วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/14


พระอาจารย์
17/14 (571216E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 ธันวาคม 2557


พระอาจารย์ –  (ถามโยม) นี่เคยมาฟังเรารึเปล่า


โยม –  มาครั้งแรกครับ

พระอาจารย์ –  ฟังรู้เรื่องมั้ย


โยม –  เข้าใจอยู่บ้างครับ

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องเข้าใจมาก


โยม –  หลวงพ่อครับ ถ้าจิตมันเคลื่อนไปทางนู้นทางนี้ แล้วเราก็เห็นมันเคลื่อนไปเรื่อยๆ เกิดไปเรื่อย ดับไปเรื่อย อย่างนี้

พระอาจารย์ –  หลง


โยม –  แต่เราเห็นมันดับ เห็นมันเกิดเป็นช่วงๆ ช่วงๆ

พระอาจารย์ –  ก็ยังหลงอยู่ ...อย่าไปหลง อย่าไปดูสิ่งที่มันไม่มีตัวตนที่แท้จริง


โยม –  ถ้าอย่างนั้นเราควรจะกำหนดเข้ามาในกายหรือครับ

พระอาจารย์ –  ถูกต้อง


โยม –  กำหนดเข้ามาในกาย เห็นกายอยู่ เหมือนไม่ใช่กายเรา

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องไปว่าอะไร เห็นยังไงให้รู้อย่างนั้น ...เห็นตึง ก็รู้ว่าตึง  ไม่ได้เห็นเป็นรูปทรงอย่างเดียว เห็นในความรู้สึก ตึง แข็ง ...มีความรู้สึกนี้อยู่มั้ย  ลมหายใจเข้า-ออกมีมั้ย


โยม –  มีครับ แต่พอเห็นปุ๊บ จิตมันทำงาน มันมีความรู้สึกพุ่งขึ้นมา มันไปเห็นจิต ...สลับกับเห็นจิตครับ

พระอาจารย์ –  ดึงกลับอีก มันสันดานไม่ดี...จิตไม่เคยหยุดเลยโดยสันดาน เข้าใจมั้ย

ถ้าเราไม่ห้าม ถ้าไม่ระงับ ไม่มีทางที่มันจะหยุดได้เอง ...ถ้าเรายังไปตามดูตามรู้กับมัน ก็หมายความว่าเปิดช่องให้มันคิดมันปรุง ...มันจะไม่มีการหยุดเลย จะไม่มีคำว่าหยุดปรุงเลย

แต่เมื่อใดที่เราไม่ให้ค่า ไม่ให้ความสำคัญ ...คือ ignore ไม่แยแสเลย เข้าใจมั้ย แล้วก็มาจับ..จับ มาถือเอาตรงนี้ ต้องก้อนกายนี้ ก้อนความรู้สึกของกายนี้

ถือไว้เลย จับไว้เลยนี่ มันจะอยู่ ...จิตมันจะค่อยๆ เบาบางไปเอง  ไม่ไปไม่มา หรือไปมาไม่สะดวก  ตลอดจนไม่รู้จะไปมาเพื่ออะไร


โยม –  แต่ยังต้องมีตัวรู้อยู่ใช่ไหมครับ

พระอาจารย์ –  รู้ก็อยู่ตรงกายนั่นแหละ ...ถ้าโยมจับกาย แล้วโยมไม่รู้ มันจะได้ยังไง ...แต่ว่ามันอาจจะไม่ชัด เพราะมันกลืนกันอยู่ รู้กับกายนี่ รู้กับความตึงแน่นนี่

โยมไม่ต้องไปพยายามแยกมันออกนะ อย่าไปพยายามแยกรู้แยกกายนะ  ไม่ใช่หน้าที่นะ เขาทำของเขาเอง ...ทำกายให้ปรากฏก่อน รู้เดี๋ยวตามหลัง

รู้เดี๋ยวมันจะแยกออกมาเอง มันรู้ของมันอยู่ในทีนั่นแหละ มันรู้อยู่ที่เดียวกันนั่นแหละ มันรวมกันอยู่...กายกับรู้มันยังรวมกันอยู่ ...ก็ไม่ต้องไปเกินธรรม

ไอ้ที่มันเกินธรรมเพราะอ่านมาก่อน เพราะได้ยินเขาพูด เข้าใจมั้ย ...อย่าไปทำให้เกิน

มันเห็นยังไง มันรู้แค่ไหน มันปรากฏเท่าไหร่ ปรากฏแค่กาย.."ไม่เห็นรู้เลย รู้อยู่ไหนวะ" ...อย่าหา อย่าสร้าง  เห็นมั้ย จิตทำงานอีกแล้ว จิตคือผู้ค้นหานะ

