พระอาจารย์
17/3 (571201C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 ธันวาคม 2557
พระอาจารย์ – เนี่ย คือหลักการปฏิบัติ ...ที่ชอบมาถามกันนักว่า ทำไมปฏิบัติแล้วไม่ได้ผล ก็เพราะ..อย่างที่เราบอก
มันไปวนเวียนอยู่ตรงไหนมากกว่ากัน
ถ้าตอบตัวเองได้ว่าวนเวียนอยู่ในกายใจมากกว่าวนเวียนอยู่ในจิต
ผลก็จะเกิดมากขึ้นเท่านั้น ถ้าวนเวียนอยู่กับกายใจปัจจุบันนี่ โดยเฉลี่ย ๔๐
เปอร์เซ็นต์ต่อวัน ...อย่างต่ำโสดาบัน
ถ้าวนเวียนเฉลี่ย ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป...สกิทาคา ถ้าวนเวียนเฉลี่ย ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์...พระอนาคา ถ้าวนเวียนอยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์...จบ พระอรหันต์ ...มหาสติ มหาสมาธิ มหาปัญญา
แต่ถ้าวนเวียนอยู่ในกองกิเลสนี่...เกิดตายในสามโลกธาตุไม่มีวันจบ ...เนี่ย ไปพยากรณ์ตัวเองซะ ว่ามันควรจะอยู่ในภูมิไหน
แต่พวกเราสามารถยกระดับได้นะ..ด้วยการปฏิบัติ
...เมื่อรู้ว่ามีน้อย..ทำให้มาก เมื่อรู้ว่าไม่มี...ก็ทำให้มันมี ...มีอะไร ..ไม่ใช่มีอรรถมีธรรม ไม่ใช่มีความรู้ความเห็นอะไรบ้าๆ บอๆ ...มีศีลสมาธิปัญญาให้มากขึ้น
เมื่อรู้ว่ามีศีลสมาธิปัญญามากขึ้นกว่าเดิมแล้ว
ก็ให้ทำ..ให้มากขึ้นยิ่งกว่าเดิม ...มากขนาดไหน มากจนเต็ม บริบูรณ์ในศีล บริบูรณ์ในสมาธิ
บริบูรณ์ในปัญญา
นั่นแหละเรียกว่าเต็ม
เต็มเมื่อไหร่รู้เอง..ว่านี่คือเต็ม …บกพร่องมันก็รู้ว่ายังบกพร่องอยู่
มันยังมีจุด ช่องว่าง รอยโหว่อยู่ แห่งการทรงสภาพกายสภาพใจปัจจุบันได้
ก็ต้องซีลจุดนั้นให้ได้
มันหลุดไปกับอะไร มันหายไปกับอะไร ก็ต้องอุดรอยรั่วรอยโหว่ของทางไปทางมาของจิต
ทางไปทางมาของกิเลสให้ได้..ด้วยความอดทนตั้งใจ
การละกิเลสไม่ใช่ของง่าย
เพราะมันเป็นของคุ้นเคย เคยชิน ...นั่งก็ใจลอย ยืนก็ใจลอย นี่เคยชิน ...จะต้องไม่ให้มีลอย
จะต้องไม่ให้มีลืมเลยแม้แต่ขณะเดียว
นั่นแหละที่เรียกว่าความตั้งใจถึงจะเต็มร้อย
ใส่ใจตั้งใจในศีลสมาธิปัญญาเต็มร้อย …ถ้ามันทำได้เต็มร้อยขนาดนั้น
ไม่ต้องกังวลเลย มันจะเป็นอัตโนมัติ ศีลสมาธิปัญญาจะเป็นอัตโนมัติ
ต่ำกว่าร้อยลงมา เป็นระบบแมนนวล
จะต้องระวังรักษา จะต้องทำอยู่ตลอด ...ถ้าปล่อยมือวางมือเมื่อไหร่ มันล้มไปเลย
จิตจะออกไปเลยตามอิสรภาพ เหมือนกับมีอิสรภาพในการคิดนึกปรุงแต่งเลย
เหนื่อยเหมือนกัน ...แต่ให้นึกถึงผลที่จะได้เป็นกำลังใจ
ว่าผลที่ได้ เทียบกันไม่ได้เลยนะ เหนื่อยแค่นี้นะ เหนื่อยในการรักษากายใจไว้นะ
เหนื่อย ลำบาก..เหนื่อย ลำบาก
แต่เวลาผลมันได้นี่
ผลที่สุดแห่งการรักษาศีลสมาธิปัญญาไว้คือ ไม่กลับมาเกิดอีกเลย ไม่กลับมามีกายใจนี้เป็นชายเป็นหญิงอีกต่อไปเลย
ผลที่ได้มันเทียบกันไม่ได้กับแค่เหนื่อยเล็กๆ
น้อยๆ ลำบากที่จะไม่มีหาสุขหาทุกข์ นั่งใจลอย นั่งสบายๆ นอนสบายๆ ทำอะไรไปมาสบายๆ
แลกกัน...แลกกับเหนื่อย
เหนื่อยที่จะต้องคอยรักษาเนื้อรักษาตัว รู้เนื้อรู้ไว้ ทรงกายทรงใจทรงรู้ตลอดเวลา ...
