วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/8


พระอาจารย์
17/8 (571212C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 ธันวาคม 2557



พระอาจารย์ –  ทีนี้พอมาดำรงมัชฌิมาปฏิปทา...ท่ามกลางกิเลส ท่ามกลางความวกวน ท่ามกลางการขึ้นลง ท่ามกลางความปรุงแต่ง ...ผลก็คืออะไร หือ รู้จักมั้ย ผลจะได้อะไร ...ตอบไม่ได้ เพราะยังไม่เกิดผลกัน

ผลคือ...จะเห็นว่าสิ่งที่ล้อมรอบทั้งหมดนี่ ที่มันขึ้นๆ ลงๆ ไปๆ มาๆ ...มันจะเห็นว่าไอ้สิ่งต่างๆ ที่แวดล้อมรายล้อมมันทั้งหมดนี่...ไม่มีอยู่จริง

เป็นอาการวกวนปรุงแต่งเลื่อนๆ ลอยๆ ไม่มีความหมายเลย เสมือนความว่าง เป็นความว่างเปล่าจากตัวตนในมันเอง หาสาระไม่ได้เลย ...นั่นล่ะคือผลของการที่ยืนอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา

นอกจากผลที่เห็นไอ้ที่มันรายล้อมกายใจนี่ว่าไม่มีตัวตน ไม่มีสาระแก่นสารเลยนี่ ...มันยังเกิดผลที่ว่า...ที่มันอยู่กับมัชฌิมาปฏิปทาคือกายกับใจนี่ หาความเป็นตัวเราไม่ได้ แม้แต่อณูธาตุอณูธรรมหนึ่ง

เมื่อมันหาความเป็นเราไม่ได้แม้แต่อณูธาตุอณูธรรมหนึ่ง ...แล้วระหว่างสิ่งที่มันเป็นกลางที่สุดแล้วนี่ ...แล้ว "เรา" จะอยู่ที่ไหนล่ะ แล้ว "เรา" จะอยู่กับอะไรล่ะ หือ

“เรา” มันก็หาที่อยู่ไม่ได้  ไม่รู้ “เรา” จะอยู่ตรงไหนดีน่ะ ...ถ้ามันรู้สึกว่า “เรา” อยู่ตรงไหนไม่ได้ ไม่มีที่ให้ “เรา” อยู่นี่  ...มันจะทำยังไงดี 

ถ้าเป็นภาษาโลกๆ อธิบายง่ายๆ ภาษาดิบๆ ก็ว่า “กูกลั้นใจตายซะดีกว่ามั้ย” ...มันก็ตัดสินใจกลั้นใจตายเลยน่ะ เพราะมันไม่มีที่ให้มันอยู่แล้ว

นี่ ที่เรียกว่าดำรงอยู่แค่มัชฌิมาปฏิปทา ดำรงอยู่ด้วยศีลสมาธิปัญญาถ่ายเดียวนี่  ทำไมมันจะแจ้งไม่ได้...โดยที่ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องหยิบยกอะไรมาพิจารณานี่แหละ เอาดิ

มันเห็นเองน่ะ ว่าอะไรจริง อะไรมีอยู่จริง อะไรไม่จริง อะไรไม่มีอยู่จริง ...เบื้องต้นมันจะเห็นอย่างนี้ก่อน

เพราะนั้นไอ้ที่แวดล้อมกายใจทั้งหมดออกไปนี่ ท่านเรียกว่ากองขันธ์ กองอุปาทานขันธ์ ...ที่มันมี ที่มันเป็นขึ้นมาได้ เพราะจิตนี้ไปหมาย หมายขึ้นลอยๆ อุปโลกน์เป็นรูปบ้าง เป็นนามบ้าง

เป็นบัญญัติ เป็นสมมุติ เป็นภาษา เป็นความหมาย เป็นความเห็น เป็นอารมณ์ เหล่านี้คือการหมายในขันธ์ขึ้นมา หมายขันธ์ขึ้นมา ...มันจึงมี ดูเหมือนมี มันจึงเป็น ดูเหมือนเป็นขึ้นมา

ท่านใช้คำว่าอุปาทานขันธ์ ...อุปาทานคืออุปโลกน์ขึ้นมา หมายขึ้นมาลอยๆ ไม่มีอะไรรองรับ ...ไม่มีอะไรรองรับคืออะไร คือไม่มีความจริงรองรับ

