วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/9 (2)


พระอาจารย์
17/9 (571212D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 ธันวาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 17/9  ช่วง 1

โยม –  มันก็เชื่อนะคะ เพราะว่าถ้ามันเกิดอารมณ์ตรงนี้ปุ๊บ มันก็ยังกลับมาปฏิบัติทั้งๆ ที่อารมณ์นั้นก็ยังอยู่

พระอาจารย์ –  ดีแล้ว เรียกว่าปัญญามันก็ค่อยๆ ลึกซึ้งขึ้นไปเอง ว่าอะไรจริงกว่า ....มันก็จะมาให้น้ำหนักทางฝั่งนี้มากกว่า

เมื่อเราให้น้ำหนัก หรือว่าผู้ปฏิบัตินั้นให้น้ำหนักทางฝั่งกาย ฝั่งศีลสมาธิปัญญา...มากกว่าฝั่งขันธ์ คือความปรุงแต่งในจิต

เดี๋ยวมันจะเห็นลักษณะความเป็นจริงของขันธ์เอง ว่ามีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา จับต้องไม่ได้ ไม่มีราคา ไม่มีคุณค่าในตัวมันเอง เทียบเท่าเสมอศูนย์ นี่...มันจะค่อยๆ สลายให้เห็น

แต่ตัวนี้ไม่สลาย (เสียงสัมผัสกาย) ยังไงก็ไม่สลาย เข้าใจมั้ย ...มันจะเปลี่ยนแปลงขึ้นลงๆ ตามประสาของมันอยู่ตลอดเวลา ในแง่ใดแง่หนึ่ง ซึ่งเป็นแง่มุมธรรมดาปกติของมันอยู่ตลอดเวลา

นี่คือความจริง …เพราะนั้นให้ยืนหยัดเหยียบหยั่ง ยืนหยัดเหยียบหยั่งอยู่ตรงนี้  อย่าให้ห่าง อย่าให้หาย อย่าให้ว่าง อย่าให้เว้น ...นี่เรียกว่าผู้มีความเพียร

พอว่าง พอห่าง พอหาย พอขาด ปึ้บ จิตนี่มันจะปรุงแต่งขันธ์มาครอบ เป็นอารมณ์แห่งเรา เป็นความรู้สึกแห่งเรา เป็นอดีตอนาคตแห่งเราเข้ามาครอบหมดเลย


โยม –  แต่มันก็รู้นะเจ้าคะ รู้ว่าเข้าไปอยู่กับอารมณ์ ...ก็ลงมาที่กายใหม่ มาตั้งใหม่ที่กาย

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ เพราะนั้นการที่เห็นว่าเข้าไปอยู่กับอารมณ์อีกแล้ว แล้วออกมาจากมัน  ...ลักษณะที่เห็นว่าเข้าไปอยู่กับอารมณ์อีกแล้วนี่ ลักษณะที่เกิดขึ้นนี่ ท่านเรียกว่าจิตตานุสติปัฏฐาน

คือสติปัฏฐานมันเกิด ว่าเข้าไปอยู่ในอารมณ์ ...อารมณ์นี่คือธัมมานุสติปัฏฐาน คืออารมณ์ที่เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง แล้วก็เห็นว่า เนี่ย ลักษณะของจิตที่เข้าไป มีจิตเกิดขึ้น ปรุงขึ้น แล้วมันเห็น

เนี่ย ตรงนี้เรียกว่าสติในจิต สติในธรรมเกิด ...เมื่อมันเห็นแล้ว มันไม่เข้าไปค้นคว้าต่อ เข้าใจมั้ย ... มันวาง มันถอน เนี่ย ปัญญามันเกิด

มันเห็นว่าไม่ต้องเข้าไปตามมัน ไม่ต้องเข้าไปรู้เห็นกับมัน ไม่ต้องเข้าไปจริงจังต่อเนื่องกับมัน ...มันถอยถอนกลับ มันถอนตัวออกมาอยู่กับกายานุสติปัฏฐาน