เหนื่อย..แต่ผลที่ได้เทียบกันไม่ติดกับการตามกิเลส
จึงมีพระอริยะเกิดขึ้น...เพราะท่านเห็นคุณค่าของศีลสมาธิปัญญามากกว่าคุณค่าของกิเลส
...ถ้าไม่เห็นคุณค่านะ จะไม่เห็นพระอรหันต์ปรากฏในโลกเลย
ท่านทำไปๆ แรกๆ ก็ฝืนทำแหละ
ศรัทธาก็มีเป็นตัวน้อมนำบางส่วน แต่ท่านก็ฝืนทำไป จนมันค่อยๆ บังเกิดผล ทีนี้ท่านเห็นเลยว่า ขันธ์นี้เป็นทุกข์
ขันธ์นี้เป็นโทษ ขันธ์นี้เป็นของเร่าร้อน ขันธ์นี้เป็นของหนัก
กิเลสเป็นตัวพาให้เกิดขันธ์
จิตส่งออกเป็นตัวพาให้ก่อเกิดขันธ์น้อยใหญ่ ไกล-ใกล้ ไม่มีประมาณ ไม่มีสิ้นสุด
ขันธ์ปรากฏพร้อมทุกข์
ด้วยปัญญาญาณท่านสะระตะแล้ว
ละเสียดีกว่า ไม่เอา ไม่มี ไม่เป็นในขันธ์เสียดีกว่า ไม่มีขันธ์ ไม่เกิดขันธ์
ไม่สร้างขันธ์เสียดีกว่า ถ้ามีขันธ์มันต้องมีสุข-ทุกข์ในเรา
ลำพังแค่กายธรรมดา กายปกติกายนี่ก็ทุกข์พอแรงมันแล้ว
ยังมีจิตที่สร้างรูปขันธ์นามขันธ์ ทุกข์ซ้ำซ้อนลงไปอีก ว่านี้เป็นกายเรา
ว่านี้เป็นกายเขา ...นี่ซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก
ท่านก็...ตัดสินใจทิ้งกายทิ้งขันธ์เสียดีกว่ามั้ง
...นี่ ท่านตัดสินใจได้ แล้วก็ทำทุกวิถีทาง...ที่จะให้ทิ้งกาย ทิ้งขันธ์ให้ได้
เนี่ย เราพูดกาย เราพูดขันธ์
นี่คนละตัวกันนะ ...กายไม่ใช่ขันธ์ ขันธ์ไม่ใช่กาย คนละส่วนกันนะ …นั่นน่ะ รู้ตัวไปเรื่อยๆ จะเข้าใจเองน่ะ อันไหนเป็นกาย
อันไหนเป็นขันธ์
ส่วนใดที่เรียกว่าขันธ์ ทั้งห้า
ส่วนใดที่เรียกว่ากายใจ ...มันก็จะเกิดการแยกธาตุแยกขันธ์ออกจากกัน เป็นธาตุ ๔
ขันธ์ ๕ อายตนะ ๖ ...คนละส่วนกันหมดเลย
แต่ด้วยความไม่มีปัญญา
มันจะเหมารวมกันทั้งหมดว่านี่เป็น “เรา” แล้วก็มองเห็นอะไรทุกอย่างก็ว่าเป็นเขา ...มันแยกอะไรไม่ออก
ปนกันหมด
กิเลสหรือจิตปรุงแต่งน่ะ
มันผสมรวมกันหมดเลย ดึงให้มารวมกันหมด จนเป็นบุคคลตัวเราตัวเขาขึ้นมาซะอย่างนั้น
ถ้าเราปล่อยให้มันเป็นไปตามกิเลส
ปล่อยให้มันเป็นไปตามจิตล่องลอยปรุงแต่งไป เราไม่มีทางที่จะสืบค้นหาความเป็นจริง
รู้จักความเป็นจริงที่แท้ได้เลย
เพราะฉะนั้นเบื้องต้นเบื้องแรกเลย
คือต้องทำจิตให้มันหยุดคิดนึกปรุงแต่งให้ได้ ...แล้วมันจะหยุดอยู่กลางๆ
หยุดอยู่ลอยๆ ไม่ได้ มันจะต้องหยุดอยู่บนฐานของกายของศีล
