พระอาจารย์
17/6 (571212A)
12 ธันวาคม 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 17/6 ช่วง 1
มันงมงายอยู่ในสิ่งที่ไม่มี...ก็จะไปให้มันมี สิ่งที่มันไม่เป็น...ก็พยายามจะให้มันเป็น ให้มันดำรงอยู่ …ความไม่รู้ มันจึงเป็นเหตุ เป็นสาเหตุให้เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์แก่เราตลอดเวลา
เพราะฉะนั้นก็ต้องภาวนาจนกว่ามันจะเกิดปัญญา
แล้วก็จะค่อยๆ สละละวางสิ่งต่างๆ ลงไป ...จนเกิดความว่างเบา
ไม่เป็นภาระไม่เป็นธุระกับสิ่งใดๆ
มาอยู่กับกาย มาอยู่ในโลก
ก็อยู่เพียงแค่ในฐานะเป็นผู้อาศัย ไม่ใช่ผู้เป็นเจ้าของสิ่งใดๆ บุคคลใดๆ
เป็นเพียงแค่มาอาศัยอยู่ชั่วคราวตามวาระแห่งกรรมเท่านั้นเอง ...พอมันหมดวาระแห่งกายที่ต้องอาศัยแอบอิงอยู่ในโลก มันก็หมด...หมดวาระ หมดภาระลงไป
แต่นี่มันไม่เห็นอย่างนั้น
มันเข้าใจว่ามันเป็นเจ้าโลก มันเป็นเจ้าของโลก มันเป็นเจ้าของกาย
มันเป็นเจ้าของทุกสิ่งที่มาสัมผัสกับกายนี่ ...มันจึงเกิดความครอบครอง หวงแหน
เวลาที่จะต้องตายจากกัน
พลัดพรากจากกันไป...ตามกาลสมัยอันควรแก่เหตุ อันควรแก่ปัจจัย ...มันก็ไม่สามารถยินยอมพร้อมใจในการปล่อย
เขาบังคับให้ปล่อย มันก็ไม่ยอมปล่อย ...มันถูกบังคับโดยธรรมชาติให้ต้องปล่อย
แต่ก็จิตที่มันดื้อรั้นโง่เขลา ไม่ยอมรับความเป็นจริงของกฎของโลกของธรรมชาติ..ของไตรลักษณ์
มันก็เกิดความต่อต้าน...เป็นทุกข์แก่เรา
เป็นความทุรนทุราย อึดอัดคับข้อง เสียใจ เศร้าโศก ปริเทวนา คับแค้น ต่างๆ นานา เหล่านี้ ...เป็นทุกข์ตลอดเวลา
ตราบใดที่ยังไม่ภาวนาจนเกิดความรู้ความเห็น..อันแจ้ง
อันชอบ อันควร ...มันก็ไม่สามารถจะปล่อยวางอะไรได้ ...ทั้งๆ
ที่ว่าเขาบังคับให้ต้องปล่อยวางอยู่แล้วในทุกสิ่ง
เพราะเขาไม่ได้ดำรง เขาไม่ได้ปรากฏ
เขาไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อใคร แก่ใคร ...ไม่ว่ากายนี้ ไม่ว่ากายคนอื่น
ไม่ว่าวัตถุไหนก็ตาม ...มันก็คือการรวมตัว ประกอบรวมตัวกัน
ประชุมรวมตัวกันแค่ชั่วคราว
ไม่ได้ประชุมมาให้ใคร ไม่ได้รวมตัวมาให้เป็นสมบัติแก่ใคร ...เป็นธรรมที่มาประกอบรวมกันตามเหตุปัจจัย แล้วก็หมดวาระแห่งการรวมตัวกัน...มันก็เสื่อมไป สลายไป
เขาก็แสดงให้เห็นมาเป็นระยะๆ
