วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/20 (2)


พระอาจารย์
17/20 (571231B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 ธันวาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 17/20  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เพราะฉะนั้น กายน่ะเขาเป็นกลางโดยธรรมชาติของเขาอยู่แล้ว... มีแต่ไอ้จิตนี่แหละ ที่ไม่ยอมเป็นกลางกับอะไรเลย  เพราะกิเลสมันเป็นเจ้าของการปรุงแต่งในการเป็นจิตนี้ออกมา

แต่ถ้าผู้ปฏิบัตินั้น...เอาจิตมามัด มาผูกไว้กับกาย  มายืนหยัด มาจับ มามั่น มาถือ มารักษา มาหมาย มาผูก มาแนบแน่น มาแน่วแน่...กับกายที่เป็นกลาง

จิตจะค่อยๆ ตั้งมั่นและเป็นกลาง  จิตจะค่อยๆ หนักแน่นและมั่นคงเฉกเช่นแผ่นดิน...เหมือนศีล

แต่ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นอยู่กับกาย จิตไม่ตั้งมั่นอยู่กับศีล จิตไปตั้งมั่นกับอารมณ์ที่กระพือออก ...จิตนั้นจะไม่มีวันเป็นกลาง  จิตจะมีแต่ความว่าพอกพูนซึ่งอารมณ์...ยาวไกลไปเรื่อยในอดีตและอนาคต

ยาวไปถึงที่สุดที่เรียกว่า ไม่มีลิมิทประมาณ ไม่มีขอบเขต นั่นเห็นมั้ยว่า ผู้มีศีลกับผู้ไม่มีศีล ต่างกันอย่างไร ...แล้วเราอยู่อย่างผู้ที่มีศีล หรือเราใช้ชีวิตอยู่อย่างผู้ที่ไร้ศีล

ผลที่ได้แตกต่างกันนะ ...ผู้ใดรักษาศีล ผู้นั้นจิตไม่เศร้าหมอง  นี่ อานิสงส์ของศีลนี่บอกไว้ชัดเลย ผู้ใดละเมิดล่วงเกินศีล ผู้นั้นจิตเศร้าหมอง

เห็นมั้ยว่า ศีลนี่ทำให้จิตไม่เศร้าหมองอย่างไร ...ถ้าผู้นั้นพาจิตมารักษากายปัจจุบัน รักษาให้อยู่กับศีลปัจจุบันไว้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จิตจะไม่เศร้าหมอง

จิตนั้นจะเป็นหนึ่ง จิตนั้นจะมั่นคง จิตนั้นจะตั้งมั่น จิตนั้นจะเป็นสัมมาสมาธิ...แน่วแน่ในธรรม ...ก็คือแน่วแน่ในศีล ...อยู่กับศีล อยู่กับธรรม

แล้วทำไมจะต้องให้มันอยู่กับศีลอยู่กับธรรม ...เพราะสมาธิเป็นเหตุให้เกิดปัญญา  ศีล-สมาธิเป็นเหตุให้เกิดปัญญา  สติ-ศีล-สมาธิเป็นเหตุให้เกิดปัญญา 

เมื่อมันอยู่กับศีลอยู่กับกาย เมื่อมันอยู่กับกายอยู่กับธรรม..ซึ่งเป็นปัจจุบัน ...มันจึงเกิดสภาวะสืบค้นตามความจริงกับศีลกับธรรมที่ปรากฏอยู่ ณ ปัจจุบัน

การสืบค้นความเป็นจริงกับปัจจุบันกายปัจจุบันศีล ไม่ได้สืบค้นด้วยความคิด ...มันสืบค้นโดยสมาธิ  ซึ่งแปลว่าขณะนั้นจิตมันหยุดปรุงแต่ง หยุดออกความเห็น หยุดสร้างบัญญัติ หยุดออกสมมุติภาษา

ธรรมที่อยู่เบื้องหน้า กายที่อยู่เบื้องหน้าสมาธิจิตตั้งมั่นนั้น...จึงเป็นกายแท้ กายเดิม  เป็นกายที่เป็นแก่นแท้แก่นเดิมของธรรม หรือเป็นรากเหง้าของกาย เป็นรากเหง้าของธรรม เป็นรากเหง้าของศีล