มันถึงจะหยุดอยู่ได้
จะหยุดรู้ๆ ลอยๆ นี่ไม่ได้ เดี๋ยวก็ไป
เอาไม่อยู่ เอากิเลสไม่อยู่ ...แต่ถ้ามันรู้อยู่กับกายเป็นฐาน
รู้อยู่กับศีลเป็นฐาน...นี่อยู่ จิตจะอยู่ได้นาน
เพราะนั้นการอยู่กับกาย รู้กับกาย
แรกๆ มันจะฝืดฝืน ลำบาก อึดอัดหน่อย ให้มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา
ต้องเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว
ไม่มีหรอกที่ว่ารู้กายเบื้องต้นแล้วจะสบาย
เหมือนกับไร้กังวล สบายมากเลย ไม่มีทางทรงได้หรอก ไม่ง่ายหรอก ...ถ้ามันทรงกาย
ทรงรู้กับกายเบื้องต้นได้ง่ายนะ พระอรหันต์นี่เต็มโลกแล้ว
เพราะมันจะมีความอยากนี่ เร่งรัด เร่งร้อนอยู่ข้างใน
จะให้ทะยานออกไปอยู่ตลอด เรื่องนั้นก็ต้องคิด เรื่องนี้ก็ต้องทำ
เรื่องนั้นก็ต้องพิจารณา เรื่องนั้นก็ต้องเข้าไปมีความเห็น
มันคอยทะยานอยู่นั่นน่ะ
อดไม่ได้ด้วยนะ ทะยานแล้วอดไม่ได้ด้วยนะ …เราถึงบอกว่า
ถ้าอยู่ในโลกนี่ มันจะมีเหตุภายนอกมาเร้า มาเร้าให้เกิดความทะยานอยากอยู่ตลอด
แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเสียไม่ได้ไปกับมัน..ให้ต้องคิด
ให้ต้องหา ให้ต้องทำ …แล้วพอหลุดไหลหลงไปกับมันบ่อยๆ
ทีนี้มันไม่ค่อยอยากกลับไปอยู่กับกายใจแล้ว
กลับกลายเป็นว่า...การอยู่กับกายใจเป็นของยากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ
มรรคผลเลยดูเหมือนตีบตันไปซะอย่างงั้น ...นิพพานเลยเป็นของหาได้ยากในบุคคลในสามโลก
ทั้งๆ ที่ว่าทุกคนนี่...เกิดมาพร้อมกายใจคือเส้นทางแห่งมรรค
...เกิดมาพร้อมกับเส้นทางแห่งมรรคเลย แต่ไม่เดินบนเส้นทางนี้
หรือแม้แต่ผู้ปฏิบัติบางคน
ยังไปปฏิบัติเพื่อไปค้นหาเส้นทางแห่งมรรคภายนอกอีกต่างหาก ...ก็ยิ่งผิดพลาดคลาดเคลื่อนกันไปใหญ่
เกิดมาหลุดจากท้องแม่มาปุ๊บนี่
มันได้พร้อมมาแล้วล่ะ...ศีลสมาธิปัญญา กายใจนี่ ไม่ใช่ว่าต้องไปดำดินบินบนค้นหาที่อื่น
แต่เราอยู่กับกายใจ
อยู่กับเส้นทางของมรรคนี่...เหมือนกบเฝ้ากอบัว ไม่รู้ค่าของบัว ...กบตัวนี้ คือเรา
จิตเรา มันกลับกระโดดไปกระโดดมา หาแมลง หาเขียดหาตะปาด หาลูกอ๊อดกิน
แล้วสุดท้ายก็กลับมานั่งอยู่ใต้กอบัว..โดยที่ไม่รู้คุณค่าของบัว
...ปล่อยให้บัวนี้แห้งเหี่ยวเฉาตายไปเมื่อหมดอายุขัยโดยเปล่าประโยชน์