คือกาย...ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งปัจจุบันธรรม ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งปัจจุบันศีล ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งมัชฌิมาปฏิปทา ...เนี่ย ปัญญามันเริ่ม มันจะเห็นเองว่าที่ไหนควรอยู่ ที่ไหนควรละ ที่ไหนควรรู้ ที่ไหนไม่ควรรู้


โยม –  มันเป็นแบบอัตโนมัติเองนะเจ้าคะ

พระอาจารย์ –  ปัญญาก็คือปัจจัตตัง มันเป็นภายใน ...ไม่มีใครไปบอกกล่าวมันหรอก มันจะรู้ด้วยตัวของมันเองว่า อันไหนเป็นยาพิษ..กูไม่กิน อันไหนเป็นยาบำรุง..กูกิน กูจะกิน


โยม –  ถ้ามันเข้าไปอยู่ในอารมณ์ปุ๊บ เวลาเรารู้ เรารู้เสร็จมันก็เลยมาอยู่ที่กาย

พระอาจารย์ –  มันจะรู้สึกเองน่ะ ...ทำไมล่ะ ทำไมมันถึงออกล่ะ ทำไมถึงกลับมาที่กาย  เพราะอะไร

เพราะมันเห็น...รู้สึกได้ด้วยตัวมันเองว่านี้เป็นทุกข์ เข้าใจมั้ย มันจะเห็นเลยว่าขันธ์นี้เป็นทุกข์ ...มันรู้สึกกระสา มันกระสากลิ่นแห่งทุกข์ เกิดขึ้นเอง ...นี่คือปัจจัตตัง

ไอ้ที่เห็นว่าไม่เป็นทุกข์ เพราะไม่มีปัญญา ...มันกลับเห็นว่าเป็นของเอร็ดอร่อย เข้าไปดื่มกิน อาบทา เอาเข้ามาเป็นเครื่องทรง เข้ามาห่อหุ้ม มันกลับพึงพอใจ ...นี่เขาเรียกว่าไม่เกิดปัญญา ไม่มีปัจจัตตัง

แต่ถ้าเข้าอยู่ในศีลสมาธิปัญญาอยู่กับกายใจนี้บ่อยๆ มันจะเห็นว่า...แค่คิดก็เป็นทุกข์แล้ว 

คือยังไม่ทันว่าคิดเรื่องอะไร คือขันธ์ยังไม่สามารถจะบอกได้เลย รวมเบ็ดเสร็จว่าเป็นเรื่องเป็นสัตว์เป็นบุคคลใดขึ้นมา เป็นอารมณ์ใดอย่างชัดเจนขึ้นมา

แค่มันออกไป จะก่อร่างสร้างขันธ์นะ ...ไม่เอาแล้ว มันปัดทิ้ง สลัดทิ้งเลย  นี่ไวมาก จะไวขึ้นเรื่อยๆ ...เห็นมั้ยว่าความเฉียบคม ความเท่าทัน แล้วก็ความกล้าแข็งของปัญญา มันก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

คือจิตนี่ ถ้ามันได้ออกมานะ แล้วมันสร้างขันธ์ขึ้นมา นี่ ละได้ยากนะ มันจะละได้ยากนะ ...ถ้าความเป็นสัตว์บุคคลในความคิดขึ้นมาอย่างชัดเจนเท่าไหร่นะ เหนื่อยเลยแหละ ในการจะวางมันน่ะ

มันจะชกต่อยกับเรากับเขาอยู่อย่างเจ็บปวดทั้งสองฝ่ายน่ะ ...ทุกข์อยู่อย่างนั้นน่ะ วางไม่ค่อยลง