แต่กายใจที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่สิ่งที่หมายขึ้นมาเองโดยจิต ใช่ไหม ...คือจะมีจิตหมาย จะไม่มีจิตหมาย กายยังมีอยู่อย่างนี้ ใจยังมีอยู่อย่างนี้

สิ่งนี้จึงเรียกว่าความจริง...มีอยู่จริง ปรากฏจริง แสดงความเป็นธาตุจริง แสดงความเป็นธรรมที่มีอยู่จริง ท่านเรียกว่าสัจธรรม ...ไม่ใช่สมมุติธรรม ไม่ใช่บัญญัติธรรม ไม่ใช่สังขารธรรม แต่เป็นสัจจะ

เพราะนั้นศีลสมาธิปัญญา...จึงเป็นตัวที่พาจิตให้มาสู่สัจธรรม คือธรรมแท้ คือธรรมเดิม คือธรรมตั้งต้น คือต้นธาตุ คือต้นธรรม

นี่แหละ จึงเป็นที่มาของการที่เราบอกว่า การภาวนาอยู่แค่ นั่ง..รู้ว่านั่ง  ยืน..รู้ว่ายืน ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ...แล้วพยายามประคับประคองรักษาการดำรงชีวิตทุกลมหายใจเข้าออก ไม่ให้ลืมว่ากายนี้มีอยู่อย่างไรในปัจจุบัน

ถ้าผู้ใดมีความมุ่งมั่นกระทำอย่างนี้ตลอดชีวิต ผู้นั้นเรียกว่าเป็นผู้ที่บำเพ็ญอยู่ในศีลสมาธิปัญญาอย่างต่อเนื่อง หรือจะใช้ชื่ออีกชื่อหนึ่งก็ได้ว่า เป็นผู้ดำรงอยู่บนมรรค

หรือจะใช้อีกชื่อหนึ่งก็ได้ว่า เป็นผู้ที่ประคับประคองดำรงชีวิตอยู่บนวิถีแห่งมัชฌิมาปฏิปทา ...จะกล่าวยังไงก็ได้ เป็นความหมายเดียวกัน

แล้วให้เชื่อไว้เลยว่า...ถ้าดำรงดำเนินอยู่บนศีลสมาธิปัญญา ดำรงดำเนินอยู่บนมัชฌิมาปฏิปทา ดำรงดำเนินอยู่บนเส้นทางสายกลาง ... ผล...มีนิพพานเป็นที่สุด โดยไม่ต้องสงสัย

เพราะฉะนั้น เราแก้ความสงสัยด้วยคำพูดและการอธิบายไว้ก่อน ...แต่ในระหว่างดำเนินน่ะ มันจะต้องสงสัย จนกว่ามันจะสิ้นสงสัยด้วยตัวมันเอง

แต่ตอนนี้เราคลายสงสัยด้วยคำพูด ...เพราะจิตมันจะชอบหักล้าง...ด้วยความเห็นของตัวมันเอง ด้วยความโง่ของตัวมันเอง มันจะสร้างความเห็นปรุงแต่งขึ้นมาหักล้างศีลสมาธิปัญญา

ให้เกิดความค้างคา ข้องคา และสงสัย ว่ามันจะเป็นไปได้ยังไง  มันไม่น่าจะเป็นอย่างงั้น มันไม่น่าจะเป็นอย่างงี้ ...นี่ มันจะสร้าง กิเลสภายในจะสร้าง

ด้วยความเห็นแห่ง “เรา”  ด้วยอำนาจความไม่รู้แห่ง “เรา” นี่ ...มันจะสร้างความสงสัยขึ้นมา สร้างความลังเลในมรรคขึ้นมา สร้างความไม่แน่ใจในศีลสมาธิปัญญาขึ้นมาอยู่ตลอด

แต่ตอนนี้ถือว่าเราช่วยอธิบาย เพื่อให้คลายความสงสัยแบบหยาบๆ ก่อน ...เพื่ออะไร ...เพื่อให้ไปแกล้งเชื่อว่าศีลสมาธิปัญญานี้มีจริง

ถ้าไม่อย่างนั้น...มันจะไปคากับความสงสัยในศีล คากับความสงสัยในสมาธิ คากับความสงสัยในปัญญาที่เกิดจากการภาวนารู้ตัวอย่างนี้ ...แล้วมันก็จะเข้าไปกินอยู่หลับนอน ไปฝากผีฝากไข้อยู่กับขันธ์