ความโง่มันปิดบัง
วิชาการภายนอกมันปิดบังหมด การอ่านตำรับตำรา
ฟังตำราการปฏิบัติก็ให้รู้แต่วิธีการนู้นวิธีการนี้ที่จะได้มรรคได้ผลเร็วๆ
โดยออกนอกเหนือกายใจทั้งสิ้น
แต่ถ้าเราสำเหนียกลงที่นี้ โยนิโส
โอปนยิโก...แยบคาย น้อมนำลงมาในที่นี้ ...มรรคมีอยู่ตลอดเวลา
แต่หาคนเดินบนมรรคได้น้อยยิ่ง
อย่าปล่อยให้กายนี้มันเน่าเปื่อยผุพังไปโดยเปล่าประโยชน์
...ใช้มัน อาศัยอยู่กับมันแล้วนี่ ให้มันเป็นทางเดินของมรรค
ให้เป็นทางเดินของปัญญา
ให้เกิดปัญญากับมัน อย่างเข้มแข็งอดทน
บากบั่น ไม่ย่อท้อ ไม่ท้อถอย ...มันก็จะย่นระยะเวลาแห่งการเกิดตายไปเอง
ฝึกแล้วฝึกเล่า ทำแล้วทำเล่า
รู้ตัวที่เดิมนี่แหละ ...จิตมันจะเสี้ยมสอนยังไง มันจะเสนอแนะยังไง อย่าไปฟังมัน
อย่าไปเชื่อมัน อย่าไปตามมัน
เอากายใจเป็นใหญ่ เอากายใจเป็นประธาน
เอากายใจเป็นหลักทางเดินทางปฏิบัติ ...กายใครกายมัน ทางปฏิบัติใครทางปฏิบัติมัน
มีจำเพาะตัวอยู่แล้ว
ให้เด็ดเดี่ยวกล้าหาญลงไปในมรรค
อย่าไปอ่อนข้อให้กิเลสความคิดนึกปรุงแต่ง ...ดีร้ายถูกผิด ไม่ต้องไปค้น
ไปวิตกวิจารณ์กับมัน ไม่ต้องไปเอาอะไร
เอากายให้เป็นที่ระลึกรู้ไว้ ...ดูร้อน ดูอ่อน ดูแข็ง ดูเย็นของมันไป
ว่าเป็นเรายังไง มันมีหน้าตาเป็นชายเป็นหญิงยังไง มันเป็นแค่กลุ่มก้อนอาการยังไง
แล้วกลุ่มก้อนอาการมันมีหน้าตาเป็นเรายังไง
มันมีหน้าตา มันมีเพศชายเพศหญิงยังไง
มันสวยมันงามยังไง ...แข็งๆ หนาวๆ มันสวยยังไง หนาวมันมีสวย
มันมีชายมีหญิงได้ยังไง หนาวมันมีเป็นเราได้ยังไง ...ดูมันลงไป
มันก็เป็นแค่กลุ่ม
รวมตัวกันประชุมกันแค่เป็นกลุ่มก้อนอาการหย่อมหนึ่งเท่านั้น ...มันเป็นตัวเรายังไง
มันเป็นชายเป็นหญิง มันมีหน้ามีตาสวยงามตรงไหน
ดูมัน รู้มัน เห็นมัน ...จนกว่ากิเลสมันจะจนมุมน่ะ ยอมรับต่อความเป็นจริงที่มันเห็น...ว่ามันเป็นแค่หย่อมอาการ
หย่อมความรู้สึกหนึ่งเท่านั้นเอง
นั่นแหละกายตามความเป็นจริง
กายที่พระอริยะท่านเห็น กายที่พระพุทธเจ้าท่านเห็น ...ท่านไม่ได้เห็นกายด้วยตาเนื้อ
แต่ท่านเห็นกายด้วยตาปัญญา
ซึ่งเป็นกายจริงๆ ไม่ใช่กายหลอกๆ ลวงๆ
จากกิเลสที่มันเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาใหม่ ...แล้วก็ไปหลงงมงาย โง่งมงายอยู่กับสิ่งที่มันปั้นแต่งขึ้นมาใหม่
