วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/5


พระอาจารย์
17/5 (571201E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 ธันวาคม 2557


พระอาจารย์ –  ฟังดูว่าง่ายนะ (หัวเราะ) ...แต่ลงมือทำจริงๆ แล้วจะรู้เลยว่า...โอ๋ย มันมีหลายขั้นตอนที่กูติดเยอะเลยอ่ะ สลัดไม่ออกน่ะ

แค่ลูกกับแม่..แม่กับลูกนี่ก็ติดแล้ว  แค่งานการแค่นี้แล้วมีเรื่องอะไรมากระทบโดยหน้าที่การงาน  มันรู้สึกว่ามันจะต้องไปจัดการ ไม่เลิกง่ายๆ ...ติดมากเลย

นี่ เยอะแยะ..ที่เราจะต้องเคลียร์ออก เกลี่ยออก ...ฝืนทวนกลับๆๆ  แก้ไปด้วย..ฝืนกลับด้วยๆ  แก้ด้วย..ฝืนกลับด้วย อยู่อย่างเงี้ย ...จนมันค่อยๆ ปึ้บ แล้วก็หลุดทิ้ง

หลุดทิ้ง...ทิ้งๆๆ  วางๆๆ  ปล่อยๆๆ ...จนไม่ถือ ไม่เอาอะไรเลย ...จิตมันจะถือกายที่เดียว ถือรู้อยู่ที่เดียว นั่นน่ะมันจะปล่อยหมดเลย

แต่กว่าที่มันจะปล่อยได้ถึงจุดนั้นน่ะ บากบั่นพากเพียรมาก... เพราะจิตมันคอยแต่จะเอา เอาแล้วก็ไม่ได้เอาอย่างเดียวนะ...เอาหลายๆ อย่าง พร้อมๆ กัน

แล้วก็เอาแล้วก็ยังถือไว้ด้วย ทั้งเอาไว้ ทั้งถือ ทั้งยึด ...เวลามันจะยึดก็หมายความว่า...เวลามันจะหายไป มันจะน้อยลงไป มันก็จะยึดให้มันยังคงอยู่...ให้เที่ยง

นั่นแหละสันดานของจิตจะเป็นอย่างนั้น สันดานของกิเลสมันจะถือครอง เป็นเจ้าของ ครอบครอง

และมันก็คอยตรวจสอบ สังเกตสังกาว่า..อะไรที่มันไม่น่าพอใจ อะไรที่มันจะเป็นทุกข์  มันจะคอยปัดออกๆ ...นั่นน่ะคือหน้าที่ของกิเลส ของจิตเรา

แล้วเราจะติดกับธุระอย่างนี้ เป็นธุระใหญ่ งานหลักเลย ...กว่าที่มันจะเปลี่ยนสันดานมาเอาธุระของกายใจนี่เป็นธุระหลักสำคัญนี่  มันต้องค่อยๆ น้อมกลับ ค่อยๆ น้อมกลับ..ด้วยความสม่ำเสมอ

แล้วทีนี้พอมันทำได้มากขึ้นด้วยความสม่ำเสมอ  ทีนี้ผลในมรรคจะเริ่มปรากฏขึ้น มากกว่าสุขทุกข์ในโลกและอารมณ์แห่งเรา ...มันจะเป็นความสุขอีกแบบหนึ่งที่ไม่เหมือนกัน

ท่านเรียกว่า..สุข สงบ สันติ  มันจะเป็นอย่างนั้น  ...ไม่ใช่สุข สุกๆ ดิบๆ คือเดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ๆ...ไม่ใช่ ...แต่มันจะเป็นสุขที่สงบ ละเอียดลึกซึ้ง สันติ

ไม่ต่อเนื่องกับอะไร ไม่ข้องแวะกับอะไร ...มันจะเป็นความสันติอยู่ในตัว ซึ่งมีความลุ่มลึกกว่าสุขๆ ทุกข์ๆ สุกๆ ดิบๆ สุขแห่งเรา ทุกข์แห่งเรา ...มันคนละเรื่อง

นี่เขาเรียกว่าเป็นสันติสุข ...แล้วก็จะสุขไปอย่างนี้เรื่อยๆ ที่เรียกว่าบรมสุข ก็คือ นิพพานัง ปรมัง สุขขัง ... นิพพานัง ปรมัง สุญญัง ...สุขเพราะสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งสิ้นทั้งปวงเลย 