เพราะนั้นตัณหานี่ เป็นธรรมที่สืบเนื่องไปถึงจิต ...อย่าเปิดช่องให้มัน นะ  ช่างมัน มันเห็นแค่ไหนก็แค่นั้น ...รู้ว่านั่งก็นั่ง รู้ว่าแข็งก็แข็ง รู้ว่าลมหายใจก็เข้า-ออกๆๆ ...อยู่อย่างนั้น อย่าไปเกินนั้น

แล้วมันจะพัฒนาตัวของมันเองขึ้นมา...เขาจะพัฒนาของเขาเองโดยที่ไม่มี “เรา” เข้าไปแทรกแซง ...ต้องระวังนะ อย่าเอา “เรา” เข้าไปแทรกแซงนะ

การรู้ในศีล การรู้ในกาย การอยู่กับมรรคนี่  จะไม่ให้ “เรา” เข้าไปแทรกแซงเลยนะ ...ปักหลักลงไปตรงๆ นั่นแหละ ไม่ต้องทำอะไร ...ปักหลัก เข้าใจคำว่าปักหลักลงในกายมั้ย ปักลงไปเลย

มันรู้สึกตรงไหนชัด ปักลงไปเลย จ่อเลย จรดไว้ๆ ...เขาทำงานของเขาเอง ศีลสมาธิปัญญาเขาจะทำงานของเขาเอง ...แค่จรดไว้เท่านั้นแหละ


โยม –  เคยดูกายแล้วเห็นแค่กายมันห่างๆ เหมือนไม่ใช่ตัวเราน่ะครับ แต่ปัญญามันยังไม่ทำงานต่อ

พระอาจารย์ –  บอกแล้ว อย่าไปหวังทำอนาคต มันเห็นแค่ไหน เห็นแค่นั้น รู้สึกยังไง..รู้สึกแค่นั้น อย่าเกินนั้น ...เห็นมั้ย ไอ้ตัวนั้นน่ะ คือตัวอยาก อยากให้เห็นอะไรยิ่งกว่านี้


โยม –  ก็จับตัวนั้น รู้ทันเหมือนกันครับ

พระอาจารย์ –  ทันแล้วก็ทิ้งเลย แล้วก็มารู้เท่านี้ อยู่กับกายนี่ โง่ๆ ไป ไม่ต้องมากกว่านั้น ...ข้อสำคัญคืออย่าอยู่ อย่าใช้ อย่าดำรงชีวิตโดยปราศจากกาย เข้าใจมั้ย ...แค่นั้นเองคือหลัก

ผิด-ถูก..ไม่รู้ เอากายไว้ก่อน ได้-ไม่ได้ ใช่-ไม่ใช่ ...ไม่สน เอากายไว้ก่อน ไอ้พวก ผิด-ถูก ได้-ไม่ได้ ดี-ไม่ดี นี่ คืออาการของจิตหมด เข้าใจมั้ย เอากายไว้ก่อน เอาอย่างนี้

ถ้าไปตามถูกตามผิด หาถูกหาผิด  นี่เขาเรียกว่าหลงแล้วๆ หลงไปกับอาการปรุงแต่งของจิตแล้ว ...ก็เรียกว่าเพลินไปในความปรุงแต่ง บางทีก็หลงไปในธรรมที่จิตปรุงแต่ง คือวิธีการ..ไม่เอา

เอากายไว้ก่อน เอาความรู้สึกที่มีอยู่ตรงหน้า เบื้องหน้า ตรงเดี๋ยวนี้ ขณะนี้...คือกายนี่ ความรู้สึกของกายเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ มันจะยังไง มันจะไม่เป็นรูปร่างรูปทรงชัดเจน หรือเป็นอะไรที่ไม่สามารถบอกชื่อเรียกขานได้ก็ตาม

เอาไว้ก่อน เอาความรู้สึกนั้นไว้เลยเป็นตัวตัดจิต  ถือว่าเอากายน่ะเป็นตัวตัดจิต ...ถ้าไม่เอากายเป็นตัวตัดจิต จิตจะไม่หมดกำลังในความปรุงแต่งเลย