ไปจริงจัง ว่าเป็นจริงเป็นจัง
เอาเป็นเอาตายกับสิ่งที่มันสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ ...ทั้งๆ ที่ว่ามันไม่จริง
เพราะนั้นถ้าปฏิบัติจริงนี่
กิเลสมันอยู่ไม่ได้ ...ไอ้ความเห็นผิดต่างๆ
นานา มันจะอยู่ในกายใจนี้ไม่ได้หรอก กายใจมันก็จะสว่าง กระจ่าง ชัดเจน
ในความไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล
ไม่ใช่ใครของใคร ...เป็นเพียงธาตุหนึ่งธรรมหนึ่งเท่านั้นเอง
เป็นแค่กองธาตุกองธรรมหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ใช่สัตว์บุคคลใดแต่ประการใดเลย
ดูมันเข้าไป เห็นมันเข้าไป
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่ามันจะอิ่มเต็มในความรู้ความเห็นนี้
เพียงพอต่อการที่จะไปลบล้างกิเลสความเห็นผิดมิจฉาทิฏฐินี้ลงไป
อย่าไปเสียเวลากับอะไรที่มันไม่มีสาระแก่มรรคผลโดยตรง
...เพราะว่า การตั้งปณิธานสัจจะเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น
มันก็ต้องปฏิบัติอย่างยอมตายถวายชีวิตต่อศีลสมาธิปัญญานั่นน่ะ
ความมุ่งมั่นในระดับนั้นเท่านั้น
จึงจะลืมตาอ้าปากจากการเกิดตายได้ …อย่ามัวแต่ลังเลในข้อวัตรปฏิบัติภายนอก
ให้แน่วแน่อยู่กับการปฏิบัติภายในนี้ ไม่มีเวล่ำเวลา ไม่มีกลางคืนกลางวัน
ไม่มีว่างเว้น ไม่มีหยุดหย่อน
จนมันเต็มเปี่ยมด้วยสติระลึกรู้
เต็มเปี่ยมด้วยกองกายกองธาตุอยู่หน้าใจที่มันตื่นรู้ตื่นเห็นกับกายนี้ตลอดเวลา
ไม่หลับไม่ไหล ไม่หลง ไม่ลืม ไม่หาย
ทุกอย่างก็จะกระจ่าง ...ความเป็นธรรมตามธรรมที่แท้จริงก็จะกระจ่าง
จนเข้าใจความหมาย เข้าใจสภาพธรรมว่าเป็น..สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ..อย่างไร
ว่ามันไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล
ไม่ใช่ตัวตนอย่างไร หาตัวตนไม่ได้อย่างไร ไม่มีตัวตนที่แท้จริงอย่างไร
นั่นแหละมันจึงจะยุติ
สิ้นสุดปัญหาน้อยใหญ่ที่เนื่องด้วยความคิดความเห็นของเรา มันก็คลี่คลายลงไปได้หมด ไม่มีเงื่อน ไม่มีปมให้จิตไปคาไปข้องกับที่ใดที่หนึ่งเลย
...ลุล่วงโดยตลอด
นี่แหละ ประมาณนี้ ...จะถามมั้ย
มีอะไรสงสัยอีกมั้ย
โยม – ท่านคะ เวลาที่หนูทำงานรีบๆ น่ะค่ะ ทำงานเยอะๆ