ตั้งแต่เริ่มเสื่อม เริ่มสลาย เริ่มคลายจากความเกาะเกี่ยวกัน ...แล้วมันก็ค่อยๆ
แสดงความหมดสภาพ ให้เรียน ให้เข้าใจอยู่ตลอดเวลา
แต่ไม่เคยเรียน ไม่เคยรู้
ไม่เคยสังเกต ไม่เคยแยบคาย ในธรรมที่เขากำลังแสดงตัวจริงตัวแท้ให้เห็น ...ก็ไปหมาย ก็ไปมุ่งเอาแต่ความเที่ยง ความมี ความเป็น...ในความคิดความเห็นของตัวเองอยู่ตลอดเวลา
เพราะอย่างนั้น มันก็เลยปิดบังความจริงที่เขากำลังแสดงหมด เนี่ย กฎเกณฑ์ธรรมชาตินั่นเอง คือกฎธรรมดา กฎธรรมชาติ กฎปกติ คือกฎของไตรลักษณ์ ...มันไม่เห็น
เกิดมาก็โง่ ใช้ชีวิตอยู่...ก็ใช้ชีวิตอยู่กับความโง่ แล้วก็ตายไปพร้อมกับความโง่ แล้วก็เกิดมาโง่อีก...ทับซ้อนกันอย่างนี้ต่อไป ...นี่คือผู้ที่มืดบอด
แล้วก็บอกว่า ไม่เห็นเป็นไรเลย ...นี่
บางคนก็บอกว่าจะภาวนาทำไม ก็อยู่ได้นี่ ผมไม่เห็นจะรู้สึกว่ามันเป็นทุกข์ยังไง
หนูไม่เห็นรู้สึกว่าจะเป็นทุกข์อะไร อะไรก็รับได้หมดแหละ ไม่เห็นเป็นไรเลย ก็งั้นๆ
น่ะ
แล้วก็ไม่เห็นความสำคัญ...ว่า เอ๊ะ
ไม่เห็นต้องภาวนา ใครๆ เขาก็เป็นกัน ก็ไม่เห็นเป็นไร มีความทุกข์อย่างนี้เกิดขึ้น
ก็ไปหาอย่างนั้นทำอย่างนี้ทำ แล้วมันก็มีความสุขเกิดขึ้นมาใหม่แล้ว
ไม่เห็นจะต้องมาเคี่ยวเข็ญเคี่ยวกรำอะไรเลย มาอดตาหลับขับตานอน มาฝืนจิตฝืนใจ มาฝืนความอยาก มาฝืนทำความรู้ตัว
มาฝืนทำความสงบอยู่ทำไม
มันก็หาอะไรทำที่มันสุขสบาย
ก็หายทุกข์ไปแล้ว เดี๋ยวทุกข์ใหม่ก็แก้ใหม่ ทำไป หาดูหนังดูละคร เล่น พูดคุยไป
เดี๋ยวมันก็คลายออกแล้ว …นี่ พูดแบบคนโง่ๆ
สมัยหนึ่ง...มีเทวดาเคยเกิดเป็นหนอนอยู่ในหลุมขี้
แล้วก็เกิดเอะใจได้ว่า...เอ๊ นี่มันหลุมขี้ มานอนจมขี้อะไรอย่างนี้ เกิดตายกี่ครั้งๆ
ก็เกิดอยู่ในหลุมขี้อย่างนี้ …ก็เอะใจขึ้นมา
ก็พยายามพัฒนาตัวเอง ยกระดับ
จิตก็อยู่ในศีล อยู่ในสมาธิ อยู่ในปัจจุบัน มันก็พัฒนาตัวจิตขึ้นไปเรื่อยๆ
มีศีลมีสมาธิมีปัญญาขึ้น จิตมันก็พากายให้มันละเอียดขึ้น
ในภพภูมิของสัตว์ละเอียดขึ้น
แล้วก็ด้วยอำนาจของบุญแห่งศีลสมาธิปัญญา
มันก็ทำกายให้สูงขึ้น...เป็นสัตว์ชั้นสูงขึ้น สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนได้เป็นถึงเป็นเทวดาเป็นพรหม
แล้วก็มองย้อนกลับมาในอดีตที่ท่านเคยเกิดเป็นหนอน
