วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/15 (1)


พระอาจารย์
17/15 (571216F)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 ธันวาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เพราะฉะนั้น ถ้ายืนหยัด ปักหลัก ตั้งมั่นอยู่จำเพาะกาย..จำเพาะรู้ได้นี่  

จิต..แทนที่มันจะคิดนึกปรุงแต่งมากขึ้น จิต..แทนที่มันจะก่อร่างสร้างอารมณ์มากขึ้น จิต..แทนที่มันจะปรุงแต่งอดีตอนาคตมากขึ้น ...มันกลับน้อยลงไปตามลำดับ 

จนถึงที่สุด..ที่เรียกว่า หยุด..อยู่ที่รู้และเห็นเท่านั้น  เนี่ย...ขอให้แน่วแน่กับกายใจจริงๆ  ขอให้แน่วแน่กับกายปัจจุบันจริงๆ เถอะ

จิตที่มันเคยกระเซ็นกระสาย จิตที่มันเคยปรุงแต่งเรื่องราวน้อยใหญ่ไกล-ใกล้ จิตที่มันคอยสร้าง คอยแต่รังสรรค์อารมณ์แปลกๆ ใหม่ๆ มหัศจรรย์พันลึก ทั้งสุขและทุกข์ซับซ้อน 

มันจะค่อยๆ สลาย  จะค่อยๆ เจือจาง  จะค่อยๆ หมดความสำคัญ หมดน้ำหนัก ...มันจะหมดน้ำหนัก ไม่ค่อยมีน้ำหนัก มันจะเจือจางเบาบางจนไร้น้ำหนัก

แต่จะปรากฏกายกับใจนี่ หนักขึ้นมาแทน ...คำว่าหนักนี่ไม่ใช่หนักอกหนักใจ ...หนักคือชัดเจน เป็นกอบเป็นกำอย่างชัดเจนขึ้น

ซึ่งตอนนี้ ในลักษณะที่เรารู้กายปัจจุบันของเรานี่  กายของเรานี่เจือจาง ค่อนข้างจะเจือจาง เข้าใจมั้ย ...คือกูจับไม่ค่อยถูก มันหาย  เดี๋ยวก็อยู่ เดี๋ยวก็หาย

คือมันเหมือนกับเป็นเงาน่ะ เป็นเงาลางๆ แล้วก็เลือนๆ ...เข้าใจรึเปล่า มันไม่ค่อยอยู่ ...บางครั้งก็นึกว่าจะอยู่แล้วเชียว มันดันหายไปต่อหน้ากูเลยน่ะ ใช่มั้ย

กับไอ้แข็งๆ แน่นๆ ตึงๆ เนี่ย  ก็จ้องอยู่กับแข็งๆ แน่นๆ ตึงๆ นี่น่ะ ...กูว่ากูจ้องอยู่นะ มันหายไปได้ยังไงวะเนี่ย ...คือมันไม่ได้หายไปไหนน่ะ มันถูกคลุม

จิตออกนอกมาคลุม...โดยอารมณ์ โดยความหลง โดยความลืม โดยการสร้างอดีต-อนาคต..แบบแนบเนียน อย่างแนบเนียนเลยนะ ...เรียกว่ากิเลสมันมาฉกเอาไปแบบต่อหน้าต่อตาเลยน่ะ

แล้วพอฉกไปก็เกิดการเผลอไผลไร้สติ แล้วก็มาสะดุ้งตื่นขึ้น.. "เฮ้ย กายกูหายโว้ย" ...นี่ เขาเรียกสะดุ้งตื่น เกิดภาวะตื่นรู้ขึ้นมา สะดุ้งตื่น ปึ้บ...กายก็จะปรากฏมาขณะหนึ่ง

เอาใหม่ๆ นับหนึ่งใหม่ เริ่มต้นใหม่  แล้วก็ตั้งลำให้ดี ประคับประคองไว้ เรียกว่าทรงศีล ...ประคับประคองนี่เรียกว่าทรงศีล...คือทรงกายไว้