เพราะนั้นเราอย่าไปเข้าใจนะว่าการดูและคอยเฝ้าจิตเกิดดับๆ แล้วจิตจะหยุดของมัน...ไม่มีทางเลยนะ จะไม่มีทางหยุดเลยนะ ...มันจะสร้างขึ้นมาอยู่ตลอดให้เห็นให้ดูน่ะ

เพราะเรายังถือหางมันอยู่  เรารอคอยว่ามันจะเกิดมายังไง แล้วก็จะไปทันให้มันดับ นี่ ...พอกันน่ะ ก็ยังเปิดช่องให้มันน่ะ ...ก็ยังมี “เรา” รออยู่น่ะ

อย่าไปเข้าใจว่านั่นคือจิตตานุสติปัฏฐานนะ ...จิตตาคือยังไง ...อย่างเช่น ลืมแล้วกายอยู่ไหน แบบกำลังท่องไปในโลกกว้างใหญ่ไม่มีประมาณ

แล้วมันมีความรู้สึก อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างโดดเด่นชัดเจนขึ้น หรือมีความคิดที่มันหมกมุ่นมัวเมาขึ้นมา ...ปึ้บ สติเกิด อยู่ดีๆ มันเกิดขึ้น

แล้วรู้ว่า..เอ้ย กำลังคิดอะไรอยู่วะ ...นี่ เข้าใจมั้ย ..เอ๊ะ กำลังเป็นทุกข์ ..เฮ้ย กำลังเศร้าหมอง กำลังสับสน ...มันจะรู้สึกอย่างนี้ก่อน  นี่คือสติแรก สติแรกที่เห็นอย่างนี้เรียกว่าจิตตานุสติปัฏฐานเกิด

หรือถ้าเป็นอารมณ์ ก็เป็นธัมมานุสติปัฏฐานเกิด หรือความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ ก็เรียกว่าเวทนานุสติปัฏฐานเกิดในจิต ...พอระลึกขึ้นได้ปุ๊บแรกนี่...ก็เรียกว่าสติปัฏฐานในสามในสี่ฐานนี่เกิดก่อน

ทีนี้ ด้วยความไม่เข้าใจ...พวกเราไปจดจ่อแช่ดู แล้วเข้าใจว่าไปเจริญสติปัฏฐานต่อในจิต...ไม่ใช่นะ ...สติปัฏฐานแรกเกิดแล้ว ปึ้บ...ละเลย เข้าใจมั้ย ...รู้แล้วละ

แล้วต้องมาหลักศีลสมาธิปัญญา คือปัจจุบันกาย ต้องมาถือลงที่กายานุสติปัฏฐานนี่ ...คือทำไมถึงกายานุสติปัฏฐาน ...เพราะตัวกายคือตัวศีล

ไม่ใช่มาอยู่เพราะเป็นกายานุสติปัฏฐานนะ ...แต่อยู่กับกายเพราะว่าถือกายนี่เป็นปัจจุบันศีล คือธรรมที่ปรากฏจริงในปัจจุบัน คือธรรมที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน

ส่วนจิต เวทนา ธรรม ไม่ใช่ธรรมที่มีอยู่จริง คือธรรมที่เกิดจากการปรุงแต่งของกิเลส คืออวิชชาปัจจยาสังขารา แล้วสังขาราปัจจยาวิญญาณ วิญญาณปัจจยานามรูป นามรูปนี่รวมทั้งกายานุสติปัฏฐาน คือกายสังขารด้วย

แต่ว่าไอ้ตัวที่เราให้กลับมาอยู่ที่กายปัจจุบันนี่ ตัวนี้ไม่ใช่กายานุสติปัฏฐานอย่างเดียว แต่มันรวมศีลไปด้วย คือปกติธรรมดากายที่มีอยู่ ซึ่งไม่ใช่ถูกสร้างมาด้วยอำนาจของกิเลสหรือจิตปรุงแต่ง ...มันมีดั้งเดิม

เพราะนั้น ถ้าเราเข้าใจหรือแจ้งในสติปัฏฐาน มันจะต้องปฏิบัติอยู่ในหลักสติปัฏฐานอย่างนี้ ...ไม่ใช่ไปจมแช่อยู่กับจิต แล้วไปติดตามกระบวนการของจิต

หรือไปติดตามกระบวนการของธรรม หรือไปติดตามกระบวนการของเวทนา ...แต่ท่านให้รู้แล้วละ ทันแล้วละ นี่สติแรกทัน..ละ ...เออ กำลังสับสนอยู่โว้ย ปึ้บ นี่รู้แล้ว กำลังสับสน ปึ้บ..ถอน