...ก็มองไปเห็นเพื่อนที่เคยเป็นหนอนด้วยกันตั้งแต่ครั้งที่ท่านยังเป็นหนอนอยู่
ไม่รู้กี่แสนกี่ล้านปีแล้ว ก็ยังเป็นหนอนอยู่อย่างนั้นน่ะ กินขี้อยู่เหมือนเดิม
ด้วยความที่ท่านมีเมตตา ก็ส่งจิตส่งกระแสลงมาพูดคุยบอกกล่าวทางจิตกับเพื่อนหนอน
อดีตเพื่อนหนอนด้วยกัน ฝูงเดียวกัน ...แต่หลุมขี้อาจจะไม่หลุมขี้อันเดิมนะ
ก็ว่า...เออ เธอยังเป็นหนอนกันอยู่อีกหรือ
ฉันนี่เป็นระดับอย่างนี้แล้ว เพราะอย่างนี้ๆ ...ไอ้ที่พวกเธอกินนอนอยู่นี่
มันกองขี้น่ะ มันไม่ได้ไปไหนหรอกนะ
ให้พัฒนาขึ้นมาเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ที่สูงกว่า
เป็นพรหมเป็นเทวดา ยังมีความสุขสบายกว่านี้ มีโอกาสที่ได้พัฒนาศีลสมาธิปัญญาไปจนถึงที่สุดแห่งการไม่กลับมาเกิดอีก
ไอ้เพื่อนหนอน
อดีตหนอนเพื่อนมันก็เถียงคอเป็นเอ็นขึ้นมาในจิตว่า...จะไปพัฒนาทำไม หันซ้ายก็เจอขี้
หันขวาก็เจอขี้ อ้าปากอยู่เฉยๆ ขี้ก็ตกมาถึงปาก...สุขจะตาย ไม่เห็นมีทุกข์เลย
จะต้องไปยกระดับอะไร ไปหาศีลสมาธิปัญญาทำไม ...ยินดีพอใจในการเป็นหนอนขี้อยู่อย่างนั้น
ว่าไม่ต้องทำอะไร นอนอยู่เฉยๆ ขี้ก็มาให้กินตลอด
ก็เลยตัดสินใจจะเป็นหนอนขี้อยู่อย่างนั้นตลอดไป
ด้วยจิตเจตนาอันแน่วแน่ในการเกิดตายตรงนั้น..อิ่มดี
เนี่ย พวกเราเกิดมาเป็นคนเป็นมนุษย์นี่ ...อย่าทำตัวเป็นหนอนขี้ ...ไม่เห็นคุณค่าของการภาวนา ก็เหมือนกับเป็นหนอนอยู่ในกองขี้
การมีกายมีขันธ์ การเกิดมาอยู่ในโลก ท่านบอกว่ามันเป็นทุกข์
...แต่ตัวมันเองจะไม่เห็นหรอกว่ามันเป็นทุกข์อย่างไร
มันก็หาว่าเป็นความสุขทั้งนั้น ทุกข์เป็นเรื่องเล็กน้อย...โอ้ย ธรรมดา
ขนาดพระพุทธเจ้า ขนาดพระอรหันต์ พระอริยะทั้งหลายทั้งปวง
ท่านก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า การเกิดมาเป็นทุกข์ ขันธ์นี้เป็นทุกข์
กายนี้เป็นทุกข์ การหมุนเวียนในการเกิดตายเป็นทุกข์ โลกนี้เป็นทุกข์
ก็ไม่เชื่อ ...ยินดีพอใจในการมีชีวิตอยู่อย่างนี้ ทั้งในอดีต ทั้งในปัจจุบัน แล้วก็ทั้งจะต่อไปในอนาคต
บางครั้งบางคราไปถามคนนั้นคนนี้ว่าตัวเองในอดีตเป็นอะไร ...ก็ยังพออกพอใจ ภูมิอกภูมิใจในอดีตที่กูเคยเกิดมาเป็นคนนั้น กูเคยเกิดมาเป็นอย่างนี้
