พระอาจารย์
17/10 (571216A)
12 ธันวาคม 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 17/10 ช่วง 1
เพราะนั้น ไอ้ที่เนื่องด้วยรูปทั้งหมดนี่
คือจิตปรุง ...และไอ้ที่เนื่องด้วยรูปทั้งหมดนี่คือสองโลก...สองโลกธาตุ ...คือกามโลกกับรูปโลก นี่ สองโลก
เพราะนั้น คือสองในสามของโลกน่ะที่มันแจ้ง...แจ้งกายนี่ คือแจ้งสองในสามของโลก ...เพราะมันมีอยู่สามโลกน่ะ...อรูปโลกอีกโลกหนึ่ง
เพราะนั้น ถ้าไม่เอากายเป็นหลักในการพิจารณาใคร่ครวญให้ถ่องแท้นี่
...มันจะไปละสองโลกนี่ได้อย่างไร
อยู่ดีๆ จะไปหยิบยกอรูปมากำหนดพิจารณา
ให้เหลือแต่ความดับความว่างอยู่ตลอดเวลานี่ ...มันจะไปได้อย่างไร ...ก็เรียกว่าเป็นการภาวนาลัดขั้นตอน
เป็นการภาวนาผิดหลักศีลสมาธิปัญญาตามลำดับ
ไม่จัดว่าเป็นผู้ที่ทรงศีลสมาธิปัญญาโดยสมบูรณ์
มีความบกพร่องอยู่ในศีลอยู่เนืองนิตย์ อยู่ตลอด
ได้แต่ความเชื่อว่าถือครองศีลโดยสมาทาน แต่ไม่เข้าถึงศีลที่เป็นอธิและมหา ...มันเป็นไปไม่ได้น่ะ
เพราะนั้น ตั้งแต่ต้นจนจบขององค์มรรค...ภาวนาตลอดสายนี่
ก็จะต้องจบที่กายก่อน แล้วก็จบจิต ...เมื่อจบกายจบจิตน่ะ...แล้วก็จึงจะจบใจ
เมื่อจบกาย จบจิต จบใจนี่ เรียกว่าแจ้งสามโลกธาตุ
แจ้งธรรม...สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ
ภาวนาอย่าไปลักลั่น หันเหไปหันเหมา
หลากหลายแนวทางวิธีการ แล้วก็ยื้อกันไปยื้อกันมา เปรียบเปรยเปรียบเทียบ หาถูกหาผิด
หาดีหาเลวกว่ากันอยู่ตลอด สับสนไปหมดในธรรมการปฏิบัติ
ธรรมมันก็เลยไม่รวมเป็นธรรมเอกธรรมหนึ่ง
เป็นธรรมที่มันแตกกระสานซ่านกระเซ็นไป จิตก็แตกกระสานซ่านกระเซ็นไปตามธรรมที่มันใคร่รู้ใคร่เห็น ...มันจะเป็นหนึ่ง เป็นสมาธิ เป็นจิตที่ตั้งมั่นได้อย่างไร
ธรรมะมันก็ไม่มีอยู่ที่ไหนหรอก มันก็มีอยู่ใน นั่ง นอน ยืน เดิน นี่แหละ ...มีอยู่ในปัจจุบันกายปัจจุบันรู้
มันไม่ได้มีอยู่ในขันธ์
เพราะสภาพขันธ์น่ะเป็นสภาพที่ไม่มีอยู่จริง ...เป็นสภาพที่มันหลอกลวงขึ้นมา
แอบอ้างขึ้นมา อุปโลกน์ขึ้นมา อุปาทานขึ้นมา
ต้นมัน เค้ามันน่ะ...ของอุปาทาน
ของขันธ์ห้านี่...คือจิตนั่นแหละ มันเป็นตัวแอบอ้างขันธ์ขึ้นมา...เป็นบัญญัติขันธ์
สมมุติขันธ์ เป็นสังขารขันธ์นี่ขึ้นมา ...ทั้งๆ
ที่ว่าสภาพขันธ์ที่แท้จริงมันไม่มีอยู่จริง
แต่ถ้ายังไม่สามารถระงับจิต
พร้อมกับการระงับขันธ์ในเบื้องต้นให้ได้ อยู่ในอำนาจของสมาธิหรือว่าระงับนิวรณ์นี่ ...มันจะถูกขันธ์นี่ ความปรุงแต่งในขันธ์ ความเป็นไปในขันธ์นี่ มันมาล่อหลอก
มันก็ทำให้เกิดความลุ่มหลงมัวเมา เป็นจริงเป็นจัง เอาจริงเอาจัง ...อ้างว่าเป็นธรรม อ้างว่าเป็นคุณงามความดีในการปฏิบัติขึ้นมา...ได้หมดน่ะ
เนี่ย ก็โดนจิต โดนขันธ์นี่ มันหลอกมาเป็นอเนกชาติ
