ระงับ ...สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี แต่มันมีความเย็นสบาย ระงับ ปลอดโปร่งโล่งเบาขึ้นมา

ตรงนี้มันจะเป็นตัวหนุนให้เกิดความพากเพียรให้ยิ่งกว่านี้ขึ้นมาอีก..คือความต่อเนื่อง ...มันจะต้องปฏิบัติจนรับผลของมันด้วยตัวเองอย่างนี้ มันจึงมีกำลังใจของมันเองขึ้นมา

จากที่ต้องอาศัยศรัทธาจากการฟังนี่ มันจะเกิดศรัทธาที่เกิดผลขึ้นมา แล้วมันไม่ทอดธุระ...แต่ก็อย่าเพิ่งตายใจนะ ได้แค่นี้ก็ยังอย่าตายใจนะ...เดี๋ยวมันจะเสื่อม ยังไงก็เสื่อม

เพราะกิเลสพวกเรายังหนาอยู่ นี่ มันเพียงแค่ให้มันออกไม่ได้เท่านั้นเอง ...แต่มันพร้อมที่จะขึ้นมากลบทับ ขึ้นมามีอำนาจเหนือกว่าได้ตลอดเวลา ...อย่าตายใจ อย่าทอดธุระ

ทำต่อ รักษาต่อ..รักษาต่อไปให้เหนียวแน่น ให้ยืดยาว ...แล้วไม่ต้องไปค้นคิดอะไรน่ะ...อยู่แค่นี้ รักษา ทรงกาย ทรงศีล ทรงสมาธิปัญญาไว้ แค่นี้แหละ

มันจะค่อยๆ กระจ่าง  มันจะกระจ่างเอง ค่อยๆ กระจ่างถึงว่า “โอ้ มันไม่ใช่เราอย่างนี้นี่เอง  อ๋อ มันเป็นแค่อย่างนี้”  มันก็กระจ่างอย่างนี้..ทีละเล็กทีละน้อย

พร้อมๆ กับความรู้สึกเป็นเรานี่..ที่มันเหนียวแน่นแข็งแกร่งนี่ ...มันจะรู้สึกยอบแยบๆ ลง  อะไรๆ ก็รู้สึกว่า “ไม่เห็นเป็นเราเลย ไม่ใช่ธุระของเราเลย ไม่ใช่เป็นเรื่องของเราเลย เป็นเรื่องของมัน”

มันก็จะรู้สึกอย่างนี้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ...คือมันไม่ใช่ว่าทีเดียวขาดเลย เข้าใจมั้ย ค่อยๆ เป็นไป ...แต่ก็ต้องทรงจิตอยู่ในศีลสมาธิปัญญาให้ได้นานที่สุด มากที่สุด ...นั่นแหละ ผลมันจะเกิดมากขึ้นเท่านั้น

แต่ถ้าปล่อยจิต ละเลยในจิต หรือปล่อยให้มันเป็นไปตามอิสระ ตามความอยาก-ความไม่อยาก คิดนึกปรุงแต่ง ล่องลอย เผลอเพลิน ...อย่างนี้ไม่มีทางเลย

เพราะฉะนั้นยังไงแล้วก็อย่าทิ้งรูปแบบ ...ระหว่างวัน ตลอดวัน...ทำแล้ว สติก็พอมีแล้ว ...ก่อนนอน อยู่คนเดียว...นั่งสมาธิ  ต้องนั่ง..ต้องทำในรูปแบบ

เพราะว่าการทำในรูปแบบนี่ มันจะเป็นการทำที่มีความตั้งใจยิ่ง มีแรง ...มันจะเกิดความที่..สติที่ชัด กายที่ชัด  แล้วก็การตั้งมั่นได้มั่นคงขึ้น ถ้ามีรูปแบบด้วยนี่

เพราะนั้นการนั่งในรูปแบบ อย่านั่งเอาความสงบ ...นั่งเอารู้ตัว นั่งให้รู้ว่านั่ง  กำลังนั่ง รู้สึกถึงการนั่ง ...ไม่เอาอย่างอื่น ไม่ต้องการให้จิตเกิดความรู้อะไร ไม่ต้องการให้จิตได้อารมณ์อะไร