ไม่รู้เกิดจริงรึเปล่า ...แต่มันเชื่อ ขนาดเขาว่าเกิดเป็นนั่น ก็ยังดีใจอยู่เลย ...พอใจในการเกิดครั้งนั้นๆ
แล้วก็ว่าถ้าอย่างนี้ต่อไป
ข้างหน้าจะเป็นอย่างนี้อย่างนั้น ...ก็ยังไปดีใจว่าตัวจะได้เป็นอย่างนั้น
ตัวจะมีชื่อเสียง ร่ำรวยยศถาบรรดาศักดิ์ หน้าตา วรรณะ ...เนี่ย หลงกัน
หลอกล่อกันอยู่ในโลกไป
มันไม่ได้มองเลยว่า..การเกิดแต่ละครั้งเป็นทุกข์ยังไง
การดำรงอยู่ในสภาวะแต่ละชาติแต่ละภพมันเป็นทุกข์อย่างไร ...มันมองแต่ว่าในแง่ที่ว่ามันมีความสุขถ่ายเดียว
ตั้งแต่เกิดมา...จมขี้จมเยี่ยว
นอนกับกองขี้กองเยี่ยวมาตลอดตั้งแต่เป็นทารก...ทุกคนน่ะ
มันลืมไปแล้ว ...แล้วก็มาทุกข์ ในการเรียน ในการเขียน ในการอ่านอีก เนี่ย
ถูกบีบบังคับให้เรียน ให้เขียน ให้อ่าน
แล้วก็ต้องมาดิ้นรนขวนขวาย แข่งขันหาเงินทอง...เพื่อให้ได้มี
ให้ได้นั่น ให้ได้นี่ ....แข่งกับคนอื่นเขาอีก เพื่อให้มีความสุขยิ่งกว่าคนอื่น
ให้สุขเท่าคนอื่น...ตลอดเวลา
ร่างกายก็เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ตลอดเวลา ...ไม่ได้เจ็บด้วยโรคภัยไข้เจ็บ
มันก็เจ็บโดยสภาพ เมื่อย ปวด เร่าร้อน หนาว หิว กระหาย ... มันทุกข์ทั้งนั้นแหละ มันไม่เห็น
อย่าปล่อยให้เวลามันผ่านไปโดยเสียเปล่า สูญเปล่าในการภาวนา ...ให้หมั่น
ให้เห็นคุณค่าความสำคัญของการภาวนา ...ซึ่งจะเป็นต้นทาง
หรือว่าธรรมแรก การประกอบเหตุแรก ประกอบธรรมแรก...ที่จะเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นต่อไปในภายภาคหน้า
หลุดพ้นจากการเกิดตายในกองขันธ์ หลุดพ้นจากการเกิดตายในกายใจปัจจุบันต่อไป
แล้วมันก็ค่อยๆ สะสมภูมิสติสมาธิปัญญา ให้ควรค่าแก่การรู้เห็นตามความเป็นจริงขึ้นมาเอง ...นี่ มันก็เป็นไปตามลำดับลำดา พร้อมกับความถ่ายถอน ปล่อยวาง
มันก็ทำให้เกิดความว่าง ความเบา ความไม่ถือครอง
ความไม่เข้าไปเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ...ในสิ่งละอันพันละน้อย เล็กๆ น้อยๆ จนถึงใหญ่โตต่อไป
จนถึงละ จนถึงวาง...ในสิ่งที่ละมันได้ยาก ...ซึ่งบุคคลโดยทั่วไป ปุถุชนคนทั่วไปนี่ ไม่สามารถละวางได้ ...แต่ก็กลับละวางได้
ด้วยความง่ายดาย
(ต่อแทร็ก 17/7)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น