มันจึงค่อยๆ ชัดเจนในความเป็นธาตุแท้ของกาย ปราศจากอคติ...ไม่ว่าคตินั้นจะเป็นโทสะหรือราคะคติ ภยาคติ โมหะคติ ...แต่มันจะเห็นชัดเจนตามจริง ตามสภาพที่แท้จริงแห่งกาย แห่งธรรม อย่างไม่มีอะไรครอบงำ ปิดบัง หรือเจือปน

สภาพกายตรงนั้น ณ ขณะนั้น ท่ามกลางศีลสมาธิปัญญานั้น  จึงชัดเจนตามสภาพที่แท้จริงแห่งธรรม ...คือไม่ปรากฏซึ่งความเป็นตัวเราของเรา ตรงกายที่ตั้งตรงนั้นเลย

เป็นเพียงก้อนกองอาการหนึ่ง ที่เรียกว่าก้อนธาตุก้อนธรรม ไม่ใช่ก้อนชายหญิง ไม่ใช่ก้อนสัตว์บุคคล ไม่ใช่ก้อนเราเขา ...แต่เป็นเพียงแค่ก้อนธาตุก้อนธรรมที่ปรากฏอยู่ชั่วขณะเวลาหนึ่ง

เมื่อมันเห็นโดยศีลสมาธิปัญญา..ซ้ำซากๆๆ ...เห็นอะไร ...เห็นกายนี่แหละ เห็นศีลนี่แหละ เห็นปัจจุบันกาย เห็นปัจจุบันศีล..ซ้ำซากๆๆ อย่างนี้ ...มันจึงค่อยๆ เชื่อ เกิดทิฏฐิขึ้นใหม่

เมื่อเกิดทิฏฐิขึ้นใหม่ ความเห็นขึ้นมาใหม่ ...ทิฏฐิใหม่ความเห็นใหม่นี้ ท่านเรียกว่า...สัมมาทิฏฐิ คือปัญญารู้เห็นอันชอบ อันตรง อันควรแก่ธรรม

คือรู้เห็นว่า...กายนี้ไม่ใช่กายเรา ไม่ใช่กายของเรา  ว่ากายนี้ไม่ใช่กายชายกายหญิง ไม่ใช่กายสัตว์กายบุคคล ...เป็นเพียงก้อนวัตถุธาตุ

เนี่ย การรู้เห็นกายตามความเป็นจริงมากเท่าไหร่...การยอมรับกายตามความเป็นจริงก็มากขึ้นเท่านั้น ...มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยกัน..อย่างนี้ๆ 

ถ้ารู้เห็นกายตามความเป็นจริงน้อยเท่าไหร่ การยอมรับกายตามความเป็นจริงว่าไม่ใช่เรา...ก็น้อยลงอย่างนั้น เท่านั้น

ไม่มีคำว่าลักลั่น ไม่มีคำว่าเรียนลัด ไม่มีคำว่ามีบุญอุ้มสมนำพาให้เกิดการเร็วกว่า-ช้ากว่า ...ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองธรรม ลำดับธรรม ครรลองมรรค

เมื่อผู้ปฏิบัติเพียรซ้ำซากลงในที่เดียวที่เดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ...ไม่ละเลย ไม่หลงลืม ไม่หลีกหนี ไม่ออกจาก ไม่ห่างไกล..จากธรรมนี้กายนี้ ...ความรู้ที่แท้จริง...สัมมาทิฏฐิย่อมบังเกิด

เมื่อสัมมาทิฏฐิเกิด ...สัมมาทิฏฐิย่อมไปแทนที่มิจฉาทิฏฐิ...คือความเห็นแต่เก่าก่อนที่ผิด แล้วยังถือว่ามี ว่าจริง ว่าใช่อยู่ อย่างนั้น...นั่นเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ

เมื่อสัมมาทิฏฐิเกิด ย่อมไปแทนที่มิจฉาทิฏฐิในกาย...ที่เห็นผิดไปว่ากายเป็นเรา เป็นของเรา

เมื่อมันจางคลายจากมิจฉาทิฏฐิ ผลคือบังเกิดความถอดถอนซึ่งสักกายทิฏฐิ คือความเห็นผิดว่ากายนี้เป็นตัวเราของเรา ...เนี่ย คือการถอดถอนสักกายทิฏฐิ อันเป็นผลจากมิจฉาทิฏฐิในกาย

