พระอาจารย์
17/10 (571216A)
12 ธันวาคม 2557
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – เป็นไงมั่งล่ะภาวนา
โยม – ไม่รู้แม่เขาเป็นไงบ้างอาจารย์
พระอาจารย์ – ไม่เป็นไง ก็ฟุ้งซ่าน ... บอกเขา รวมจิตรวมใจให้มันเป็นหนึ่งให้ได้ อย่าไปคิดอะไรมาก
โยม – ก็บอกเขาแล้ว
แต่ไม่รู้จะบอกอีกยังไงแล้วครับ ก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาอาจจะเดินสายแบบสบายๆ อะไรของเขา
พระอาจารย์ – สบายไม่มีหรอก ...ปล่อยล่องลอย ไม่มีไปไหนได้
โยม – ก็แล้วแต่ประสบการณ์
พระอาจารย์ – เลื่อน ลอย ไหล หลง
จะไปเกิดความรู้ เกิดความแจ้งอะไร ...จิต ถ้ามันไม่หยุดไม่อยู่นี่ ไปปล่อย
ปล่อยแล้วก็ไปสบาย เพลิดเพลินล่องลอย มันจะเกิดปัญญาอะไร
ภาวนานี่ อย่าไปเปลี่ยนที่
อย่าไปเปลี่ยนแบบแผนการภาวนา...มันก็มีแบบแผนเดียวน่ะแหละ ภาวนาอยู่ที่กาย
ภาวนาอยู่ที่ใจนี่ มันมีอยู่แบบแผนเดียว
มันเป็นแบบแผนตั้งแต่โบร่ำโบราณ
ตั้งแต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้มา ท่านก็ภาวนาอยู่ที่นี้
ที่ปัจจุบันกายปัจจุบันรู้นั่นแหละ ...ไม่ได้ไปให้มันวุ่นวี่วุ่นวาย ให้มันมากเรื่อง
หลายวิธีอะไร
กายมีอยู่ทุกปัจจุบัน แต่หากายไม่เจอ ...ที่มันหากายไม่เจอ
เพราะว่ารูปนามนี่มันปิดบังไว้ ขันธ์ห้ามันปิดบัง อารมณ์มันปิดบัง กิเลสมันปิดบัง
เรื่องราวในโลกมันปิดบัง ...มันเลยมองไม่เห็นกัน
ไม่เห็นว่ากายนี้มีอยู่จริง...ใจมีอยู่จริง..ในปัจจุบัน ...มัวแต่ล่องลอยเผลอเพลินไปกับความปรุงแต่งในขันธ์ ความเป็นไปในขันธ์ แล้วก็ไปพัวพันอยู่ในความปรุงแต่งกับขันธ์นั่น
มันก็เลยสับสนอลหม่าน มากเรื่องมากราว
หลายอารมณ์ หลายสภาพธรรม ...จนสับสน จนขุ่นมัวเศร้าหมอง
ไม่เกิดความรู้ชัดเห็นชัดในธรรมที่มีอยู่ หรือว่าธรรมเดิม
ศีลสมาธิปัญญานี่เป็นธรรมเดิม
เป็นธรรมตั้งต้น ...เรียกว่าเป็นต้นธาตุต้นธรรม ต้นกายต้นใจนี่ ต้นจิต
ต้นของการเกิด
ผู้มีความเพียรก็ต้องเพียรอยู่ในศีลสมาธิปัญญานี่แหละ
เพียรค้น เพียรหาภายในกายใจนั่นแหละ ...เพียรเบื้องต้นก็หากายให้เจอ
เป็นความเพียรเริ่มต้นของผู้ปฏิบัติ ...หาให้เจอ
ให้รู้จักกายปัจจุบัน
ว่ามันมีอยู่อย่างไร มันตั้งอยู่อย่างไร มันปรากฏอยู่อย่างไรที่เรียกว่ากายปัจจุบัน
...ไม่ใช่กายสังขาร ไม่ใช่กายปรุงแต่ง ...แต่เป็นกายที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน
ต้องหาให้เจอ
ซึ่งมันก็มีอยู่ ปรากฏอยู่ …แรกเริ่มต้นมันก็เจือจางบางเบา
เพราะว่ากิเลสมันหนาแน่น มันครอบงำ ...มันจึงหาไม่ได้
มีความลังเลสงสัยอยู่บ้างว่าใช่รึเปล่า ว่าถูกรึเปล่า
ต้องกัดฟันทน ค้นหาดูมันลงไป
ปักแน่วอยู่ในกายปัจจุบัน …เมื่อมันชัดเจนในความเป็นกายปัจจุบัน
ว่านี่คือกายปัจจุบันจริงๆ มันเป็นอย่างนี้ ...ก็จับ..จับให้มั่น จับให้อยู่
เจอแล้วก็ต้องจับให้อยู่ ...ไม่ให้มันหลุด
