พระอาจารย์
17/17 (571218B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
18 ธันวาคม 2557
พระอาจารย์ – เมื่อประกอบเหตุแห่งสติสัมปชัญญะ สมาธิ...อย่างต่อเนื่อง มั่นคง ...มันจึงเหลืออยู่แค่สองอย่าง สองลักษณะอาการที่มีอยู่จริง...คือกายและใจผู้รู้ผู้เห็น
กายที่ปรากฏท่ามกลางผู้รู้ผู้เห็น ...ไม่ใช่ท่ามกลางขันธ์ ไม่ใช่ท่ามกลางความปรุงแต่งในจิต ของจิต ของอวิชชา ...กายนั้นน่ะ
ท่านเรียกว่ากายตามความเป็นจริง
มันก็เกิดการรู้เห็นกายตามความเป็นจริง...ท่ามกลางสติสัมปชัญญะ สมาธิ และศีล
กายนั้นปรากฏอย่างชัดเจนในความเป็นก้อนธาตุ
ก้อนธรรม ก้อนธรรมดา ...ไม่มีอะไรเจือปน ทั้งเรา ทั้งเขา ทั้งชื่อ ทั้งนาม
ทั้งความหมาย ทั้งสุขและทุกข์ของเรา
นั่นน่ะที่เรียกว่า
ศีลเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ แล้วศีล-สมาธิจึงเป็นเหตุให้เกิดปัญญา ...และในขณะที่มันอยู่ด้วยศีลสมาธิปัญญานี่
มันก็เกิดอาการสำเหนียก ที่ท่านเรียกว่าสิกขา
หรือศึกษา...คือไตรสิกขานั่นน่ะ
มันเกิดความสำเหนียกรู้ในความเป็นจริงของกาย
อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ...มันจึงค่อยๆ
บังเกิดความเข้าใจและยอมรับในความเป็นจริงของกายที่ไม่ใช่เป็นกายเรา
แต่ในระหว่างที่มันดำรงอยู่ด้วยศีลสมาธิปัญญา..ในระดับผู้ปฏิบัติเบื้องต้นนี่
...มันไม่สามารถดำรงด้วยความบริสุทธิ์แห่งศีลสมาธิปัญญาได้ด้วยความเป็นกลางตลอดเวลา
หมายความว่าในขณะที่อยู่โดยศีลสมาธิปัญญานั้น ก็ยังมีจิตปรุงแต่งในขันธ์เกิดขึ้นอยู่เสมอ...คู่กันไปกับศีลสมาธิปัญญาคือกายใจปัจจุบัน
ตรงนี้แหละ ปัญญามันก็จะเกิดการเรียนรู้และสำเหนียก
สิกขา ศึกษา...ทั้งความเป็นจริงในส่วนที่เรียกว่ากาย-ใจ
และทั้งความเป็นจริงในส่วนที่เรียกว่าขันธ์ทั้งห้า...พร้อมๆ กัน
และการศึกษาสำเหนียกนี้ ไม่ใช่หยิบยกมาคิดพิจารณา ...แต่ด้วยการหยั่งรู้และเห็นทั้งสองส่วน...กายส่วนกาย
ขันธ์ส่วนขันธ์
ในระหว่างที่มันดำเนินอยู่บนเส้นทางแห่งมรรคนี่
มันยังไม่เกิดปัญญาโดยสมบูรณ์
ยังไม่ได้เกิดสมาธิโดยสมบูรณ์ เนี่ย...มันก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไป หรือแอบไป
หรือตั้งใจเข้าไปมีเป็นในขันธ์
และเมื่อใดที่มันฉุกคิดขึ้น
หวนคืนลงสู่ที่ฐานกายใจ ...มันจะเห็นเลยว่า เมื่อนั้น...ไม่มีทุกข์แห่งเรา
แต่เมื่อใดที่มันหลงเข้าไปเพลินในขันธ์
จริงจังในขันธ์ ปรุงแต่งต่อเนื่องในขันธ์ ต่อเติมแต่งเติมในขันธ์ ...มันจะรู้สึกว่า
มันจะบังเกิดความสุขความทุกข์แก่เราแห่งเราเกิดขึ้น
เพราะนั้น