ขันธ์ก็คืออย่างที่เราบอก คือจิตไปปรุงแต่งรูปร่างทรวดทรง ความเป็นความมี ความใช่-ความไม่ใช่ ความสุขความทุกข์ขึ้นมา นั่นแหละคือกองขันธ์ ...มันจะไปกินอยู่หลับนอนอยู่ตรงนั้นแหละ

เพราะนี้คือที่คุ้นเคย เพราะกูเกิดตายด้วยขันธ์ กูเกิดตายกับขันธ์ กูใช้อาศัยขันธ์มาเป็นอเนกชาติ จนเป็นสันดาน เป็นอนุสัย เป็นอาสวะ หมักหมม จริงจัง มั่นหมายอยู่ในขันธ์นั้นๆ

เอะอะๆ อะไรขึ้นมาปุ๊บ...พึ่งขันธ์ ใช่มั้ย  พึ่งความคิดน่ะ ...เอะอะๆ อะไร...พึ่งกิเลส พึ่งอารมณ์ในขันธ์ แต่ถ้าผู้ดำรงอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา เอะอะๆ อะไร...ละขันธ์ ทิ้งขันธ์ วางขันธ์ 

คือทุกความเป็นไปที่จิตมันปรุง มันสร้าง มันปั้นแต่ง ตกแต่งอะไรออกมา ...ผู้ที่มีปัญญาในมรรค อยู่กับศีลสมาธิปัญญาด้วยความต่อเนื่อง ท่านจะละทันทีโดยไม่อาลัยอาวรณ์ในขันธ์เลย

จนการปรากฏขึ้นของขันธ์ทั้งห้า มันเจือจาง มันเบาบาง จนหาน้ำหนักไม่ได้ ...นี่มันเจือจางไปพร้อมๆ กับความรู้สึกที่เป็นเรา

เพราะ "เรา" กับขันธ์คืออย่างนี้กับอย่างนี้...หน้ามือกับหลังมือ คืออันเดียวกันมีขันธ์คือมีเรา มีเราคือมีขันธ์ มันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

เมื่อเจือจางในขันธ์ เบาบางในขันธ์ น้ำหนักในขันธ์น้อยลง คุณค่าในขันธ์น้อยลง ให้ค่าให้ความสำคัญกับขันธ์น้อยลง ...ความรู้สึกที่เป็นเรามันน้อยลงไปพร้อมกับขันธ์

แต่ความจริงชัดขึ้นๆ คือกายกับใจ ...ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง กายกับใจจะเด่นชัดขึ้น

ไม่ใช่เด่นชัดในแง่มุมของเราและเขา แต่เด่นชัดในแง่ของธาตุและธรรมที่เป็นกลางต่อทุกสิ่ง ...เหมือนแผ่นดิน เสมอแผ่นดิน ...ไม่หวั่นไหวต่อสังขารธรรมทั้งหลายทั้งปวง

เพราะฉะนั้น สภาพขันธ์ที่จิตปรุงแต่ง จิตภายนอกปรุงแต่งหรือจิตบุคคลอื่นปรุงแต่งโดยรูปโดยนามโดยการกระทำโดยอารมณ์ เปรียบเสมือนไข่ที่มันมากระทบหิน

ถ้ากายใจมันเด่นชัดในระดับธาตุธรรมนั่นนะ ทุกอย่างนี่เหมือนไข่มากระทบหิน...สลายหมด หมดค่า สลายหมด เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนไม่มีอะไรปรากฏเลย

แต่ตอนนี้ของพวกเราเหมือนหินกระแทกไข่น่ะ (โยมหัวเราะกัน) ...มันตรงข้ามกัน

คือศีลสมาธิปัญญาของพวกเราเหมือนไข่ ...รูปเสียงกลิ่นรส ความคิดความเห็นของตัวเรา ความรู้สึกของเขา การกระทำของเขา คำพูดของเขา...เหมือนหิน

คือว่าไข่นี่ยังแข็งแรงไปนะ เอาว่าเหมือนฟองอากาศ ฟองน้ำน่ะ รู้จักฟองอากาศ แบบเคยเป่าลูกโป่งสบู่มั้ย ...นั่นแหละ ศีลสมาธิปัญญาของพวกเราเปรียบเท่ากับฟองอากาศนั้นน่ะ เห็นมั้ย