แล้วไงล่ะ ...แล้วไม่ค่อยจำน่ะ ปล่อยให้มันล่องลอยจนคิดมาเป็นบุคคล เป็นการกระทำคำพูดของบุคคลขึ้นมา เป็นเหตุการณ์ขึ้นมา แล้วค่อยไปตั้งใจละกันตรงนั้น ทุกทีเลย ...นี่เขาเรียกว่าโง่ซ้ำซาก

แต่ถ้าเพียรอยู่ในศีลสมาธิปัญญาอย่างเข้มงวดแล้ว แค่กระดิกนะ แค่กระเพื่อมนะ แค่เถลไถลออกไป แค่แชเชือน แค่ไหล แค่เคลื่อน ...กูไม่เอาแล้ว

ยังไม่ทันก่อสร้างขันธ์ขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนนะ ปึ้บ รีบเลย รีบกลับเลย รีบถอยถอน รีบถอน  เนี่ย ถึงเรียกว่าจิตตานุสติปัฏฐาน ...ไม่ใช่ไปนั่งดูเอาเป็นเอาตายในจิต อย่างนั้นไม่ใช่

หรือไปดูอารมณ์ กิเลสกำลังเกิดขึ้นแล้วก็ความโกรธอยู่นั่นนะ ไม่ใช่ อย่างนั้นมันไม่เรียกว่าธัมมานุสติปัฏฐานนะ นี่หลงนะ นี่ดูแบบหลงนะ ...ไม่ใช่ไปดูอย่างนั้น 

ให้รู้ทัน เนี่ย รู้ทันนี่แหละ สติเกิดแล้ว สติ...ธัมมานุสติ จิตตานุสติ เวทนานุสติ พอใจ-ไม่พอใจ ...แค่เห็นนะ อย่าไปดูจนกว่ามันจะดับ อย่าไปดูเพื่อจะค้นหาความเป็นจริงว่ามันเป็นไตรลักษณ์ยังไงนะ...เสร็จๆ


โยม –  โดยปกติของจิต ถ้าไปรู้มันก็จะดับไปอยู่แล้วใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  บอกแล้ว ถ้าคนมีฐานของศีลสมาธิปัญญา มันจะดับ ...แต่ถ้าไม่มีฐานรู้ ไม่มีฐานกาย...มันไม่ดับ ...มันจะต่อ แล้วมันก็ตั้งหน้าตั้งตารอดูต่อเวลามันดับ ว่ามันจะมีอะไรขึ้นมาอีกไหม

จะไปดูทำไม หือ จะไปดูทำไม ...ก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นละครที่มันสร้างขึ้นมาหลอก ก็จะไปดูทำไม ไปดูให้มันหลอกทำไม ก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นละคร ใช่มั้ย

เออ ก็รู้ว่ามันเป็นละครแล้วยังไปนั่งรอดูอีกเหรอ  เอ๊ะ ไอ้นี่มันติดซีรี่ส์เกาหลีมั้ง จะได้เห็นตอนจบ ฮื่อ ว่านางเอกมันจะได้กับพระเอกไหม

ไม่ใช่ที่ให้มาดู ไม่ใช่ที่ให้ดู ...เป็นที่ให้ละ ...ก็รู้อยู่แล้วว่ามันโกหก แล้วจะปล่อยให้มันโกหกซ้ำซากอีกเหรอ เดี๋ยวดูมันโกหกซ้ำซาก แล้วก็อินเลยในซีรี่ส์เรื่องนี้

พอหมดเรื่องนี้ก็เป็นซี่รีส์จีน พอหมดซีรี่ส์จีน ก็เป็นซี่รี่ส์เกาหลีแบบยุคสมัยใหม่แทนเกาหลีโบราณ ...เอามั้ยล่ะ ความปรุงแต่งในจิต จะเอายังไงล่ะ จะเอากี่เรื่องล่ะ