เพราะนั้นในระหว่างที่มันจะประคับประคองศีลให้ต่อเนื่องอยู่รอดได้นี่ ...อย่าเอาเรื่องอื่นมาเป็นธุระนะ เข้าใจมั้ย ถ้ายังเอาเรื่องอื่นมา ปล่อยให้จิตไปคิด...มันไปเลย

เอ แฟนกูอยู่รึเปล่าวะ แฟนกูไปทำอะไร ทำไมไม่โทรมา เนี่ย ถ้ายังเอาเรื่องอื่นมาเป็นธุระปุ๊บนี่ กายจะเริ่มหายอีกแล้ว ...เรียกว่าทรงศีลไม่ได้ ทรงกายไม่ต่อเนื่อง ทรงศีลไม่ตลอด

เพราะนั้นระหว่างที่เรียกว่าทรงกายไม่ต่อเนื่อง ทรงศีลไม่ตลอดน่ะ ... ลักษณะนี้เรียกว่าศีลบกพร่อง เศร้าหมอง นี่ เกิดความเศร้าหมองแล้ว

และถ้าบอกว่า...เอ้ย ไม่รู้กูจะทำไปทำไม เสียเวลาเปล่า  คิดดีกว่า ไปทำ ไปพูด ไปเล่นเน็ท ไปเข้าเฟส ไปสอบถามสารทุกข์สุขดิบของคนที่รัก คนที่เกลียดดีกว่า

ตรงนี้...ผู้นั้นเรียกว่าเป็นผู้ที่กำลังละเลยในศีล แล้วไปสร้างความจริงจังมั่นหมายในโลกตามขันธ์ปรุงแต่ง  เนี่ยเวลาเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ มันไปหมดตรงนี้ 

นี่เรียกว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์เลยนะ จะหมดไปกับตรงนี้ ...ได้กายมานี่ ได้ศีลมานี่ รักษากายรักษาศีลอยู่เนี่ย ไม่ถึงจุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์เลยใน ๒๔ ชั่วโมงน่ะ

เพราะนั้นศีลสมาธิปัญญาของเหล่าของปุถุชนนี่...ถือว่าอยู่ในระดับ ไอ ซี ยู ...คือตายแน่ จะตายแน่ ค่อนข้างตายแน่ๆ ...ไอ้ที่มันยังร่อแร่ๆ อยู่ได้นี่ เพราะมันมานั่งฟังธรรม...ต่ออายุ 

คือก็เหมือนพยายามยืดท่อหายใจลงไปให้มัน มันก็ยังพออาศัยกระง่อกกระแง่กๆ อยู่ ...แต่พอออกจากสำนักอาตมา ท่อหายใจขาด..ทันที..ตาย ตาย

คำว่าตายนี่คือตายอะไร ...ตายจากศีลสมาธิปัญญา แล้วไปเกิดตายในขันธ์ใหม่แทน  คือมาเลย...สิ่งละอันพันละน้อยที่กูคิดค้างไว้ มาอดคิดตอนที่กูนั่งต่อหน้าอาจารย์ นี่...กูไปคิดเต็มที่เลย

แล้วระหว่างนี้ไม่ได้สร้างอารมณ์ใดเลย เพราะมัวแต่จดจ่อไว้ กลัวอาจารย์จะส่องเห็นว่ากูไม่ดูกาย (เสียงหัวเราะกัน) อะไรประมาณนั้น พอได้ที ก็ปล่อยแบบผีแตกโลงน่ะ จนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน

แล้วยังไปนั่งไล่จับมันอีกนะ...ไม่มีทางทันหรอก ...สลัดทิ้งเลย ต้องสลัด  นี่เขาเรียกว่าจิตตานุสติปัฏฐาน  พอรู้ว่าจิตกำลังสับสนวุ่นวายนี่ กำลังยุ่งอยู่ สลัดทิ้งเลย

ละลงในปัจจุบันเลย สลัดวางเลย ...แล้วก็กลับมาตรงนี้ กายก็ปรากฏขึ้นมาทันที  นี่...ต้องเป็นศีลสมาธิปัญญาในปัจจุบันมาแก้อย่างเดียว