มันเป็นความสุขอีกแบบหนึ่งที่ไม่ต้องถืออะไรเลยน่ะ ...ซึ่งตอนปุถุชน ปุถุจิตนี่...สุขจากการไม่มีอะไรเป็นอารมณ์เลย มันรู้สึกว่า...จะสุขยังไงวะ 

แต่สุขจากการที่ไม่ได้ถืออะไรเลย มันเป็นสุขอีกแบบหนึ่ง ...ไม่ถือแม้กระทั่งตัวเรา ไม่ถือแม้กระทั่งกายใจนี้เป็นเรา ที่จะต้องไปรักษาหวงแหนครอบครอง ไม่ถือสามโลกธาตุเป็นที่อยู่ที่ตั้งของเรา

มันปล่อยหมดเลย มันคายออก..ที่มันเคยกลืน เคยกัด เคยกิน เคยอมไว้...คายออก ...มันก็ไม่มีธุระอะไร หมดภาระ หมดธุระแล้ว หมดเรื่องราวที่จะต้องทำหรือไม่ทำแล้ว

มันทอดธุระโดยสิ้นเชิงกับทุกสิ่ง...แม้กระทั่งกายใจ ...นั่นน่ะคือที่สุดของการภาวนา หรือว่าที่สุดขององค์มรรค ...ก็เรียกว่านิพพานก็ได้ จะไม่มีชื่อว่านิพพานก็ได้ คือว่าตรงนั้นมันไม่รู้จะเรียกอะไรแล้ว

เอ้า มีอะไรอีกมั้ย ...ก็ไม่ให้มันมีอะไร ให้มันมีแค่กายใจ ...เมื่อรู้ว่ามันมีอะไรขึ้นมา ให้ทัน..."แน่ะ มาอีกแล้วมึง" นั่นน่ะ ...มีเรื่องอะไรขึ้นมา ให้เห็นเลย

อะไรที่เป็นเรื่องอะไรขึ้นมานี่...ให้รู้ไว้เลย นั่นน่ะมาจากจิตปรุงแต่ง  และให้เห็นว่าลักษณะที่แท้จริงของกายคือยังไง ...ลักษณะของจิตคืออย่างนี้ ลักษณะของกายคืออย่างนี้

ก็ให้เลือกกายไว้...ทิ้งจิต ต้องแยกให้ออกนะ กายกับจิต คนละลักษณะธรรมกันเลยนะ ...ต้องให้ชัดนะ ว่าลักษณะที่แท้จริงของกายเป็นอย่างไร ลักษณะของจิตเป็นอย่างไร

เพราะนั้นลักษณะของกายนี่...คือธาตุ ...แข็ง หนาว ร้อน อ่อน ตึง แน่น หนัก เบา  ปวดเมื่อย นี่ เวทนา อย่างนี้คือกาย ...ถ้านอกเหนือจากลักษณะนี้คือลักษณะของจิตหมด

ถ้าลักษณะของจิตหมายความว่า...อวิชชา ปัจจยา สังขารา คือมาจากความไม่รู้หรืออวิชชาทั้งสิ้น ...ทิ้งได้..ทิ้ง  วางได้..วาง  ละได้..ละ  ปล่อยได้..ปล่อย  ดับได้..ดับ ...ไม่ผิดกติกาเลย

แต่อย่าตรงข้ามกัน แบบทิ้งกาย...ดันไปรักษาจิตอย่างนี้ ไปรักษาเรื่องที่มันปรากฏขึ้นมา เช่นเรื่องในความคิด เรื่องการกระทำของบุคคลนั้นบุคคลนี้ อย่างนี้คือเรื่องราวในจิตทั้งหมดน่ะ

มันจะต่อเนื่อง มันจะสืบเนื่อง..ไม่จบ ไม่มีคำว่าจบ ...ต้องตัดไฟแต่ต้นลม ปึ้บ ทิ้งเลย หักใจทิ้งเลย ตัดใจสละเลย ...สละแล้ว วางแล้ว...ดับ-ไม่ดับ ช่างหัวมัน เข้าใจมั้ย

อย่าไปข้องแวะ อย่าไปค้นหา อย่าไปต่อเนื่อง อย่าไปสืบค้น อย่าไปลังเลสงสัยในมัน ...วางเลย ทิ้งเลย แล้วก็มาจับเกาะกุมนี้ไว้ เกาะกุมความรู้สึกในกายนี้ไว้ ...นี่ เขาเรียกว่ารักษาศีลอย่างเข้มแข็ง 