ในระหว่างที่มันเดินอยู่บนเส้นทางของมรรค ...มันจะเรียนรู้ความเป็นจริงของสองลักษณะ คือลักษณะของขันธ์ และลักษณะของศีลคือกายกับใจ
จนมันเห็นว่า เมื่อใดที่อยู่จำเพาะกาย
จำเพาะใจจริงๆ ...ทุกข์แห่งเราแห่งเขาไม่มี..แทบไม่มี ความรู้สึกแห่งเราของเราแทบไม่มี
แต่เมื่อใดที่มันเข้าไปถือครองขันธ์ ไปมีไปเป็นในขันธ์ ไปวุ่นวี่วุ่นวายในขันธ์ หมุนวนในขันธ์ ...เมื่อนั้นมันจะรู้สึกความทุกข์ความสุขแห่งเราปรากฏ...ในหลายๆ ลักษณะแห่งทุกข์และสุข
เมื่อมันเห็นอยู่อย่างนี้
มันก็เกิดคัดกรอง ตัดสินใจด้วยตัวของมันเองเป็นปัจจัตตัง...ที่จะเลือกทางฝั่งกายใจนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ...คือออกจากขันธ์ ออกจากความมีเป็นในขันธ์
ออกจากความเข้าไปแสวงหาอะไรๆ ในขันธ์
เพราะมันเริ่มเห็นว่า
เนี่ย คือสาเหตุ คือการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ของเรา หรือภาษาอริยสัจท่านเรียกว่า
ทุกขสมุทัย ...มันจึงบังเกิดความละ ความปล่อย
ความวาง..ในขันธ์
เพราะขันธ์ทั้งห้านี้ ที่มันปรากฏนี่ เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์...เป็นตัวทุกข์ของเรา
...มันก็เริ่มวาง กล้าวาง กล้าปล่อย ไม่เข้าไปหาคุณค่าสาระ
หาผลประโยชน์ในความมีความเป็นขึ้นแห่งขันธ์
นี่เรียกว่าปล่อยวางขันธ์
มันก็เกิดการปล่อยวางขันธ์ ...เมื่อมันปล่อยวางขันธ์
มันก็เหลือแต่กายใจจำเพาะขึ้นมา
ปัจจัตตังหรือปัญญาญาณนี่
มันก็จะเกิดความเข้าใจภายในขึ้นอีกว่า...เมื่อใดที่ปล่อยวางขันธ์แล้ว
เหลือแต่กายใจนี่ จึงเห็นว่า...แท้ที่จริงแล้วนี่
ขันธ์ห้าไม่มี
ตามความเป็นจริงแล้วนี่
มันไม่มีขันธ์ห้า ... ตามความเป็นจริงน่ะ
ขันธ์ห้าเป็นของว่างเปล่า ...แต่ที่มันมี ที่มันเป็นขึ้นมา
เพราะอำนาจความปรุงแต่งของอวิชชา
แล้วที่มันอยู่ยั้งยืนยง ยืนยาว
ยืดยาวคราวไกลไปเบื้องหน้าเบื้องหลังออกไป ก็เพราะความไม่รู้...แล้วเข้าไปมีเจตนาร่วมในขันธ์ ...มันจึงดูเหมือนมีอยู่จริง...จริงถึงขนาดที่เรียกว่ายึดมั่นถือมั่น
และไอ้ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์นี่ มันมีมาเป็นอเนกชาติแล้ว
ไม่ใช่มันเพิ่งจะเริ่มมามีตอนนี้ ...เพราะนั้นมันจึงเกิดความคุ้นเคย
เคยชิน เป็นอนุสัยสันดาน ...ไม่ได้เกิดภูมิปัญญาใดๆ
ขึ้นมาเลยว่ามันจริงหรือไม่จริงกันแน่
ตราบเท่าที่ผู้นั้นได้มาอยู่ในเส้นทางของมรรค
จึงจะแลเห็นความจริงนี้...ทีละเล็กน้อย ว่าขันธ์ห้าไม่จริงอย่างไร
ขันธ์ห้าไม่มีจริงอย่างไร ขันธ์ห้าไม่ใช่ตัวเราของเราอย่างไร
เมื่อมันวางขันธ์ห้าบ่อยๆ ไปเรื่อยๆ ...มันก็จะรู้สึกได้อีก
ถึงความเป็นเราที่น้อยลงไป ...มันจึงเข้าใจได้ด้วยตัวของมันเอง ว่าขันธ์ห้ากับ