ต้องการให้จิตรู้ว่านั่ง ไม่ออกจากรู้ว่านั่ง ไม่ให้ลืม ...มันจะเอาอะไร มันจะหาอะไร มันจะให้ได้อะไร...ไม่เอา ปัดทิ้งๆ ...ตั้งใจรู้ว่านั่งอย่างเดียว แล้วก็ทรงความรู้ว่านั่งให้ได้ต่อเนื่อง แค่นั้นเอง

ต้องทำ..ครึ่งชั่วโมง ชั่วโมงหนึ่ง..ทำไปเหอะ ...อย่าให้มันคุ้นเคยกับการที่บอกว่าจะนอนก็นอนเลย อย่า อย่าเพิ่งรีบตามมัน  มันอยากนอน..ไม่นอน นั่ง...แต่อย่านั่งบนเตียงนะ...เสร็จ

นั่งที่อื่น ที่พื้น ...ถ้าจะนอน ค่อยลุกก่อน ...อย่าไปนั่งบนเตียง เสร็จเลย ง่ายมาก  กิเลสมันรอจังหวะอยู่แล้ว รออยู่แล้วๆ อย่าให้หาวครั้งนึงนะ ครั้งแรกยังพอ สองหาว..เสร็จ ง่าย..มันง่ายเกินไป

นั่ง...จะนั่งพิง นั่งไม่พิงก็ไม่เป็นไร  จะหลับตา-ลืมตาก็ไม่สำคัญ  ขอให้อยู่ที่นั่งไว้ ...ถ้าลืมตาแล้วรู้ตัวได้ดีก็ลืมตา ถ้าหลับตาแล้วรู้ตัวได้ดีกว่าลืมตาก็หลับตา ...ไม่ขึ้นกับหลับตา-ลืมตา

คือไม่ขึ้นกับรูปแบบใดๆ เอาความ "รู้ตัว" เป็นมาตรฐานวัด ...อย่างไรที่ว่า จะนั่งพับเพียบ จะนั่งสมาธิขวาทับซ้าย-ซ้ายทับขวา หรือสมาธิเพชรสามชั้นสองชั้น ...ไม่สำคัญเท่ากับว่ารู้ตัวได้ดีกว่ามั้ย

หรือจะนั่งห้อยขาหรือจะนั่งเก้าอี้..ไม่สำคัญ ...นั่งยังไงแล้วมันรู้ตัวได้ดี รู้ตัวได้นาน รู้ตัวได้ต่อเนื่อง นั่นแหละเป็นท่าที่ใช่ ท่าที่ถูก ...แต่ต้องมีรูปแบบ เข้าใจมั้ย อย่าให้มันสบายง่ายตามกิเลสอย่างเดียว

เสร็จแล้วการรักษาสติในอิริยาบถตลอดเวลา อันนี้ต้องยืนพื้นเลย...ต้องยืนพื้นเลย ทิ้งไม่ได้ ...หมายความว่าออกจากท่านั่งสมาธิ เดินจงกรมแล้ว ก็ต้องไม่ทิ้งสติหรือการรู้ตัว

แล้วประคับประคองสติในกายอยู่อย่างนี้  หล่อเลี้ยง..หล่อเลี้ยงจิตด้วยสติสัมปชัญญะให้อยู่..ไม่ออกนอกกายอยู่สม่ำเสมอ แล้วเวลามานั่งนี่ จะง่ายมากเลย จะอยู่ จิตจะรวมง่าย แบบไม่ถึงนาที อยู่ปึ่กเลย บอกให้

มันอยู่ อยู่เลย ...ถ้ารักษามาตลอดนะ เวลามานั่งนี่ ไม่ต้องมาเหนื่อยยากเป็นครึ่งชั่วโมงกว่ามันจะค่อยลงสักที ไม่อ่ะ ปึ้บนี่อยู่เลย จะอยู่ได้ง่าย แล้วก็ทรง แล้วก็เรียบง่าย แล้วก็ชัดเจนด้วย เรียบง่ายชัดเจนขึ้น