ต้องเลือก...จะรักเผื่อเลือกไม่ได้ จะหลายใจไม่ได้ ...ภาษาเราเรียกว่ามันคบชู้ เข้าใจมั้ย  ให้มันรักเดียวใจเดียว อย่าคบชู้ ผัวเดียวเมียเดียว ...นี่ กายใจนี่ผัวเดียวเมียเดียว 

มันจะไปคบชู้ใหม่ มันสร้างกายใหม่ สร้างกายคนนั้นกายคนนี้ แล้วก็ไปวอแววอกแวกอยู่ตรงนั้น ...นี่เขาเรียกว่ามันออกนอก คบชู้ 

ต้องกายเดียวใจเดียว...เกิดมาด้วยกัน ต้องตายไปด้วยกัน ต้องอยู่ด้วยกันจนวันตาย ...อย่าให้มันออกนอก

แล้วมันจะกระจ่างเอง โดยที่ไม่ต้องไปทำความกระจ่างเลย มันจะกระจ่างของมันเอง ...นี่คือปัญญาที่เรียกว่าภาวนามยปัญญา ไม่ใช่ภาวนาให้เกิดปัญญาคิดค้น

แต่มันเป็นภาวนามยปัญญาที่มันเกิดขึ้นเอง เห็นเอง กระจ่างขึ้นมาเอง ...นี่คือปัญญาที่แท้จริง มันจะกระจ่างด้วยญาณทัสสนะ ไม่ใช่กระจ่างด้วยความคิดนึกปรุงแต่ง

เราเรียกว่ารู้กายแบบโง่ๆ ...ซ้ำๆ ลงไป ที่เดิม ที่เดียว เหมือนเดิมนั่นแหละ ...อย่าเบื่อ

เพราะว่าสันดานของ “เรา” นี่ มันเห็นอะไรซ้ำๆ ซากๆ ที่เดียว ที่เดิม แบบเดิม แบบเก่า ...มันเบื่อ มันจะเบื่อ ไม่สนุก เบื่อ  แล้วมันจะไปหาอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ที่มีสีสันกว่าดู

เพราะนั้นอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ที่มีสีสันขึ้นมาใหม่ แปลกใหม่ขึ้นมา อารมณ์แปลกใหม่ขึ้นมานี่ ...ทั้งหมดนี่รังสรรค์ขึ้นด้วยจิต คือกิเลสรังสรรค์ เป็นของใหม่

แต่กายนี่เป็นของเก่า ของเดิม ...ต่อให้โยมเกิดมาอีกกี่ชาติก็ตาม แล้วมีกายนี้นะ เป็นคนนะ ...โยมก็จะมีความรู้สึก เย็น แข็ง ร้อน อ่อน ...เหมือนเดิมแหละ

และไอ้ชาติที่แล้วมาของโยมที่เกิดเป็นคน โยมก็มีความรู้สึกอย่างนี้แหละ ของเก่านี่แหละ ...จนแม้กระทั่งปัจจุบันนี้ โยมก็ยังเป็นความรู้สึกนี้ ...อันเก่านี่แหละ

มันไม่มีใหม่หรอก..กายนี้ อันเดิม เป็นธรรมเดิม เป็นธรรมแท้ เป็นธาตุแท้ ธาตุตั้งต้น แต่กิเลสนี่มันจะสร้างสรรค์อะไรที่ใหม่กว่านี้อยู่เรื่อยน่ะ

แต่งเติม ต่อเติม เพิ่มรูป เพิ่มสีสัน เพิ่มลักษณะ เพิ่มอารมณ์ เพิ่มความรู้สึกในความคิดลงไปสิ  มันจะมีความรู้สึกแปลกๆ ใหม่ๆ ขึ้นมา ...นี่ คอยล่อหลอกให้เข้าไปลุ่มหลงมัวเมาวนเวียนอยู่ในมัน

แต่พอให้กลับมาอยู่กับของเดิมนี่ ...มันรู้สึกว่าเซ็ง เบื่อ ไม่เห็นมีอะไรแปลกใหม่เลย ...แต่นี่แหละคือธรรมแท้ ธรรมจริง เรียกว่าสัจธรรม

พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้ออกนอกความเป็นจริงเลย ...แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ สอนเพื่อให้กลับมาเห็นความเป็นจริง และอยู่กับความเป็นจริง ...จนกว่าจะแจ้งในความเป็นจริงนั้นๆ

เพราะนั้นตัวศีลสมาธิปัญญา จึงเป็นตัวที่พาให้มาสู่และอยู่กับความเป็นจริง..จนกว่าจะแจ้ง หายสงสัย สิ้นสงสัย ว่าความเป็นจริงนี้คือใคร ของใคร