เดี๋ยวหมดเรื่องนี้ก็มีเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ มาอีก อ่ะ มาแล้วมหัศจรรย์พันลึก มีฤทธิ์ ออกมาให้ติดอีก ทีนี้มันใหญ่เลย นั่น ไม่ใช่ที่ให้ดู ...ที่ให้ละ

ที่ให้รู้คือกาย ...รู้ทำไม รู้เพื่ออะไร ...เพื่อให้เห็นว่ากายนี้เป็นธาตุ ไม่ใช่เรา ...ยิ่งเห็นกายเป็นธาตุ ไม่ใช่เราเท่าไหร่...ให้สังเกตดูนะ ให้สังเกตดูว่า...จิตนึกคิดปรุงแต่งน้อยลง


โยม –  บางทีเวลามันดับ เราจะไม่ค่อยเห็นตัวดับของมันนะเจ้าคะ คือมันเร็วมากน่ะ

พระอาจารย์ –  ช่างมัน


โยม –  แล้วที่เขาบอกว่า ถ้าเจริญปัญญา เราต้องเห็นตัวเกิดดับ ...เกิดนี่ รู้ตามเห็นอยู่ตอนมันเกิด แต่ตอนดับแล้วเราไม่เห็น

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องๆ ...อยู่ที่กายให้มั่น อยู่ที่สมาธิให้มั่น...แล้วจากนั้นไปนี่ การเห็นจิตเกิดดับนี่ เห็นกันจนไม่หลับไม่นอนเลยแหละ มันจะเห็นจิตเกิดดับตลอดเวลาเลยน่ะ บอกให้เลย 

ขอให้ตั้งมั่นอยู่ตรงนี้ๆๆ ...ไอ้ที่ว่า โหย จะดูความดับมันแต่ละที กูรอดูมันดับตั้งนาน ยังไม่เห็นมันดับให้เห็นชัดๆ เลย ...เอาเหอะ ถึงตรงนี้ ถึงตรงที่เป็นสมาธิ จะเห็นเลยจิตเกิดดับ พั่บๆๆ นี่ ตลอดเลย

แล้วเกิดดับแบบไม่มีรูปไม่มีนามด้วยนะ เป็นจิตเปล่าๆ นี่แหละ ไม่มีเรื่องขันธ์ ไม่มีขันธ์เกิดดับด้วยนะ จิตเกิดดับๆ เลยแหละ ยังไม่ทันปรุงแต่งเป็นขันธ์ก็ดับแล้ว พั่บๆๆๆๆ

เหมือนกับไฟแลบ แพ้บๆๆๆ แต่ไม่มีอารมณ์ในนั้นเลย  ท่ามกลางตรงนั้นไม่มีอารมณ์เลยแต่ถ้าเห็นขันธ์เกิดดับนี่ ยังมีอารมณ์ โล่ง สว่าง ปีติ พอใจ อะไรอย่างนี้

แต่ถ้าจิตเกิดดับ ไม่มีอะไร ว่างเปล่า  ไม่รู้มันละอะไร ไม่รู้มันวางอะไร มันเกิดดับๆๆ อย่างนั้นน่ะ ...แต่พอมันเห็นขันธ์เกิดดับ มันยังรู้สึกว่าเรา ยังมีการละวางในขันธ์อยู่นะ

ทำไปเหอะ อยู่ตรงนี้ๆ อยู่ตรง...นั่งรู้ ยืนรู้ เดินรู้ แล้วก็ให้รู้ๆๆๆ รู้อยู่อย่างนี้ ...แล้วจะเห็นอะไรท่ามกลางกายใจนี้เองแหละ อะไรจริงก็จะเห็นว่ามันจริง อะไรไม่จริงก็จะเห็นเลยว่ามันไม่จริง

และอะไรที่มันเป็นสิ่งไม่จริง...แล้วมันจะมาหลอกว่าเป็นจริง แล้วก็ให้ไปมีไปเป็นกับมันจริงๆ นี่ ...มันไม่เอา มันจะไม่เอา มันจะฉลาดขึ้นเอง