นี่ ให้ทำอยู่อย่างนี้ เป็นกิจวัตรเลย ภาวนาเป็นกิจวัตรอย่างนี้เลย ...ไม่ต้องอยู่วัด ไม่ต้องอยู่บ้าน ไม่ถือบ้านไม่ถือวัด ...ถือปัจจุบันนี่แหละเป็นที่ภาวนา ถือกายใจปัจจุบันเป็นที่ภาวนา

นี่แหละคือที่ที่ใช่ ที่ที่ถูก ที่ที่ควร ...ไม่ต้องมีสัปปายะอะไรน่ะ ..ที่กายใจปัจจุบันนี่แหละ เป็นที่ภาวนา

ทีนี้ก็ไม่เลือกเวลา...อกาลิโก ใช่ไหมล่ะ ...ไม่เลือกสถานที่แล้ว ไม่เลือกธรรมแล้วว่าจะต้องคนเดียว จะต้องหลายคนแล้ว ...นี่เราพูดโดยรวมนะ  

แต่พอทำไปเรื่อยๆ จริงๆ แล้วนี่ ...แล้วจิตมันเข้าไปในศีลสมาธิปัญญาลึกขึ้นจริงๆ เมื่อไหร่...ยังไงๆ มันก็ต้องปลีกตัว อยู่ไม่ได้หรอก

เพราะมันจะรู้เลยว่า ศีลสมาธิปัญญาจะอยู่ในโลกไม่ได้เลย จะอยู่คู่อารมณ์ไม่ได้เลย จะมาอยู่แล้วก็มีอารมณ์คอยมาเตาะแตะเกาะแกะ  มันจะรู้สึกเลยว่าอยู่ยาก..อยู่ไม่ได้

เพราะว่ามันจะเป็นตัวทำลายศีลสมาธิปัญญาอย่างง่ายดายที่สุด ...มันจะรู้เอง แล้วมันจะมีวิธี หรือมันจะออกของมันเอง เข้าใจมั้ย ...ด้วยเหตุปัจจัย

แต่เราจะต้องสะสมศีลสมาธิปัญญาเป็นกิจวัตร..เป็นหน้าที่การงานหลัก ...จากที่มันเคยเป็นหน้าที่การงานรอง พวกเราตอนนี้ งานหาเงินภายนอกนี่เป็นงานหลัก ใช่ไหม ศีลสมาธิปัญญาเป็นงานรองนะ

ทำไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะเห็นว่าศีลสมาธิปัญญาเป็นงานหลัก หน้าที่ภายนอกเป็นงานรองเมื่อไหร่ ...นั่นแหละมันจะจัดระเบียบใหม่ มันจะต้องมาเป็นงานหลักก่อน

นี่เรียกว่าภาวนาโดยไม่ตั้งเป้านะ ...ไม่ตั้งเป้าว่าฉันจะบวชเมื่อนั้นเมื่อนี้ ฉันจะไปอยู่ป่า ฉันจะหาที่อยู่สงบ...ไม่ต้อง ...มันจะเป็นไปตามระบบ ขอให้ทำไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าโยมอย่างนี้นี่ เลือกระบบแล้วนี่  โยมจะต้องตั้งใจเอาศีลสมาธิปัญญาเป็นงานหลักจริงๆ  อย่าเสียเวลากับงานภายนอก แล้วอย่าถอยหลัง..อย่าถอยหลังกลับ 

นี่คืออย่าถอยหลังกลับ ถ้าจะก้าวหน้าเดินเข้ามาในมรรค หรือว่าแง้มประตูมรรคน่ะ ...ไม่ใช่แง้มฝาโลงนะ (หัวเราะกัน) ...ถ้าแง้มประตูมรรคแล้ว ต้องเข้าไปเลยเต็มตัว

อย่าไปละล้าละลัง ...เอ๊อะ เข้า-ออกๆ  เข้าๆ ออกๆ  เอ๊ จะเข้าหรือจะออก หรือจะเข้าไปเต็มตัวดีหรือยัง ...เนี่ย ก็เรียกว่ามันไม่เด็ดเดี่ยว มันไม่อาจหาญ

ถ้าเข้าแล้วก็เข้าไปเลย  ไหนๆ มันออกมาจากภาระวุ่นวายภายนอกหรือโลกแล้วนี่  ตัดสินใจเข้ามาในมรรค ก็ยังมาละล้าละลัง ...ต้องทุ่มลงไป ถวายตัวลงไป ทุ่มให้ศีลสมาธิปัญญา