...แล้วก็ยังมาปล่อยให้มันมาหลอก ปลิ้นหน้าปลิ้นตาหลอกตัวเอง หลอกผู้ปฏิบัติอีก
ถ้าไม่ยืนหยัดปักหลักลงในศีล
ปักหลักลงในกายแล้วนี่ ...ไม่มีทางเอาชนะความปรุงแต่งในขันธ์ ที่มันมาสร้างความเป็นจริง..เสมือนจริงยิ่งกว่าจริงขึ้นมาหลอกได้เลย
คิดอะไรก็เชื่อ มีความเห็นอะไรก็เชื่อ
เกิดสภาวะอะไรก็เชื่อ ...มันเชื่อไปหมดน่ะ
เห็นดีเห็นงามไปกับความปรุงแต่งในขันธ์แบบร้อยล้านเปอร์เซ็นต์เลยน่ะ
ถ้าจิตไม่หนึ่ง จิตไม่ตั้งมั่น
ไม่มีทางจะเห็นธรรมตามจริงได้เลย ...ท่านก็บอกอยู่แล้วว่า สมาธิเป็นเหตุ...ปัญญาเป็นผล ปัญญาเป็นเหตุ...วิมุติเป็นผล วิมุติเป็นเหตุ...นิพพานเป็นผล
ปัญญามันจะมาเกิดจากจิตที่ปรุงแต่งได้อย่างไร ...ท่านก็บอกอยู่โต้งๆ ว่า....ปัญญามันมาจากสมาธิ เป็นผลจากสมาธิ
สมาธิก็แปลว่าจิตหยุด
จิตระงับ จิตตั้งมั่น จิตเป็นหนึ่ง จิตเป็นกลาง ...คือระงับขันธ์
ระงับความปรุงแต่งในขันธ์ ความเป็นไปในขันธ์ นั่นแหละ...โดยหยาบโดยรวมก็คือนิวรณ์ห้า
ก็มีครบถ้วนหมดแหละนิวรณ์ห้า ตั้งแต่...ราคะ
ปฏิฆะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ตลอดถึงถีนมิทธะ
ถีนมิทธะนี่ มันก็ง่วงเหงาหาวนอน
เผลอเพลิน เลื่อนลอย หายไป ...นั่นก็คือจัดอยู่ในถีนมิทธะหมดน่ะ อย่าไปนึกว่าถีนมิทธะมันจะมีแต่ตอนนั่งสมาธิเดินจงกรมนะ
อยู่ในชีวิตประจำวันนี่ก็ถีนมิทธะ...ลอยล่อง
หาย ไม่รู้เนื้อรู้ตัว นั่นแหละ ไม่เรียกว่าถีนมิทธะมันจะไปเรียกว่าอะไร ไม่ใช่ว่ามันมาเป็นแค่ความง่วงตอนนั่งสมาธิ...ไม่ใช่
มันก็ทั้งวันน่ะ ซึมเซา มัวเมา เลอะเลือน
หายไป เนี่ย ถีนมิทธะ ...แล้วก็คลุกเคล้าอยู่ด้วยราคะ-ปฏิฆะ พอใจกับไม่พอใจ อย่างนี้ ก็ไปอยู่ในนิวรณ์หรือเปล่า
แล้วก็คิดนึกไปในอดีต-อนาคต เรื่อยเปื่อย
สับสนอลหม่าน ไม่เรียกว่าอุทธัจจะกุกกุจจะ จะเรียกว่าอะไร ...มันไม่ใช่มีแต่ตอนนั่งสมาธิเดินจงกรมนะ...นิวรณ์ห้า
มันมีตลอดชีวิตนั่นแหละ
คือมันเป็นความเพ้อเจ้อในขันธ์นั่นแหละ
เป็นตัวเรา เป็นตัวเขา เป็นเรื่องราวของเราของเขา เป็นเรื่องเสียงเรื่องคำพูดของคนนั้นคนนี้ ...อุทธัจจะกุกกุจจะตลอดน่ะแหละ
เรื่องอดีตเรื่องอนาคตไม่แล้วไม่เลิก
ถ้ามันไม่ระงับด้วยสมาธิ
ด้วยจิตตั้งมั่น มันจะระงับ ละนิวรณ์ได้อย่างไร ...ยังปล่อยให้จิตมันล่องลอยเคลื่อนคล้อยออกมา
ไหลออกมา ส่งออกนอกมา
มันก็สร้างสาวกบริวารของมันออกมาเป็นนิวรณ์
เป็นกิเลส เป็นอารมณ์น้อยใหญ่ กว้างไกล ยืดยาว พวกนี้ ...จนจับต้นชนปลายไม่ถูก
สับสนอลหม่านไปหมด
กลับมาถือกายถือศีลเป็นหลักเบื้องต้นไว้
ทุกอย่างมันจะคลี่คลายลงไป...พร้อมกับการเจือจางไปของนิวรณ์ห้า
ทุกอย่างมันจะราบเรียบเสมอปกติหมด มันไม่มีปม ไม่มีเงื่อน ไม่มีอะไรมาขมวด
ถึงขมวดก็เป็นบางๆ เบาๆ