หรือเป็นเพียงแค่ธรรมหนึ่ง ธรรมเอก...เอโกธัมโม เอกังจิตตัง...จิตเอก ธรรมเอก

ไม่ได้ซับซ้อนเลย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ซับซ้อนเลย ...ไอ้ความซับซ้อนนั่นน่ะคือจิต คือกิเลส ละเอียดบ้าง ประณีตบ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง ดูดีบ้าง ดูไม่ดีบ้าง ...เหล่านี้คือจิตปรุงหมดเลย

กายนี่เท่าเดิม เข้าใจมั้ย ...โยมใส่เสื้อให้มัน มันก็รู้สึกอย่างนี้ใช่ไหม...แข็ง ตึง ขยับ ...โยมถอดเสื้อออก มันก็จะรู้สึกอย่างนี้เหมือนเดิมใช่มั้ย...แข็ง ตึง ขยับ  อาจจะเพิ่มเวทนา อุ่นหรือหนาวขึ้น เท่านั้นเอง

มันก็จะเป็นของมันอยู่อย่างนี้ มันไม่ได้ขึ้นลงกับอะไรเลย เป็นธรรมเดิม เหมือนเดิม ...โยมจะใส่สร้อยคอให้มัน โยมจะถอดสร้อยคอออกจากมัน มันก็จะรู้สึกของมันอยู่อย่างนั้น มันไม่เดือดเนื้อร้อนใจเลย

แต่ใครที่เดือดร้อนใจ เห็นมั้ย ไม่ใช่กายนะ...ใคร ...จิตเรา ตัวเรา ...เพราะนั้น “ตัวเรา” จึงไม่ใช่กายนะ จึงเป็นตัวลักษณะของจิตที่มันว่า

โยมใส่เสื้อสีใหม่ โยมใส่เสื้อสีเก่า โยมใส่เสื้อเป็นสีแสด โยมจะมีความรู้สึกเป็นอย่างหนึ่ง ...โยมใส่เสื้อสีขาว โยมจะมีความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง

แต่กายเขาจะรู้สึกอย่างนั้นมั้ย ...ไม่รู้สึกเลยนะ ...กายเป็นธาตุ จะเป็นความรู้สึกว่าตึง ว่าแน่น ว่าแข็ง เหมือนเดิมอ่ะ จะใส่เสื้อ จะถอดเสื้อ จะเปลี่ยนสีเสื้อ

แต่จิตนี่จะเปลี่ยน จิตเราจะเปลี่ยน ความเห็นจะเปลี่ยน อารมณ์จะเปลี่ยน ...แล้วเราไปจริงจังมั่นหมายอยู่ในสิ่งที่มันเปลี่ยนแปลงของจิตนี่ ว่าเป็น “ตัวเรา” อย่างยิ่ง

นี่หลงนะเนี่ยๆ หลงในสิ่งที่ไม่มีจริง  คิดว่าจริง เชื่อว่าจริง ...ของไม่มี...ว่ามี  ทั้งที่ว่าของจริงมันอยู่ตรงนี้ กายที่ทนโท่โด่เด่อยู่อย่างนี้ เป็นความรู้สึกที่คงที่ของเขา แข็งๆ ตึงๆ แน่นๆ

จิตจะขึ้นจะลง จิตจะมีอารมณ์ ไม่มีอารมณ์  จะมีความรู้สึกเป็นเราของเรา พอใจ-ไม่พอใจ ...กายก็จะอยู่อย่างนี้ ใช่ไหม ...ดูดีๆ นะ ว่าความเป็นจริงมันอยู่ที่ไหนกันแน่

เพราะนั้นตัวศีลสมาธิปัญญา จึงเป็นตัวที่พาให้มาสู่ความเป็นจริง ...ไม่ได้พาให้ไปอยู่กับความหลอกลวงของจิต หรือมายาจิต หรือว่าโลกสังขาร หรือสังขารธรรมที่..ไม่มีอยู่จริง

พอมันเห็นเค้าลางอย่างนี้ มันก็จะเริ่มรู้สึกว่า...เออ เฮ้ย กูจะเชื่ออะไรดีวะ 

เพราะนั้นจิตที่มันสร้างหรือมันปรุงอะไรขึ้นมานั่นน่ะ  สิ่งที่มันสร้างสิ่งที่มันปรุงขึ้นมาเป็นตัวใหม่เป็นอารมณ์ใหม่ เป็นลักษณะอาการใหม่ เป็นลักษณะความรู้สึกแบบแปลกๆ ใหม่ๆ