ใครเขาจะหาว่าบ้า ใครเขาจะหาว่าอะไร ก็ช่างหัวมันเถอะ ...บ้าภาวนา ไม่ใช่บ้าสะสมพระ ใช่มั้ย ไม่ได้บ้าหาเงินอย่างนี้ ...ไอ้อย่างนี้อย่าไปบ้าเห่อตามเขา บ้าภาวนาของเรา

การภาวนาต้องถึงขั้น..เข้าขั้นบ้าเลย  เหมือนกับพวกบ้าสะสมของนี่ บ้าเป็นงานหลักเลย ...ภาวนาก็ต้องบ้าขนาดนั้นเลย เอาเป็นอาชีพหลักเลย ...ทุกเม็ดทุกประตูเลย

ว่า...ต้องลงศีลสมาธิปัญญาให้ได้ ต้องลงศีลสมาธิปัญญา ทุกเรื่องราว ต้องลงในศีลสมาธิปัญญาให้ได้เลย  ต้องน้อมกลับลงมาที่กายใจ ต้องน้อมกลับลงมาที่ปัจจุบันทุกเรื่องราวให้ได้เลย

นั่นน่ะเขาเรียกภาวนาเป็นบ้าเลย ถึงขั้นบ้าภาวนาแล้วทุกอย่างอยู่หมดเลยๆ ...กิเลสไปมาไม่ได้เลย ไม่มีได้ลืมตาอ้าปากขึ้นมาเลย

เมื่อกิเลสมันไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้นี่ ...มันไม่สามารถไป paste ...เข้าใจคำว่า paste มั้ย  คือ cover ไป paste กับสิ่งต่างๆ ...คือเข้าไปให้ค่าให้ความหมายกับสิ่งต่างๆ นี่

สภาพธรรมที่ปรากฏนี่ ล้วนแต่เป็นธรรมตามจริงทั้งหมด ...นั่น มันจะเรียนรู้ธรรมตรงนั้น  ตรงที่จิตมันหยุด..สนิท  หยุดด้วยสมาธิ หยุดด้วยศีล หยุดด้วยสัมปชัญญะ ...นี่ อยู่ในกรอบของศีลนี่ จะหยุดหมด

พอหยุดปุ๊บ สิ่งที่ปรากฏนี่คือธรรมล้วนๆ ...แล้วมันจะเรียนรู้ธรรมตรงนั้น ตอนนั้น ...การเรียนรู้ธรรมตอนนั้นตรงนั้น ท่านเรียกว่าเรียนรู้ด้วยญาณทัสสนะ

ไม่ใช่เรียนรู้ด้วยความคิดนะ แต่เรียนรู้ด้วยญาณทัสสนะ คือรู้ด้วยใจเปล่าๆ นั่นน่ะคือญาณทัสสนะ ...ไม่ใช่รู้ด้วยจิตเราเข้าไปว่า แต่มันรู้ด้วยญาณ

แล้วมันก็จะเรียนรู้ญาณนี้ ทั้งโลกียญาณ โลกียธรรม  ทั้งส่วนที่เป็นโลกียธรรม แล้วก็รู้ในส่วนที่เป็นโลกุตตรธรรมแจ้งหมด ทั้งโดยสมมุติธรรม บัญญัติธรรม ปรมัตถธรรม

ญาณนี่มันจะเข้าไปตีแตกหมด...ว่าเป็นแค่สิ่งหนึ่งเกิด-ดับ หาความเป็นสัตว์บุคคลไม่ได้ หาความเป็นใครของใครไม่ได้ ไม่มีสุขไม่เป็นทุกข์กับใคร

เป็นธรรมที่ตั้งอยู่ เกิด-ดับๆ ทั้งสมมุติ ทั้งปรมัตถ์ ทั้งโลกียะ ทั้งโลกุตตระ เกิด-ดับๆ ...แต่ญาณนี่มันจะแข็งแกร่งต่อเมื่อศีลสมาธิปัญญารองรับอย่างแข็งแรง


(ต่อแทร็ก 17/5)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น