ถอนออกมาตรงนี้เลย ตรงธรรมที่มีอยู่จริง คือปัจจุบันธรรม คือปัจจุบันศีล ...พอมาลงตรงนี้ปั๊บนี่..มรรคเกิด  ศีลเกิด..มรรคเกิดนะ  กายอยู่..มรรคอยู่นะ ...ต้องถืออย่างนี้เลย

สงสัย...จิตออกอีกแล้ว นี่ พอสงสัย จิตออก...ทันอีกแล้ว รู้ว่าสงสัย...ละ  กลับมาใหม่ นี่ ...อย่าไปเห็นดีเห็นงามกับการดู แล้วก็จะไปรอให้มันดับให้เห็น แล้วเข้าใจว่าเป็นการพิจารณาไตรลักษณ์

เสร็จๆ เสร็จมัน ...ไม่ใช่ไตรลักษณ์ แต่เป็นกูถูกลักพาตัวไป กูจะถูกลักพาตัวเข้าไปในขันธ์น่ะ เอามั้ยล่ะ ไปไหนไม่รอดหรอก จมตาย เป็นตายอยู่ในขันธ์นั่นแหละ

แล้วลึกๆ ทุกคนนะ ที่ดูอย่างนี้นะ เพื่ออะไร ...เพื่อให้มันว่าง ไม่มีอะไร เพื่อให้ทั้งหมดว่างเปล่าหมดน่ะ นั่นแหละมันรู้สึกสุดยอด...สุโค่ย (หัวเราะกัน)


โยม –  โห อาจารย์ (หัวเราะ) แล้วเดี๋ยวมาแก้ว่างอีกที อาจารย์

พระอาจารย์ –  เออ นั่นแหละ...สุโค่ย รึเปล่าล่ะ


โยม –  (หัวเราะ) ติดว่างมาห้าปีแล้วครับ

พระอาจารย์ –  นั่น มันจะไปบรรลุธรรมกันตรงนั้นแหละ ตามประสามันน่ะ...สุโค่ย..สุดยอด ...สุดท้ายก็มาจมแป้กกับทุกข์อีก ใช่มั้ย ...เอาดิ ลองดูดิ

ที่ "สุโค่ย" มาก่อนน่ะ คืออาฬารดาบสกับอุทกดาบส...สุโค่ย สุดยอดเลย ...แต่พระพุทธเจ้าส่องไปดู ท่านไม่สุโค่ยด้วย  ท่านบอก.."ฉิบหายแล้ว" ท่านถึงกับอุทานว่า “ฉิบหายแล้ว”

นั่นแหละคือพวกที่ดูจิตดูอะไรเพื่อความดับๆๆ ...ดับไปๆๆ จะไปสู่จุดสุดท้ายคือจุดนั้น คือไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ...เสร็จๆ ...อรูปพรหมชั้นสูงสุดเลย

กิเลสก็ไม่มี ...แต่ไม่ใช่มันหมดไปนะ แค่มันไม่มีตรงนั้น ...แต่มันอยู่ตรงไหนไม่รู้ แต่ยังมีอยู่ แต่มันไม่มีตรงนั้นน่ะ ตรงความว่างนั่นน่ะ


โยม –  อาจารย์ครับ แล้วถ้าดูกายไปแล้ว ถ้ามีเวทนา แล้วจิตมันปรากฏขึ้นมาให้เห็นพร้อมกันทั้งสามตัวล่ะครับ

พระอาจารย์ –  บอกแล้ว ให้เลือกเอาอย่างเดียว ...เข้าใจคำว่าปักหลักมั้ย เข้าใจคำว่าแน่วแน่มั้ย แน่วแน่ในศีล เข้าใจมั้ย ...เพราะยังไงมันต้องมีปรากฏแทรกซึมขึ้นมาอยู่แล้ว กิเลสน่ะ

ท่ามกลางกายที่กำลังรู้อยู่ กำลังแน่วแน่อยู่ในศีลน่ะ ...กูก็ยังมีอารมณ์ กูก็ยังมีความคิดอยากนั่นอยากนี่อยู่ ร่อนๆ วนๆ อยู่นี่

“เมื่อไหร่มึงจะมาตกร่องกูวะ เมื่อไหร่มึงจะมาจับกูวะ” ...มันล่อๆ  เข้าใจคำว่ามันล่อมั้ย ...ล่อยังไง ...ล่อให้เข้าไปมีเข้าไปเป็นในมัน ...อย่าไปตกร่องปล่องชิ้นกับมัน