มันพากเพียรอยู่ในกองกายกองศีล
แน่วแน่ลงไปในกองกายกองศีล ไม่ว่าจะอยู่ในท่าทางไหน ยืน เดิน หรือนั่ง หรือนอน ...ถือกายรู้กายนี้เป็นหลักไว้ เอากันแบบจริงๆ จังๆ ลงไป
จิตมันจะเล็ดลอดหนีไปได้ยังไง จิตมันจะไม่หยุด จิตมันจะไม่อยู่ได้อย่างไร...ถ้ามันทำกันตลอดเวลาแบบไม่ว่างเว้น
ภาวนาแบบไม่ว่างเว้น
ไม่ว่าอิริยาบถไหน
ความปรากฏในกายอย่างไร...ก็ปักหลักแน่วแน่รู้เห็นกับมันไป ด้วยความสม่ำเสมอต่อเนื่อง จิตมันจะมีช่องว่าง ช่องเล็ด ช่องลอดออกไปยังไง
มันก็ปิดรอยโหว่ของความล่องลอย เลื่อนลอย
ไหลเลื่อนออกไปของจิตปรุงแต่ง ...มันจึงจะเกิดความรู้ชัดเห็นชัดขึ้นมา
พร้อมกับกายที่รู้ชัดขึ้นมา …รู้ก็ชัด
กายก็ชัด
นั่นแหละ มันได้ที่ได้ฐานของกายของศีล
ได้ที่ได้ฐานของจิตคือสมาธิ...คืออธิจิต อธิศีลขึ้นมา ...ก็ถือว่าศีลสมาธินั่นแหละเป็นบาทฐานของปัญญาต่อไป ...ถ้าไม่มีศีล-สมาธิเป็นบาทฐานรองรับ
ปัญญามันจะเกิดไม่ได้
ไม่ใช่มานั่งคิดๆ นึกๆ หรือไปอ่านตำรา ฟังถ้อยความถ้อยคำคนนั้นคนนี้พูด แล้วก็มาพิจารณาตามถ้อยคำ
ตามที่อ่านมานั้น ...นั่นไม่เกิดประโยชน์...ไม่ใช่
มันจะต้องมีศีลสมาธิเป็นบาทฐาน
มันจึงจะได้เห็นความเป็นไปของกายโดยตลอดสาย ...ถ้าไม่มีศีลสมาธิเป็นบาทฐาน
มันจะเห็นความเป็นไปของกายของความเป็นจริงในกายได้ตลอดสายอย่างไร
ก็เพราะมันเห็นความเป็นจริงของกายโดยตลอดสายนั่นแหละ
มันจึงเกิดความเข้าใจถ่องแท้ในความเป็นจริงของกาย...ที่ไม่ใช่เป็นของเรา
ที่ไม่ใช่เป็นของใคร
มันก็เห็นพร้อมกับวาง
มันเห็นความเป็นจริงเมื่อไหร่มันก็วางเมื่อนั้น ...วางอะไร ...วางความยึดมั่นถือมั่นว่านี้ยังเป็นเรา
นี้ยังเป็นของเราอยู่ นั่นเอง
ที่ว่าวางๆ น่ะ...คือวางความเห็นผิด
วางความรู้สึกว่ายังเป็นเราอยู่ออกไป ...นี่ มันจะวางของมันเอง
ขอให้มันเห็นความเป็นจริงเถอะ ไม่ต้องไปบังคับ ไม่ต้องบีบคั้นให้เขาวาง
เขาวางของเขาเอง
ไม่ใช่เอาเราไปบังคับให้เราวาง
ไม่มีทางหรอก ไอ้นั่นเขาเรียกว่าเอาตัณหาไปบีบบังคับให้มันวาง...เป็นไปไม่ได้
...มันจะต้องเอาศีลสมาธิปัญญาเป็นตัววาง
เมื่อรู้จริงเห็นจริงเมื่อไหร่
เขาก็จะวางของเขาเอง ...วางแบบไม่มีเงื่อนไขเลย วางแบบไม่อ้างกาลเวลาเลย ...แล้วก็จะวางไปเรื่อยๆ เรื่อย จนไม่มีอะไรให้วาง
เพราะมันเห็นตลอดแล้ว
ไม่มีอะไรให้วางแล้ว ไม่มีส่วนไหนอาการไหน ไม่ว่าลักษณะใดแห่งกาย
แห่งเวทนาในกายนี้ ...ก็วางได้โดยตลอดสาย ทุกองคาพยพ
ทุกอณูธาตุอณูธรรมแห่งการปรากฏของกายและเวทนาแห่งกาย
ก็เรียกว่าเป็นโลกวิทู...ในสองโลกน่ะ ...คือโลกวิทูนี่ สามโลกนะ แจ้งโลก มีสามโลก ...ไอ้นี่แจ้งไปสอง
ก็ถือว่าเป็นโลกวิทูเล็กๆ น่ะ
(ต่อแทร็ก 17/11)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น