นี่เขาเรียกว่ามันจะฉลาดในตัวของมันเอง ไม่เอามาเป็นทุกข์ ไม่เอามาให้เป็นทุกข์ต่อเรา แก่เรา ...สุขก็เป็นทุกข์...ไม่เอา เป็นภาระหมดเลย

มันรู้สึกหนัก เป็นภาระ มันรู้สึกไม่อิสระ ...มันเป็นการข้อง มันเป็นการติด มันเป็นการแวะ มันไม่มีอิสระ มันไม่เอา

ถ้าให้เทียบกับการทิ้ง การปล่อย การวางเลยนี่ ...มันบอกว่ามันเลือกทิ้งปล่อยวางดีกว่า แล้วอยู่แบบไม่มีอะไร ไม่ได้อะไร แล้วไม่เป็นใคร ไม่เป็นอะไรของใคร

มันอยู่อย่างนั้นรู้สึกสบายกว่า เบากว่า นั่นน่ะจะเห็นคุณค่าของศีลสมาธิปัญญามากขึ้นเอง มากกว่าขันธ์ มากกว่าความมีความเป็นในขันธ์ ความมีความเป็นแห่งเรา

อยู่แบบไม่มีอะไร แต่ไม่ใช่อยู่แบบเลื่อนลอยล่องลอยนะ ...อยู่ในศีลสมาธิปัญญา แต่ไม่มีอะไรในเรา  ตรงนั้นน่ะ มันเป็นอิสระ จากกิเลส จากขันธ์

มันไม่ข้องแวะกับขันธ์ ไม่ข้องแวะกับโลก ...เพราะว่าตัวโลก กับการข้องแวะในโลกนี่ ...มันจะข้องแวะได้โดยอาศัยขันธ์

ถ้าไม่มีขันธ์ มันจะไม่สามารถเกาะเกี่ยวรูปเสียงกลิ่นรส...เป็นอดีตอนาคต เป็นปัจจุบัน ให้คงอยู่ ให้ดับไป หรือไม่ยอมดับ ...นี่ ตัวขันธ์เท่านั้นที่ไปข้องไว้

กายกับใจจะไม่ข้องกับอะไรเลย ...จะไปเกี่ยวรูปเกี่ยวนาม เกี่ยวเสียงเกี่ยวรูปไว้ให้อยู่เป็นอดีตอนาคต ไม่ได้เลยนะ กายกับใจนี่ ...ดูดีๆ ไปสังเกตเอาเหอะ

ตัวที่เกี่ยวให้เป็นอดีตเป็นอนาคตได้คือขันธ์ คือตัวเราในขันธ์ คือความรู้สึกของเราทั้งนั้นที่จะไปเกี่ยวอดีตอนาคตไว้ ...นั่นน่ะคือตัวขันธ์ที่จะพาเกิดอยู่ในอดีต พาเกิดอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็สืบเนื่องไปถึงอนาคต

แต่กายใจนี่ เกิดที่ไหน ตั้งที่ไหน ดับที่นั้น ...แล้วมันจะไม่เป็นอดีต ไม่เป็นอนาคต ไม่เป็นปัจจุบัน...แม้กระทั่งปัจจุบันมันยังไม่เป็นเลย มันเป็นแค่ ปึ้บ ขณะหนึ่ง แล้วก็พึ่บหายไป

นั่นน่ะคือกายใจที่เป็นเอกเทศเอกธรรม เอโกธัมโม เอกังจิตตัง เป็นแค่หนึ่ง ปึ้บ ดับ ไม่มีสอง สองอดีต สองอนาคต ไม่มีเลยนะ ...หนึ่งในปัจจุบัน แล้วก็ดับลงสูญ เป็นสุญโญ ตรงนั้นๆ อยู่ตลอด


(ต่อแทร็ก 17/9  ช่วง 3)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น