โยม –  แล้วพอเจอมันขึ้นมา ต้องทำยังไงครับ

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องทำยังไง บอกแล้ว ignore อย่าไปแยแสมัน ...ให้แน่วแน่ มุ่งมั่นอยู่ในความรู้สึกในกายอย่างยิ่งยวด ...แล้วสังเกตไปเรื่อยๆ

จะเห็นเอง จะเข้าใจเองว่า...อ๋อ มึงหลอกกูไม่ได้แล้ว ...พอมึงหลอกกูไม่ได้แล้วมันจะเป็นยังไง สุดท้ายมันจะสลายในตัวของมันเอง...โดยที่ไม่ต้องไปดับเลย  มันสลายของมันไปเอง

แต่กายกับใจไม่สลาย จะดำรงอยู่อย่างนั้น...เป็นแกน เป็นแกนอยู่อย่างนั้น เป็นแก่นอยู่อย่างนั้นน่ะ ...ขันธ์ดับไปกายยังอยู่ เพราะกายกับขันธ์มันคนละตัวกันนะ

คำว่าขันธ์คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร ...กายไม่ใช่รูป ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่สังขาร ...กายคือธาตุ มหาภูตรูป แข็ง ตึง แน่น ร้อน อ่อน แข็ง ...นี่คือธาตุ

กายไม่ใช่รูป กายไม่ใช่ขันธ์ กายไม่มีรูป กายไม่มีขันธ์ ...นี่หมายถึงกายจริงๆ นะ นี่คือศีลนะ คือก้อนศีล คือก้อนธาตุ ไม่ใช่ก้อนขันธ์ ก้อนขันธ์อีกส่วนนึง

ไอ้อย่างที่โยมบอกว่ากำลังรู้กายอยู่นี่แล้วมีความคิดนึก ไอ้นั่นน่ะก้อนขันธ์ ...แต่ไอ้กายนี่คือก้อนธาตุ มันคนละส่วนกัน ...เห็นมั้ยว่ามันคนละส่วนกัน

แล้วมันจะมีอีกก้อนหนึ่งที่เห็นทั้งสองก้อนนี้ว่ามีพร้อมกัน ไอ้ก้อนนั้นน่ะก้อนรู้ หรือว่าก้อนเห็น หรือว่าก้อนใจ หรือว่าก้อนจิตเอก ก้อนจิตหนึ่ง ก้อนสมาธิ

เพราะนั้นในระหว่างที่มันเห็นทั้งสองอย่างเกิดพร้อมกันนี่ เห็นความเป็นจริง...ทั้งส่วนที่เป็นก้อนธาตุคือก้อนกาย...และก้อนขันธ์คือก้อนความปรุงแต่ง

ลักษณะที่มันเห็นพร้อมกัน ความเป็นไปพร้อมกัน เห็นการดำเนินไปในลักษณะ โดยที่ไม่เข้าไปข้องเกี่ยวแตะต้องข้องแวะกับมันเลย ...ตรงนั้นน่ะเรียกว่ากำลังเจริญปัญญา กำลังเจริญทำความรู้ทำความเข้าใจ ในส่วนทั้งที่จริงและไม่จริง


โยม –  แค่มองมันเฉยๆ แค่นั้น

พระอาจารย์ –  มองมันเฉยๆ นั่นแหละ มันจะเกิดความเข้าใจในความเป็นจริงและไม่จริง ...ความจริงคือศีลสมาธิปัญญาคือก้อนธาตุ ...ความไม่จริงคือก้อนขันธ์

แล้วเขาจะแสดงความเป็นจริงไปจนตลอดสายเส้นทางของเขาเอง ...เพราะนั้นจึงเรียกว่าในระหว่างนี้จึงเกิดการสำเหนียกรู้ เป็นการสำเหนียก เป็นการศึกษา

ท่านเรียกว่าศีลสิกขา ท่านเรียกว่าสมาธิสิกขา ท่านเรียกว่าปัญญาสิกขา ...คือมันเกิดการศึกษาท่ามกลางศีลสมาธิปัญญานี้เอง ด้วยตัวมันเอง เป็นปัจจัตตัง ...เห็นมั้ยว่า ไม่มี “เรา” ข้องเกี่ยวเลยนะ


(ต่อแทร็ก 17/15)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น