เอากายขึ้นมาแก้ท่ามกลางความสับสนตรงนั้นเลย ...แม้จะโผล่หัวมาได้แค่ขณะหนึ่งก็ตาม ถือว่า...มาถูกทางแล้วโยมเอ้ย ไม่ผิดทางที่พระพุทธเจ้าวาง

นี่เขาเรียกว่ามาถูกทางแล้ว ...แต่จะอยู่บนทางได้นานแค่ไหน วัดความเพียรเอาแล้วกัน เนี่ย มันต้องดูว่ามาถูกทาง ได้ทางแล้ว แต่ว่าจะเดินบนทางได้ไหม

อันนี้ บอกแล้วว่า ต้องอาศัยความเพียร  ถ้าไม่มีความเพียร..อยู่ไม่ได้ ...เพราะทางนี้ยิ่งกว่าลื่นและชัน ...ลื่นและชันไม่พอ ยังเสือกทาน้ำมันเครื่องอีก

แค่จับแค่เกาะ ยังไม่ค่อยได้ แพล้บ..หลุด ตกเหว  ฟ้าบ..หลุด ตกหลุม ตกร่องความคิด ตกร่องอารมณ์ ตกร่องอดีต ตกร่องอนาคต ตกร่องสุข-ทุกข์ของเราข้างหน้า ของเราข้างหลัง

ตกร่องจากการกระทำคำพูดของสัตว์บุคคลอื่น...ทั้งที่เกลียด ทั้งที่ชอบ ทั้งที่ค่อนข้างไม่เกลียด ค่อนข้างไม่ชอบ ...มันจะไปตกร่องพวกนั้นตลอด

แต่พอหันกลับมามีศีลเกิดขึ้นก็..โอ้โห ทำไม ใครมันเอาน้ำมันเครื่องมาทาไว้วะ จับไม่อยู่เลย ...เรียกว่าในลักษณะพวกผู้ปฏิบัติในเบื้องต้นนี่ ต้องอยู่ในท่าทางที่เรียกว่าตะเกียกตะกายในศีล

นี่อธิบายกันแบบให้เห็นภาพอย่างชัดเจน ...คือมันไม่ได้เรียกว่าเดินบนศีลอย่างองอาจ เข้าใจมั้ย  องอาจไม่ได้ กูยังยืนขายังถ่างออกอย่างงี้ มันลื่นแพล่บๆ ...แล้วจะยืนอย่างองอาจยังไงวะ

เพราะว่าอะไร ...เพราะมันยังฉาบทา..ด้วยกิเลสมากมาย ยังฉาบทา ...ไอ้ที่ว่าลื่นพรืด ลื่นแพล่บนี่  เพราะกายตัวนี้ที่เราระลึกรู้อยู่นี่ มันยังฉาบทาด้วยความปรุงแต่งอยู่

โดยที่เรายังแยกไม่ออก...จากความปรุงแต่งในกาย ที่มันกำกับ หรืออม กลืนอยู่กับปัจจุบันธาตุ ปัจจุบันกายที่แท้จริง หรือปัจจุบันศีลนั่นเอง

เพราะนั้น จากการที่เรามาเหยียบหยั่งๆ อยู่บ่อยๆ ...จะลื่นก็ตาม จะหลุดก็ตามนี่ ...ตรงนี้ก็คือการขัดเกลา สิ่งที่ปนเปื้อน แปลกปลอม เจือปนอยู่ให้ออกไป

ทีนี้มันก็จะปรากฏลักษณะธาตุ ลักษณะธรรมแท้  ปกติธาตุ ปกติธรรมแท้ ...ตรงนี้มันจะไม่ลื่น จะสาก จะยืนอยู่ ...พอยืนอยู่แล้ว เดินไปตามเส้นทางนี้ได้

แต่บอกแล้วไง เดินบนเส้นทางนี้...เส้นทางนี้ที่เหมือนสันคอมีด หรือว่ากิ่วคอหมา ...ทั้งแคบ ประมาณฝ่ามือฝ่าตีนเดิน ...เฉไม่ได้นะ บิดไม่ได้นะ  ต้องพอดี...เป๊ะ เป๊ะๆๆ อย่างนี้