“เรา” น่ะเป็นตัวเดียวกัน
เรียกว่า “เรา”
กับขันธ์ห้าเป็นตัวเดียวกัน เหมือนหน้ามือกับหลังมือน่ะ ...นี่มันเห็น
มันเข้าใจเป็นปัจจัตตัง ...อันนี้ไม่ได้เพราะอ่านตำรา ไม่ได้อาศัยโดยตำราเลยนะ
เมื่อไม่ได้มีขันธ์ห้าขึ้นมา
มันก็ไม่ได้มีความรู้สึกว่าเป็นเราขึ้นมา ...เมื่อขันธ์ห้ามันไม่หนักแน่น
มันไม่มั่นคง มันไม่เสถียร...ความรู้สึกที่เป็น “เรา” มันก็ไม่หนักแน่น
มันก็ไม่มั่นคง มันก็ไม่ค่อยเสถียร
เมื่อมันเห็นว่า..ความรู้สึก
ความปรุงแต่งในขันธ์ห้า มันเจือจาง มันเบาบาง ...มันก็จะเห็นว่า..ความรู้สึกแห่ง “เรา”
ก็เจือจางเบาบางเหมือนกัน
นี่มันเห็นได้ด้วยตัวเองว่าอย่างนี้...โดยปัญญาญาณมันเห็น ...เมื่อมันเห็นอย่างนี้
มันเป็นประโยชน์แก่ศีลสมาธิปัญญา ...มันก็กล้าทิ้ง กล้าวาง กล้าขจัดออกในขันธ์
เรียกว่ากล้าขัดเกลาออก กล้าสลัดทิ้ง กล้าที่จะไม่เอา ไม่มี ไม่สร้างเหตุแห่งขันธ์ห้าขึ้นมาได้เลย ...นี่ อย่างนี้ ละเอียด ลึกซึ้งๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ
นั่นแหละ ปัญญาที่เรียกว่าเฉียบคมขึ้น มันก็เกิดความขัดเกลาขันธ์ห้า ในอดีต
ในอนาคต และในปัจจุบัน ที่มันยังมาแอบอิงชิดแนบอยู่กับกายปัจจุบันอยู่ ...เรียกว่าขัดเกลา
ยิ่งขัดเกลาเท่าไหร่ ...ความปนเปื้อน
ความครอบงำของขันธ์ห้า ความแทรกแซงของขันธ์ห้าที่มีต่อกายใจ ก็น้อยลงๆๆ
น้อยลงไปพร้อมกับกิเลส อารมณ์ น้อยลงไปพร้อมกับความรู้สึกที่เป็นตัวเรา
น้อยลงไปพร้อมกับความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นเรา ...มันน้อยลงไปหมด
และสิ่งที่มันมาแทนที่หลังจากขันธ์ห้ามันน้อยลง ความยึดมั่นมันน้อยลง ...คือกายใจอันบริสุทธิ์ ปรากฏขึ้น
สว่างขึ้น ชัดเจนขึ้น
จนไม่เห็น...ไม่ปรากฏว่าส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นเราของเราเลย
แม้แต่อณูธาตุอณูธรรมหนึ่งแห่งการรวมตัวของกองธาตุกองกาย กองเวทนาแห่งกาย
มันก็ยิ่งเกิดความหมดจดขึ้นๆ
บริสุทธิ์ขึ้นๆ ...นั่นแหละคือความหมายของคำว่าศีลสมาธิปัญญาอันบริสุทธิ์
กายใจอันบริสุทธิ์ ...ความหมายเดียวกัน
จนหมดมลทิน
จนมลทินทั้งหลายทั้งปวงไม่สามารถมาแตะต้องแปดเปื้อนในกายใจนี้ได้เลย ...ท่านใช้คำว่าดับกิเลสได้โดยสิ้นเชิงนั่นเอง...สัพพันตัง
นิโรธะ ธัมมันติ
จนเข้าถึงธาตุแท้ธรรมแท้ ธรรมเอก
ธรรมอันเป็นเลิศ คือใจอันว่างเปล่าบริสุทธิ์จากกิเลสนั่นเอง นิพพาน
นั่นแหละคือธรรมเอก ธรรมเหนือโลก
ธรรมที่ไม่ข้องแวะเกาะเกี่ยวกับโลกกับขันธ์อีกต่อไป
เนี่ย ถ้ามันเริ่มต้นมาถูก...ตามครรลองคลองธรรม
ตามครรลองคลองมรรคแล้วนี่ ...มันไม่ช้าหรอก ...แล้วก็ไม่ใช่ของที่ยากเกินไปด้วย