ตรงนี้ท่านเรียกว่าอุปาทานขันธ์ หรือว่าขันธ์ห้า ...มันสร้างขันธ์ห้าขึ้นมาหลอก ดูมีชีวิตเลือดเนื้อจิตใจอยู่ในขันธ์ห้านั้นทั้งเราและเขา ใช่ไหม ...แล้วไปว่าขันธ์ห้านั้นเที่ยง ขันธ์ห้านั้นมีอยู่จริง 

ก็ไปวกวน วนเวียน อยู่ในขันธ์ห้า ไปสืบเนื่องอยู่ในขันธ์ห้า ไปวนเวียนเกิดตายอยู่กับขันธ์ห้า ไปจริงจังมั่นหมายอยู่ในขันธ์ห้า ...ไม่สามารถละวางขันธ์ห้าได้  ก็ว่าขันธ์ห้าคือ "เรา"... "เรา" คือขันธ์ห้า 

แต่กายใจไม่ใช่ขันธ์ห้า กายใจเป็นธาตุ ใช่ไหม ...กายคือธาตุ มหาภูตรูป ๔ สสาร พลังงาน ดินน้ำไฟลม ธาตุคือวัตถุ สสาร

ใจคือธาตุรู้ ไม่มีชีวิตจิตใจเป็นเราเป็นเขา มีแต่รู้กับรู้ ...อะไรเกิด..รู้ อะไรตั้ง..รู้ อะไรดับ..รู้ อะไรไม่ตั้ง..รู้ อะไรไม่เกิด-ไม่ดับ..รู้ ...มันมีแค่อย่างเดียวคือรู้...นั่นคือธาตุ

เพราะนั้นกายใจเป็นธาตุ แต่ขันธ์ห้าเป็นความปรุงแต่งของกิเลส ...อวิชชาปัจจยาสังขารา สังขาราปัจจยาวิญญาณ วิญญาณปัจจยานามรูป 

นามรูปนั่นแหละคือขันธ์ห้า รูปหนึ่งนามสี่ ...เห็นมั้ย ขันธ์ห้านี่มันมาจากจิตนะ ไม่ใช่กายใจเลยนะ ...จิตคือสังขารา สังขารามาจากไหน สังขารามาจากอวิชชา..คือความไม่รู้

เพราะนั้นขันธ์ห้าจริงๆ น่ะ...เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้เลย ไม่มีแก่นสาร ไม่มีสาระแต่ประการใดเลย  

แต่ด้วยความไม่รู้แห่งเรา แห่งกิเลส ...มันกลับเห็นผิดว่าขันธ์ห้ามีอยู่จริง เป็นเราจริงๆ ...จึงมีการสุขบ้างทุกข์บ้างตามขันธ์ห้าที่เปลี่ยนไป

ที่จริงการเรียนรู้เรื่องนี้ มันเป็นเรื่องละเอียดนะ อันนี้พูดไว้ให้ฟังก่อน ...อยู่จำเพาะกายใจนี่ แล้วจะแจ้งขันธ์ห้าเอง จะเข้าใจว่าขันธ์ห้ามันมาจากไหน อะไรที่เรียกว่าขันธ์ห้า

อย่าไปเข้าใจว่ากายใจนี้คือขันธ์ห้านะ..ไม่ใช่นะ ...กายใจส่วนกายใจ ขันธ์ห้าส่วนขันธ์ห้านะ ...แล้วจะเห็นว่า เหตุแห่งขันธ์ห้าคืออวิชชา...เป็นสิ่งที่ต้องละ เพราะไม่มีอยู่จริง

พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ขันธ์ห้าเป็นของว่าง ...คือไม่มี แท้ที่จริงไม่มี ไม่มีขันธ์ห้าในเรา ไม่มีเราในขันธ์ห้า ไม่มีขันธ์ห้า...ไม่มีทั้งเรา

เพราะนั้นในสามโลกธาตุ ตลอดรวมทั้งกายใจนี่ โดยความเป็นจริงแล้ว...ไม่มี “เรา” เลย ...โดยธรรมชาติที่แท้จริงของโลกสามโลก โดยธรรมชาติที่แท้จริงของกายใจ ไม่มี “เรา” เลย