รีบพิมพ์เอกสาร รีบทำงานเอกสาร ก็จะไม่ได้ภาวนาเลยค่ะ
พระอาจารย์ – นั่นแหละ กิเลสมันล้ำหน้า ...อย่าไปรีบ ชะลอไว้ จิตน่ะมันไปเร็วกว่ากาย กายน่ะมันตามจิตไม่ทัน
อย่าไปรีบ จิตน่ะมันรีบ
จิตมันไปล้ำหน้าเกิน ...ชะลอ ดึงไว้ ให้มันพรักพร้อมอยู่กับ...มือกำลังหยิบ
มือกำลังยก กำลังจับอะไร ...ดึงกลับมาอยู่ที่มือไว้
อย่าให้ถ่ายน้ำหนักลงไปที่จิตที่มุ่งออกไปท่าเดียว
มันก็ไม่ทันกาย มันเกินกายออกไป นั่นน่ะ มันจะเกิดความผิดพลาดพลั้งเผลอได้ง่าย
ดึงเอาไว้ ให้มันทันอยู่กับมือกำลังหยิบ
กำลังพลิก กำลังเคลื่อน กำลังขยับ ชะลอไว้ ชะลอจิต ...เนี่ย มันเป็นความเคยชิน
อย่างแปรงฟันอย่างนี้ แปรงฟัน..มันไม่อยู่กับแปรงฟัน
จิตมันไปอยู่ที่ทำงานนู่น ที่บ้านนู่น
ที่คนนั้นคนนี้เขาว่าให้เรา คนนั้นคนนี้เขาพูดอย่างนี้...มือก็แปรงฟันไป ...มันไม่อยู่ด้วยกัน
เหล่านี้มันต้องฝึกทั้งนั้นน่ะ
มันต้องใส่ใจว่ากายใจมันพรักพร้อมกันมั้ย นี่ เขาเรียกว่าไม่มีสติ จิตมัน...ร้อยเปอร์เซ็นต์มันไปอยู่ตรงนู้น อาการกายมันทำอะไรอยู่...มันไม่ได้ใส่ใจอยู่ตรงนี้เลย
ถ้าไม่คิดก็ใจลอย ถูๆ มันไป
ซังกะตายถูไปอย่างนั้น มันไม่รู้เนื้อรู้ตัว เนี่ย เวลากินเวลาดื่มนี่ ต้องรู้สึกถึงการกลืน
การขย้อนลงคอ ...มันกิน
กินน้ำก็สักแต่ว่ากินไป ไม่รู้เนื้อรู้ตัวหรอก
ถ้ามีสติ...มันจะรู้ตั้งแต่การกลืน
เห็นความรู้สึกของหลอดลมหลอดอาหาร มันไหล รู้สึกลงมาตลอด ...ถ้ามันตามกาย
รู้กายอยู่ตลอด มันจะเห็นไม่คลาดเคลื่อนเลย ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้น
แล้วมันก็จะละเอียดในความรู้สึกโดยรวมโดยย่อยมากขึ้น
สว่างกระจ่าง ใสไปหมด เส้นเลือดสูบฉีดยังไง ตรงไหนแรงยังไง หัวใจเต้น
กระเพื่อมกระเทือน
เสียงหัวใจดังสนั่นลั่นโลกสามโลกธาตุเลย นี่
เคยเห็นเสียงหัวใจตัวเองมั้ย ดังขนาดกลบเสียงสามโลกธาตุเลย
ถ้ามันรู้กับกายจริงๆ นะ
มันจะชัดจนเรียกว่า เหมือนตานี่เห็นสว่าง ...แล้วยิ่งหาความเป็นเราอะไรตรงนั้นไม่ได้เลย มันเป็นอะไรอย่างหนึ่ง...ที่ไม่มีความหมายในตัวมันเลย
อย่าอยู่กับกายนี้...เหมือนกบเฝ้ากอบัว
ไม่เห็นคุณค่า ไม่ใส่ใจ ...มันตายเปล่า
(ต่อแทร็ก 17/4)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น