ไอ้ที่มันยุ่ง ไอ้ที่มันยาก
ก็เพราะมัวแต่ไปสาละวนค้นหานี่แหละ ในความมีความเป็นไปมาต่างๆ ของจิตที่มันปรุงแต่งขันธ์ ...แล้วเราไม่เข้าใจว่า มันเป็นเรื่องราวของความปรุงแต่งในขันธ์
แล้วเราก็ไปเข้าใจหมายมั่นว่าขันธ์นี้มีอยู่จริง..ด้วยความเคยชิน ...เป็นเรื่องไหน เป็นความคิดไหน ก็ว่าจริงหมด มีขึ้นหมด ...โดยไม่เห็นว่ามันเป็นความจริงแค่สมมุติ
สมมุติขันธ์ บัญญัติขันธ์
ต้องให้เห็นคุณค่าของกายใจปัจจุบันนี้แหละ
โดยไม่หันเหไปที่อื่นเลย ...แล้วจะรู้เองว่า ทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวง...สุดท้ายดับลงที่ใจ เหลือแค่ใจ ไม่มีอะไรปรากฏอยู่เลยในสามโลกธาตุ
ไอ้ที่ว่ามี ไอ้ที่ปรากฏนี่
ก็เพราะจิตมันไปว่ามี ...อวิชชานั่นแหละคือจิต ที่มันครอบใจอยู่น่ะ ...มันไปว่ามี มันก็เลยเชื่อว่ามี ...ไปว่ามันจริง ก็เลยเชื่อว่าจริง
อวิชชามันเป็นตัวแอบอ้างธรรม ...เลยหลงสมมุติธรรม บัญญัติธรรม ว่าจริงจังขึ้นมา …เพราะนั้นจะต้องพาจิตนี่ ให้มันมาเรียนรู้ความเป็นจริง
ในฝากฝั่งที่มีอยู่จริง
ถึงบอกว่า...กายนี้ใจนี้
เป็นต้นธาตุต้นธรรม เป็นธรรมแท้ และเป็นธรรมดั้งเดิม ...ไม่ใช่ธรรมใหม่
ไม่ใช่ทำขึ้นมาใหม่ ...มันมีของมันอยู่แล้ว พร้อมกับการตั้งฟ้าตั้งแผ่นดิน
ก็เป็นกายอันเดิม ใจอันเดิมนั่นแหละ …เกิดมากี่ชาติๆๆ ถ้าเป็นคนนี่ หรือเป็นสัตว์ก็ตาม...นั่งกับพื้นก็แข็งเหมือนกัน โดนหนาวก็หนาวเหมือนกัน ไม่ว่าจะชาติไหนน่ะ
มันก็ความรู้สึกอันเดิม
ของกายแบบเดิม ...มันไม่ใช่ความรู้สึกแปลกใหม่ มหัศจรรย์ แปลกประหลาดพิสดารอะไร ...มันก็เป็นธรรมดาของมันเช่นนี้
เพราะฉะนั้น ในสามโลกธาตุนี่ ...ไม่มีอะไรสำคัญกว่าศีลสมาธิปัญญา ...ไม่มีอะไรจริงกว่ากายใจปัจจุบัน ...แค่นั้นเอง ให้จำไว้เป็น keyword เลย
มันจะเอ๊ะ มันจะอ๊ะ อะไรขึ้นมานี่...ลงที่กายใจ
น้อมลง สติระลึกขึ้นมา ...อย่าไปหมุนวนกับมัน อย่าไปหาเหตุหาผลกับมัน
อย่าไปจริงจังอะไรกับมัน ...ลงที่กายใจ
แล้วเป็นกายใจที่ไม่ใช่สร้างขึ้นมาใหม่ ...ต้องเป็นกายใจเดิม คือกายปกติ นั่ง..รู้สึกแข็ง ...ตรงที่แข็งนี่
มันเป็นความรู้สึกที่มีตามปกติ ไม่ใช่สร้างขึ้นมาใหม่ ...ต้องแยกให้ออกว่ากายจริงๆ
นี่คือตัวไหน
เนี่ย
ที่ท่านเรียกว่าแยกธาตุแยกขันธ์ ...แล้วมันก็จะเห็นความเป็นจริงของขันธ์
แล้วก็จะเห็นความเป็นจริงของธาตุ ... ซึ่งไอ้ความเป็นจริงของธาตุน่ะไม่ใช่เรา ...แต่ไอ้ความเป็นจริงของขันธ์น่ะคือ
“เรา”
มันจะเห็นเองน่ะ กายเป็นธาตุ
ใจเป็นธาตุ ...ขันธ์คือขันธ์ มีความเป็นบุคคลเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ในนั้น