ไม่ให้มันเล็ดลอด ไม่ให้มันหาย ...เรียกว่าประคับประคองไว้ รักษาไว้ให้มั่นคง
รักษาให้จิตมันแน่วแน่อยู่กับการปรากฏขึ้นของกายทุกปัจจุบันนั่นแหละ
…ก็พากเพียรอยู่ตรงนี้ ที่นี้ ไม่คลายไม่ถอยออกจากความเพียรในการที่จะจับกายให้อยู่ตลอดต่อเนื่อง
ไม่เลิกล้มความเพียร
เพราะระหว่างที่มันทำความเพียรอยู่ภายในศีล
เพียรอยู่ในสมาธินี่ ...มันไม่ได้หมายความว่าจิตมันจะหยุดการปรุงการแต่งสร้างอารมณ์
...มันก็มีอยู่ตลอดนั่นแหละ
มันก็มีความปรุงเป็นเรื่องเป็นราว
เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นอดีตเป็นอนาคตของมันอยู่ตลอด...คอยล่อคอยหลอกให้ลุ่มให้หลง
ให้มัวเมาไปกับมัน
แต่ว่าผู้มีความเพียรก็ต้องแน่วแน่อยู่ในศีลสมาธิ
คือกายกับรู้ รู้กับกายปัจจุบันนั้นแหละ ยื้อกันอยู่อย่างนั้น ...มันปรุงก็ปรุงไป
ไอ้ตัวผู้ปฏิบัติก็รู้ไปเห็นไป กายอยู่ตรงไหนก็รู้ไป
เหยียบหยั่งลงไป ปักหลักลงไป
ควานค้นลงไป แน่วแน่ลงไป สอดส่องลงไป สังเกตลงไป ...นี่อาการของผู้มีความเพียรอยู่ตลอดเวลา
ไม่ละเลยในศีล สมาธิ ในปัจจุบันกายปัจจุบันรู้นั่นน่ะ
มันก็เป็นความพากเพียรภายในอยู่อย่างนั้น
...สุดท้ายอำนาจกิเลส อำนาจความปรุงแต่งของจิตมันก็สู้ไม่ได้ กับผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ในศีล-สมาธิอย่างแน่วแน่มั่นคง
ความปรุงแต่งในขันธ์
ความปรุงแต่งในเรื่องราว เหตุการณ์ สมมุติ บัญญัติ สัตว์บุคคล ...มันก็ค่อยๆ
เจือจางลงไป ระงับลงไป ต่อผู้ที่แน่วแน่อยู่ในศีล-สมาธิ
จนจิตมันนิ่ง เงียบงันลงไป ...ระงับความปรุงแต่ง
ระงับกิเลส อยู่ในที่ในฐานของศีล-สมาธิ...คือกายใจปัจจุบัน เป็นระยะ...ชั่วคราวหนึ่ง
เมื่อจิตมันตั้งมั่นสงบระงับ จากกิเลส
จากอารมณ์ ระงับจากความคิดนึกปรุงแต่ง ระงับจากการก่อร่างสร้างขันธ์
การเข้ามีเข้าไปเป็นในขันธ์ ...จิตเป็นหนึ่ง จิตเป็นสมาธิ จิตตั้งมั่นขึ้นมา
มันก็จะเห็นสภาพกายเป็นเพียงก้อนธาตุ
สักแต่ว่าธาตุ สักแต่ว่าธรรม เห็นแต่กายเป็นเพียงแต่ปกติธาตุ ปกติธรรม
เป็นธรรมดาธาตุ เป็นธรรมดาธรรม เป็นธรรมชาติที่ไม่ใช่ใคร..ของใคร
นั่นน่ะที่เรียกว่า รู้เห็นตามความเป็นจริง...ที่ว่าปัญญา
เพราะนั้น ถ้าจิตไม่สงบ ถ้าจิตไม่หยุด
จิตไม่ระงับความปรุงแต่งแล้วนี่ ...มันจะไม่เห็นสภาพกายตามจริง...ที่ไม่ถูกเจือปนด้วยขันธ์
เจือปนด้วยความปรุงแต่งเป็นบัญญัติภาษา
มันก็จะไม่รู้จักธรรมแท้ กายแท้
ที่เขาไม่ได้อ้างอิงโดยบัญญัติสมมุติ ที่ไม่ได้ถูกอ้างอิงโดยขันธ์ ไม่มีขันธ์มารองรับ
ไม่มีบัญญัติสมมุติมารองรับ ...เป็นเอกธรรม หรือว่าเป็นธรรมเอก
ธรรมหนึ่ง
ด้วยอำนาจแห่งศีลสมาธิปัญญาที่มันพรักพร้อม รู้เห็นอยู่ตลอดเวลา
อย่างนี้ เรียกว่าอยู่ในสมังคีของไตรสิกขา ...ผลมันจึงบังเกิดขึ้นเป็นความรู้ความเข้าใจ...เป็นปัจจัตตัง
เป็นการถ่ายถอนความเห็นผิดไปจากความเป็นจริงของกาย...ที่ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล
ที่ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา ที่ไม่ใช่ของสวยของงาม ของดี-ของไม่ดีอะไร
เป็นปกติธาตุเป็นปกติธรรม ...ที่ไม่ขึ้นกับใคร
ไม่สามารถถูกใครครอบครองได้ สั่งการได้ ...เป็นธรรมที่มีเหตุปัจจัยในตัวของเขาเอง
ตามเหตุตามปัจจัยกับตัวของเขาเอง
ความรู้ความเห็นในธรรมอย่างนี้
ต่อธรรมอย่างนี้ ...เรียกว่ารู้จริง รู้แจ้ง รู้ตรง รู้ด้วยญาณ รู้ด้วยปัญญา
มันจึงจะถอดมิจฉาทิฏฐิคือความเห็นผิด...ว่านี้ยังเป็นเราอยู่
ว่านี้ยังเป็นของเราอยู่...ออกจากกายได้ ...คือมันเจือจางลงไปๆ จนถึงขั้นที่เรียกว่าหมดสิ้นลงไปได้
นี่ มันจะต้องถือศีล ถือสมาธิ ถือกายถือใจ...ไม่ปล่อยเลย
ไม่ให้มันตกแตก ไม่ให้มันว่างเว้น ไม่ให้มันหาย ไม่ให้มันล่องลอย ...มันจึงจะเกิดการรู้ชัดเห็นชัด
รู้จริงเห็นจริง รู้แจ้งเห็นแจ้งขึ้นได้
ไม่ใช่ไปหลับๆ ไหลๆ ปล่อยให้จิตมันหลับๆ ไหลๆ เลื่อนลอยล่องลอยอยู่ในโลก อยู่ในอดีต-อนาคต ...มันจะไปเกิดรู้แจ้ง รู้จริง รู้ชัดต่อความเป็นจริงของกายในปัจจุบันได้อย่างไร
หรือไม่อย่างนั้น บางผู้ปฏิบัติก็มีบ้าง...บางทีก็ชอบปล่อยให้จิตมันว่าง
แล้วก็ไปอยู่กับความว่าง ไปอยู่กับความไม่มีอะไร อย่างนี้ มันจะเกิดปัญญาได้อย่างไร
หรือมัวแต่ส่งจิตออกไปครุ่นคิดในธรรม...สมมุติธรรม
บัญญัติธรรม สังขารธรรม …นี่ มันจะเกิดความรู้เห็น รู้แจ้ง รู้จริง ในความเป็นจริงของธรรมได้อย่างไร
...คือธรรมที่ปรากฏในปัจจุบัน
เหล่านี้
จะต้องเข้าใจถ่องแท้ในหลักของศีลสมาธิปัญญาที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้มาตั้งแต่โบร่ำโบราณ
ครูบาอาจารย์พระอริยะพระอรหันต์ ท่านทำมาตามครรลองตามวิถีนี้
จึงบังเกิดผลเป็นอริยะบุคคลมาไม่ขาดสาย
มาในสมัยนี้
มันมาวางหลักการปฏิบัติให้มันผิดแผกแหวกแนวไป จนเกิดธรรมะแตกแปลกแยกกันในผล...ที่ดูดีบ้าง ดูดีกว่าบ้าง ดีกว่าพระพุทธเจ้าบ้าง ดีกว่าครูบาอาจารย์บ้าง
ดีกว่าพระอรหันต์บ้าง
มันเป็นธรรมแหวกแนว
มันผิดหลักศีลสมาธิปัญญา …ซึ่งถ้ามันผิดศีลสมาธิปัญญา
ไม่อยู่ในองค์ศีลสมาธิปัญญา ไม่อยู่ในกรอบศีลสมาธิปัญญา ...ถือว่าผิดหมดน่ะ
เป็นธรรมะในความฝัน ฝันเฟื่องเลื่อนลอยไป ...ภาวนาแบบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ภาวนาแบบไม่อยู่กับปัจจุบัน ภาวนาแบบไม่มีกายเป็นรากเป็นฐานนี่ ...มันจะเข้าถึงมรรคถึงผลถึงปัญญาถึงญาณได้อย่างไร
จนกว่าจะแจ้งในกาย...ทะลุโดยตลอดแห่งกาย
...มันถึงจะทิ้ง มันถึงจะวางได้โดยสิ้นเชิง...วางทั้งความเป็นเรา วางทั้งความเป็นของเรา ...ความรู้สึกของเราต่อกายที่มีอยู่ ความเป็นกายของเราก็ไม่มี
เมื่อใดที่มันแจ้งในความเป็นกายเราที่ไม่ใช่เรา
มันก็จะแจ้งในจิตพร้อมกันเลย ...นี่ แจ้งกายแจ้งจิต
(ต่อแทร็ก 17/10 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น