รูปเสียงกลิ่นรสไม่ต้องมากหรอก ไม่ต้องแรงหรอก ...แค่ปลิวมานะ โบกมาปุ๊บ ...ปั่บ แตก หาไม่เจอเลย แตกหายไปแบบหาไม่เจอเลย ...กลายเป็นความว่างซะอย่างนั้น 

แต่คือศีลสมาธิปัญญานะว่างเปล่า ...แทนที่มันจะเห็นว่าขันธ์ว่างเปล่า มันดันเห็นว่าศีลสมาธิปัญญาว่างเปล่า 

สังเกตดูดิ เวลาพวกเราเกิดอารมณ์อะไรแรงๆ ทั้งราคะ ทั้งโทสะ ...หากายใจตรงนั้นได้ยากมั้ย ความรู้สึกในกายใจตรงนั้นน่ะ...หาเจอมั้ย ...อย่าว่าแต่หาเจอหรือไม่เจอเลย คิดจะหานี่กูยังไม่หาเลย 

แต่มันจะหาอะไรตรงนั้น ...จะหา "เรา" ที่มีที่เป็นในอารมณ์ให้ยิ่งขึ้นหรือน้อยลง ...เนี่ยแหละคือความติดข้องในกองขันธ์ จริงจังมั่นหมายในขันธ์ มากกว่าศีลสมาธิปัญญาที่มีอยู่จริงและเป็นจริง

แต่ถ้าอยู่ในศีลสมาธิปัญญาอย่างพรั่งพร้อม พร้อมมูลนะ อารมณ์น้อยใหญ่ขนาดไหนก็ตาม มหัศจรรย์พันลึกรุนแรงขนาดไหนก็ตาม ...มึงไม่ได้กินกูหรอก ไม่มีทางมาลบล้างศีลสมาธิปัญญาได้เลย

กายใจนี่เหมือนภูเขาตั้งตระหง่านอยู่อย่างนั้น ไม่คณนาฟ้าลม ไม่คณนาพายุ ไม่คณนาต่อสิ่งใดที่มันจะมากระทบ กระแทก กระเทือน กระทุ้งเลยน่ะ และไม่มีคำว่าบุบสลายเลยน่ะ

นั่นน่ะจึงจะเห็นความเป็นจริงของขันธ์ว่า...สุดท้ายแล้ว หาตัวตนไม่ได้ ไม่อยู่ ไม่มี หายหมด ...เนี่ย รู้จักหรือยังว่ามหาศีล มหาสติ มหาสมาธิ มหาปัญญา...มันระดับไหน ...ระดับกิเลสเข้าไม่ถึงน่ะ

เพราะนั้นกว่าที่เราจะบ่มศีลสมาธิปัญญา มันไม่ใช่ว่าวันเดียวสองวันหรอก  ...มันต้องใช้เวลาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ...อยู่ที่ไหนก็กายใจ ทำอะไรก็กายใจ 

อะไรเกิดขึ้นก็กายใจ อะไรไม่เกิดอยู่ก็กายใจ  มีอารมณ์ มีกิเลสอยู่ก็กายใจ ...ต้องอย่างนี้อยู่ตลอด มีสติระลึกน้อมลงที่กายใจๆๆ ...กายใจปัจจุบันตลอด

เรียกว่าบ่มอินทรีย์ ด้วยอิทธิบาท ๔ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา  สัมมัปปธาน ๔ พึงสร้างในสิ่งที่ไม่มี พึงรักษาในสิ่งที่มี พึงทำสิ่งที่มีอยู่ให้มียิ่งขึ้น พึงรักษาสิ่งที่มีอยู่ไม่ให้เสื่อมไป...สัมมัปปธาน

กอปรกับอิทธิบาท ๔ สติปัฏฐาน ศีลสมาธิปัญญา มรรคมีองค์ ๘ โพชฌงค์ ๗ ...มันถึงจะก่อร่างสร้างศีลสมาธิปัญญาให้แน่นแฟ้นแข็งแรงขึ้น ...กายใจปัจจุบันนี่แหละคือศีลสมาธิปัญญา

ทั้งหมดที่พูดนี่คือองค์ธรรมเพื่อเป็นไปสู่ความตรัสรู้ คือหลุดพ้น วิมุติ โดยไม่ต้องสงสัยในธรรมเลยว่าจะปฏิบัติอย่างไรดี ...มันครบ มันพร้อมมูลอยู่แล้ว