เพราะนั้น ความรู้สึกที่เป็น “เรา” นั่นน่ะ โดยที่แท้จริงนี่...เป็นการกล่าวอ้างเลื่อนลอยของอวิชชา ซึ่งจริงๆ แล้วไม่สมควรมีด้วยซ้ำ

นี่ ศีลสมาธิปัญญาจะขัดเกลาลงไปเรื่อยๆ  จนถึงความเป็นจริงล้วนๆ  จะเหลือความเป็นจริงในสามโลกธาตุเพียงแค่กายใจ ...นอกนั้นไม่มีเลย ไม่มีอะไรจริงเลย

โลกนี้ว่างเปล่า ท่านบอกไว้ ...เป็นเช่นนั้นจริงๆ เหลือแค่กายใจกับโลกที่ว่างเปล่า ...แล้วพอกายนี้หมด กายนี้ดับ สิ้นอายุ หมดวาระกรรม ...อนันตมหาสุญญตา ไม่คงเหลืออะไรไว้เลย

ธาตุคืนสู่ธาตุ ใจคืนสู่ใจ หมดสิ้นสภาพขันธ์โดยปริยาย เรียกว่าดับขันธ์ ...ไม่ใช่สิ้นขันธ์นะ ดับขันธ์...โดยสิ้นเชิง

นั่นแหละนิพพานธาตุ เข้าสู่นิพพานธาตุ คือใจอันบริสุทธิ์ ที่ไม่เกาะกุมกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอีกต่อไป

เพราะมันว่างหมดแล้ว ไม่สามารถที่อะไรมาเกาะกุมได้ ไม่พาเกิดพาตายได้อีกแล้วใจดวงนี้นี้ ...ที่มันพาเกิดพาตายเพราะไม่ใช่ใจที่แท้จริง เป็นใจที่ห่อหุ้มด้วยอวิชชา

ใจเลยอยู่ในสถานะที่ว่าจำยอม จำยอมต้องไปเกิดตายพร้อมกับอวิชชา ...แล้วอวิชชาจึงมาสร้างธาตุและขันธ์ขึ้นมาใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆๆ...พร้อมกับ “เรา” นี่คือต้นตอของการเกิด

แล้วจะเข้าไปยุติการเกิด ก็ต้องยุติที่จุดนี้...จึงเรียกว่าละที่เหตุ..ที่เรียกว่ามหาเหตุ เพราะฉะนั้น ตัวที่จะเข้าไปเห็น หรือว่าเข้าไปรู้ หรือว่าเข้าไปละที่มหาเหตุ ก็ต้องด้วยมหาสติ มหาสมาธิ และมหาปัญญา

เพราะนั้นไอ้ที่พวกเราฝึกสติๆ นี่ ถือว่าเป็นลูกของมหาสติ ...แล้วเราสะสมสติไป..จุลสติ ขณิกสตินี่ไปเรื่อยๆ ก็จะได้จุลสมาธิ ขณิกสมาธิ ตลอดจนถึงอัปปนาสมาธิ

ไปเรื่อยๆ เข้มแข็งไปเรื่อยๆ จนขณิกปัญญา ขณิกญาณ ไปจนถึงญาณทัสสนะ ญาณวิมุติทัสสนะ ...นี่ด้วยการสะสม มันก็จะเข้าไปถึงมหาเหตุคืออวิชชาที่มันห่อหุ้มกายใจ ...แล้วชะล้างออกไป

จึงคงความบริสุทธิ์กายบริสุทธิ์ใจล้วนๆ ...เป็นเอกธรรม เป็นเอกภาพ เป็นเอกธรรมเป็นเอกจิต เป็นวิมุติธาตุ เป็นวิมุติธรรมขึ้นมา

อันนี้พูดก่อน ...ก็ทำตามหลังไป จนกว่ามันจะเป็น แล้วจะเข้าใจสิ่งที่เราพูดเอง ว่าเป็นธรรมเดียวกันยังไง ถึงจุดเดียวกันยังไง มีที่หมายเดียวกันยังไง มีนิพพานเป็นที่สุดยังไง ...ไม่มีผิดแผกแตกต่างกันไปเลย 

ถ้าทำอยู่ในศีลสมาธิปัญญาอย่างนี้ จะมีที่หมายเดียวกันหมดเลย  ไม่แตกต่าง ไม่สูงกว่า ไม่ต่ำกว่าเลย ...เหมือนกันทั้งพระพุทธเจ้า ทั้งสาวก...เหมือนกัน เห็นเหมือนกัน ถึงเหมือนกัน ที่เดียวกัน..คือนิพพาน


....................................




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น