สุข-ทุกข์แห่งเราอยู่ในขันธ์ สุข-ทุกข์แห่งเราไม่มีอยู่ในกายใจ ...แต่ที่ยังรู้สึกว่ากับกายใจ..มันรู้แล้วนี่
รู้กับความเป็นธาตุของกาย รู้กับความเป็นธาตุของใจแล้ว...ทำไมยังมีทุกข์อยู่
แปลว่า กิเลสมันยังแอบแฝง มันทาบๆ
มันชิดสนิท มันคลุมกับกายศีลปัจจุบัน ...แปลว่าศีลนั้นยังเศร้าหมองอยู่ แล้วปัญญามันไม่สามารถปาดทิ้งออก
คือไม่สามารถรวมจิตให้เป็นหนึ่งได้อย่างมั่นคงจริงๆ
แค่นั้นเอง ...มันก็ยังมีความเป็นทุกข์ในปัจจุบันของเรา ที่.. “เอ๊ะ ทำไมรู้ตัวอยู่
แล้วยังเป็นทุกข์อยู่วะ กูไม่ได้คิด ทำไมยังทุกข์อยู่วะ”
ก็ใช่น่ะสิ ...ก็ยังมี “เรา”
อยู่ในปัจจุบัน ปัญญาเลยยังไม่ถึงขั้น ...เนี่ย ผู้ที่จะรู้แต่กายใจล้วนๆ
ไม่มีทุกข์แห่งเราในปัจจุบันน่ะ คือพระอนาคามีขึ้นไป
พวกเราเป็นรึยัง...ไม่เป็น โสดาเป็นรึยัง...ไม่เป็น เป็นแต่โซดาขวด ...ยังไงก็ทุกข์
นั่งอยู่ก็ยังเป็นทุกข์แห่งเราอยู่นี่...เรานั่ง ก็ยังเห็นอยู่ว่าศีลสมาธิปัญญาก็อยู่
แต่ก็บอกแล้วไงว่า ศีล-สมาธิขณะนี้ ...มันเหมือนเป็นแก่นกลาง ท่ามกลางกิเลส ท่ามกลางกองขันธ์ที่แวดล้อม
แล้วมันจะหลงใหลได้ปลื้มไปกับขันธ์
มันจะเข้าไปมีไปเป็น แอบไปมีไปเป็น เจตนาไปมีไปเป็น ...แล้วก็ละเลยว่าท่ามกลางขันธ์นี้..มีกายใจอยู่
แต่ถ้าไม่ละเลย แล้วก็ปักลงไป ...เข้าใจคำว่าปักไหม
แน่วแน่ ปักหลัก เรียกว่ามุ่งตรง เรียกว่าตรงต่อศีล ตรงต่อสมาธิไว้น่ะ
เพราะมันมีอยู่ตรงนี้
มันไม่หายไปไหนหรอก ...ไม่ต้องไปหาที่อื่นที่ไหนหรอก มันอยู่ตรงนี้แหละ ...น้อมลงหยั่งลงๆ มันก็ต้องเจอ ไม่ความรู้สึกใดก็ความรู้สึกหนึ่งของกายน่ะ
ใจก็คือ...เอาง่ายๆ ตัวเห็นน่ะๆ ตัวรู้มันไม่ชัด เอาตัวเห็นก็ได้ ...มีสองที่
ให้อยู่ตรงนั้นน่ะ ปักหมุดไว้ ปักหลักปักฐานไว้ ...นี่ที่เรียกว่าศีลเป็นรากฐาน
ถ้าไม่มีฐาน ไม่มีกายยึดโยงเป็นฐานไว้
มันจะเข้าไปสาละวน วนเวียนอยู่ในขันธ์
แบบตีนลอย แบบล่องลอยอยู่ในขันธ์ ...แล้วขันธ์มันไปไหนล่ะ มันก็พาไปเกิดตายในอารมณ์น้อยใหญ่ สุขบ้างทุกข์บ้าง สลับกันไป
แล้วก็...ทุกข์ไม่เอา จะเอาแต่สุข ...มันก็จะวิ่งวนค้นหาสุขแห่งเราๆ ตลอดเวลานั่นแหละ ไม่หยุดไม่ยั้งหรอก ...โดยมีตัณหาเป็นตัวพาไป
ผลักดัน
เนี่ย ถ้ายังละเลยต่อศีล ละเลยต่อปัจจุบัน
ละเลยต่อการกำหนดรู้อยู่กับศีล อยู่กับปัจจุบันนี้ ...นั่นน่ะเกิดตายในขันธ์จนวันตาย
แล้วขันธ์ก็พามาเกิดใหม่
กายใจเขาไม่เคยพาเกิดนะ
ตั้งอยู่ตรงไหนก็ดับอยู่ตรงนั้น ...ส่วนใจไม่ต้องพูดถึง ไม่เกิดไม่ดับ
เป็นอสังขตธรรม อสังขตธาตุ
(ต่อแทร็ก 17/18)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น