จะเอาแง่มุมไหนล่ะ ถามมาดิ อยู่ที่กายใจนี่ตอบได้หมดน่ะ มันไม่ผิดธรรมเลย ไม่ว่าธรรมใดองค์หนึ่งในโพชฌงค์ ในโพธิปักขิยธรรม ในมรรค ๘ ในศีลสมาธิปัญญา ในอริยสัจ ๔ ในปฏิจจสมุปบาท

มันไม่ผิดเลยในธรรมใดธรรมหนึ่งที่กล่าวอ้างมานี้ มันครบถ้วนบริบูรณ์อยู่ตรงนี้เลยนี่ แค่รู้ตัว แค่รู้ว่านั่งนอนยืนเดินนี่แหละ แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ก็อยู่ตรงนี้ ครบถ้วนกระบวนความหมด

เพราะนั้นการแสดงธรรมนี่ เราเหมือนกับเซลส์แมนขายของ เพื่อให้เกิดศรัทธาแล้วมาเลือกซื้อหาไปใช้ โดยมีพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกนี่เป็นแม่แบบ

แล้วก็มาประกาศขายของ โฆษณาให้เห็นว่าของนี้ดีจริงนะ ใช้แล้วไม่มีคำว่าเสื่อม ใช้แล้วไม่มีคำว่าหมด ซื้อครั้งเดียว ใช้ได้ตลอดทุกภพทุกชาติ ใช่มั้ย ...เอ้า เกิดมาชาติไหนก็ศีลสมาธิปัญญาตัวเดิมนั่นแหละ 

เพราะกายใจมันเป็นตัวเดิม เป็นธาตุเดิม ธาตุดั้งเดิม ...ต่อให้โยมผู้หญิงนี่ ชาติหน้าเกิดเป็นผู้ชาย เอ้า เป็นผู้ชายนั่งแล้วกระทบรู้สึกแข็งเหมือนเดิมมั้ย ก็เหมือนเดิมกับที่เป็นผู้หญิงในชาตินี้ เอาดิ

มันก็เป็นกายอันเดิมน่ะ ความรู้สึกอันเดิมน่ะ ก็ศีลสมาธิปัญญาตัวเดิม ...เห็นมั้ยว่าซื้อครั้งเดียวใช้ได้ทุกภพทุกชาติ ไม่ต้องไปหาซื้อใหม่แล้ว ลงทุนคุ้มนะเนี่ย  เอ้า ถ้าเป็นทางเศรษฐศาสตร์นี่ถือว่าคุ้มนะเนี่ย


โยม – (หัวเราะกัน) ไม่มีวันหมดอายุเลยหรือคะ

พระอาจารย์ –  ไม่มีวันหมดอายุ ไม่มีว่า อย. จะต้องมากำหนดว่า เดือนนั้นเดือนนี้หมดอายุ ...นี่ ผ่านคิวซีโดยระบบของพระพุทธเจ้ามาแล้ว มีคุณภาพสมบูรณ์ พรั่งพร้อม เต็มที่

แต่พวกเรายังตัดปัญหาอยู่อย่างหนึ่งไม่ได้ คือจิตมันวกวน แล้วเราก็ยังไม่เท่าทันจิตที่มันวกวน ด้วยความเห็น เสนอแนะด้วยตัวของมันเองว่า อย่างนั้นอย่างโน้นอย่างนู้นดีกว่า

เนี๊ยะ ตัวนี้ต่างหากที่ทำให้เกิดความเนิ่นช้าในมรรคและวิธีการปฏิบัติ ให้เกิดความหลากหลายในวิธีขึ้นมา ที่มันจะเฉไฉออกนอกกายใจปัจจุบัน

ไปเห็นดีเห็นงามในกองขันธ์ ไปเห็นดีเห็นงามในการสร้างขันธ์ขึ้นมาใหม่ ที่ดีกว่า เหนือกว่าศีลสมาธิปัญญาปัจจุบัน แล้วเกิดความอาลัยอาวรณ์ในขันธ์ ที่มันคิดนึก

มโนภาพ...เป็นรูปร่างรูปทรงของเราที่ได้ ที่มี ที่เป็น  น่าจะได้ น่าจะมี น่าจะเป็น  มันไปอาลัยอาวรณ์อยู่ตรงกายอดีต กายอนาคต ใจอดีต ใจอนาคต ตรงนั้น ว่ามีอยู่จริง น่าจะจริงกว่าตรงนี้