แค่การก้าวเดินนี่ ต้องทุกก้าวเดิน เข้าใจมั้ย ไม่สลับเลย  ก้าวขาซ้ายก็ต้องรู้ตรงที่ขาซ้ายกระทบ  ถ้าสลับหมายความว่า ขาซ้ายไปแล้วกูยังจำว่าขาขวารู้สึก อย่างนี้...ไม่ใช่นะ

มันต้องพอดีกันแบบเป็นปัจจุบัน...เป็นปัจจุบันกาย ทุกปัจจุบัน ไม่สลับ ไม่คลาดเคลื่อนเลย ...นี่เขาเรียกว่าเดินอยู่ท่ามกลางกิ่วคอหมา สันคอมีด

แต่เดินได้ เริ่มเดินแล้วนะ นี่ เริ่ม...เริ่มเตาะแตะ ไม่ใช่ตะเกียกตะกาย ...เห็นมั้ย การพัฒนาในศีลสมาธิปัญญา ไม่ใช่เอาเร็วเข้าได้ เอาเร็วเข้าว่า ...มันค่อยเป็นค่อยไป

แต่อ่านหนังสือหรือฟังธรรมจากเราน่ะ มันดูเหมือนเร็ว ...เพราะเราพูดไม่ถึงสองชั่วโมงนี่ เราพูดถึงนิพพานยังได้เลย จบ เสร็จแล้ว ...แต่ในการปฏิบัติจริงๆ จะไม่ได้อย่างนั้นเลย

มันจะไปเป็นลักษณะปัจจุบันย่างก้าว..ทีละขณะๆ ...รู้ทีละขณะ รู้ทีละขณะกายๆ ตามทันๆ ...เอ๊อะ ไม่ทันอีกแล้ว เหลื่อมไปนิดนึง อื๊อ เหลื่อมไปอีกแล้ว

นี่ มันจะเห็นอย่างนี้เลยนะ ...เรียกว่าผู้คร่ำเคร่งในศีลจะเห็นลักษณะของกาย ลักษณะของรู้นี้...มันเหลื่อมกันขนาดนี้ มันเหลื่อมไป มันล้ำไป มันถอยหลังไป

มันจะเห็นเลยว่า..อ๋อ ถอยหลังนี่ยังมีสัญญาขันธ์ขึ้นมา...ว่ายังไปจำภาพในอดีต แล้วมันไม่ตรงกับความรู้สึกในกาย ...แล้วพอตรงได้ ตรงแล้ว ก็ไม่สามารถให้มันตรงกายตรงรู้ๆ พอดีกันเป๊ะๆๆๆ

ได้ก็แป๊บเดียวประมาณสักอึดใจ สองชั่วอึดใจ ประมาณนั้น ...แล้วก็เคลื่อนอีกแล้ว เคลื่อนไปเป็นอดีต-อนาคต ทั้งที่ว่ากำลังจรดอยู่กับกายนี่แหละ นั่นมันจะชัดเจนในตัวเองมาก

แต่ว่าไม่ท้อถอยเลย ในการที่พยายามจะให้มันตรงกัน โชะๆๆ ...ถึงแม้จะไม่เคลื่อนไหวเลย ไม่เคลื่อนไหวก็อยู่ตรงนี้ จะไม่เคลื่อนจากความรู้สึกที่กดทับก้อนน้ำหนัก

มันจรดอยู่อย่างนั้นน่ะๆ ไม่เคลื่อนเลย ...เหมือนกับหินผาเลย  สติ-ศีล-สมาธิ พรักพร้อมกัน แนบแน่นกันเหมือนหินผาก้อนหินเลย แน่นปึ่ก

นั่งนี่...ถ้านั่งนี่ สติที่อยู่กับกายนี่ เหมือนกายนี่มันหยั่งรากลึกไปกับพื้นพิภพเลยน่ะ  มันแน่นแฟ้นอย่างนั้นเลย  ...ศีลนี่แข็งแกร่งเหมือนกับหินผาเลยน่ะ

เหมือนกับนั่งนี่ แล้วกายที่มันสัมผัสกับพื้นน่ะ...เหมือนกับรากมันงอก มันแผ่ตรึงไว้อยู่อย่างนั้น ไม่หายไปไหนเลย


(ต่อแทร็ก 17/15  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น