เนี่ย มันไปคาแล้วก็ไปข้องอยู่ตรงนั้นแหละ แล้วก็ไปกินอยู่หลับนอนอยู่กับตรงนั้นน่ะ มันกินอยู่ไม่พอ มันยังไปหลับนอนด้วยกัน จนออกมาแพร่พันธุ์ออกมาเป็นลูกหลานเหลนโหลน เยอะแยะยั้วเยี้ย

เห็นมั้ยว่ามันเกิดตายในขันธ์น่ะ ...การเกิดตายในขันธ์ไม่มีคำว่าจบสิ้นน่ะ ถ้ายังปล่อยให้จิตคิดไปเรื่อยน่ะ หาไปเรื่อยน่ะ มันก็จะสร้างขันธ์ขึ้นมารองรับตัวเรานี่ตลอดเวลา

แล้วดูดีขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ ใกล้นิพพานเรื่อยๆ เรื่อยๆ ...นี่ ถ้าคิดในแง่ธรรมอ่ะนะ เขาเรียกว่านิพพานแบบฝันเฟื่องและเลื่อนลอย 

ก็บอกว่านิพพานที่แท้จริงอยู่ในศีลสมาธิปัญญา คืออยู่ตรงนี้ ...ถ้าจะเข้านิพพาน อยู่ตรงนี้เถอะ สุดท้ายปลายทางคือนิพพาน...กายใจนี่ ดูให้แจ้ง ดูให้จริง รู้ให้แจ้ง รู้ให้จริง ในสองธาตุนี้

ธาตุกายกับธาตุใจ มีอยู่สองธาตุที่จะต้องมาทำความแจ้ง นอกนั้นไม่ต้องแจ้ง ทิ้งและวางอย่างเดียว ทิ้งและวางขันธ์โดยไม่ต้องมีข้อแม้และเงื่อนไขเลย

ตายเป็นตาย ให้มันตายไปพร้อมกับ “เรา” ...นั่นแหละ “เรา” ตาย..ขันธ์ตาย  เราแตกขันธ์แตก เราสลาย..ขันธ์สลาย ...นั่นแหละสอุปาทานิพพาน ขันธ์แตกขันธ์ตาย...ก่อนกายใจ

แล้วพอกายใจแตก..คือกายแตก ใจไม่แตกหรอก ปึ้บ นิพพานโดยสมบูรณ์ ดับธาตุขันธ์ ดับพร้อมกันทั้งธาตุและขันธ์ เรียกว่าดับขันธ์โดยสิ้นเชิง ...นี่ มีสองนิพพานนะ นิพพานเป็นกับนิพพานตาย

นิพพานเป็นคือขันธ์ตายก่อน ขันธ์แตกก่อนพร้อมกับเรา กายใจยังไม่แตก หรืออาจจะไปแตกพร้อมกันปึ้บ พอดี ปัง ก็ได้ เรียกว่าดับขันธ์พร้อมกันเลย

แต่ส่วนมากท่านจะดับขันธ์ได้ก่อนพร้อมกับ "เรา" ตายก่อน แล้วที่เหลืออยู่นี่ เหลือแต่กายใจเปล่าๆ ...นี่เรียกว่านิพพานแล้ว นิพพานเป็น รอวันนิพพานโดยสมบูรณ์

ท่านก็อาศัยช่วงเวลาตรงนี้ ที่มาโฆษณาชวนเชื่อ...ว่าของเขาดีจริงนะ คือศีลสมาธิปัญญาเขาดีจริงนะ ที่มาถึงจุดนี้ได้เพราะศีลสมาธิปัญญาถ่ายเดียวนะ ไม่มีอย่างอื่นเจือปนเลยนะธรรมน่ะ

ไม่มากเรื่องไม่หลายความด้วย เหลือแค่เวลาเดียวขณะเดียวคือปัจจุบัน หมดเรื่องราวไปเยอะเลยแค่ปัจจุบันนี่ หมดสิ่งที่ต้องไปค้นหาข้างหน้าข้างหลังอีกเยอะเลย

ถ้าค้นอยู่ตรงในปัจจุบัน ไม่มีเผื่อเหลือเผื่อขาดน่ะ มีอยู่แค่นี้ ดูให้ถ้วนทั่วในปัจจุบันกายนี่...ตรงนั้น ตรงนี้ บน ล่าง


(ต่อแทร็ก 17/9)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น