เพราะนั้น อยู่ดีๆ นี่จะไปเพิกถอนสักกายทิฏฐิโดยไม่อาศัยกายเป็นที่อ้างอิง โดยที่ไม่อาศัยกายปัจจุบันเป็นจุดกำหนดสืบค้น แยบคาย มนสิการ ...มันจะออกจากสักกายทิฏฐิได้อย่างไร

จะไปรู้ที่อื่น จะไปตั้งสติอยู่ที่อื่น จะไปตั้งสติสมาธิอยู่กับที่อื่นสิ่งอื่น ที่นอกเหนือจากกาย นี่ แล้วมันจะคลายออกจากสักกายทิฏฐิในกายได้อย่างไร ...ไม่ได้

ได้ก็แต่ละเลิกกันแบบมั่วๆ หรือละเลิกกันแต่ปากเปล่า ...แต่ละไม่ได้จริงๆ  ก็ละได้ตามตำรา เหมือนตำราเป๊ะเลย ...แต่ความเป็นจริงละไม่ได้

มันจะละได้ยังไง ...ก็มันไม่เคยมารู้เห็นกายตามความเป็นจริง แม้แต่เป็นวันเป็นคืนเป็นเดือนเป็นปี แต่มาอ้างอิงว่ารู้กายบ้างบางขณะบางครั้งบางครา ...เสือกละได้เป็นกอบเป็นกำ เป็นวรรคเป็นเวร เป็นบ้าเป็นหลัง

ทั้งๆ ที่มันดูได้...เดี๋ยวแป๊บนึง แล้วไปดูโน้น ดูอารมณ์ ดูจิต ดูความคิด ดูเกิดดับ ดูไตรลักษณ์ แล้วก็ว่า  “เฮ้ย สักกายกูหมดแล้วว่ะ” เอ๊อะ มันเก่งว่ะ แบบไปตีหัวคนอื่นแล้วว่าทำไมกูไม่ตายวะ เออ ประหลาด

เนี่ย ไปตีลม แล้วก็ว่า "เฮ้ย กูตายแล้ว" ...เออ มันตายกันง่ายดีนะ  ไปตีต้นไม้ใบหญ้า หวดแล้วหวดเล่าว่า "เฮ้ย ตายแล้วกู" ..เอ้า มันไปกินยาพิษที่ไหนมาวะ ...มันเป็นไปไม่ได้

เออ ถ้าเอามีดเอาไม้นี่ตีกบาลมึงเองน่ะ โป้งๆๆ ...เออ มันตาย...อย่างนี้น่าตายอยู่นะ ...แต่ไอ้นี่ไปวืดวาดๆๆ เหมือนรำลิเกน่ะว่า...กูตายแล้วๆ กูตายแล้วนะ เนี่ย

ถ้ามันไม่ปฏิบัติลงที่ศีล ลงที่กาย มันจะละสักกายได้อย่างไร หือ ...นี่ ถามตรงๆ กันเลย ไม่ใช่คำถามวกวนกำกวมแบบไก่เกิดก่อนไข่หรือไข่เกิดก่อนไก่เลยนะ 

ธรรมะของพระพุทธเจ้าท่านชัดเจนและตรงไปตรงมา  ไม่มีเลศนัย ไม่มียอกย้อน ไม่มีมั่ว ไม่มีว่าเข้าข้างใคร หรือบุคคลใด ไม่มีติดสินบาตรคาดสินบนว่าอานิสงส์บารมีมันมากเหลือเกินให้มาก่อน

ท่านตรง ธรรมก็ตรง ตรงต่อธรรม ตรงตามธรรม ตามลำดับธรรม ...ไม่ได้งกๆ เงิ่นๆ  ลูบๆ คลำๆ  ลืมๆ บอดๆ  แล้วก็ว่า “หลุดแล้ว พ้นแล้ว” ...พยายามทำตัวเอง นึกถึงตัวเองว่าพ้นอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้น

มันหลอก กิเลสหลอก ...อย่าเชื่อกิเลส อย่าเชื่อเรา อย่าเชื่อจิตเรา อย่าเชื่อความเห็นของใคร ...ต้องเชื่อด้วยศีลสมาธิปัญญาอย่างเดียวเท่านั้น ว่ามีศีล..โดยศีล มีสมาธิ..โดยสมาธิ มีปัญญา..โดยศีลสมาธิปัญญาหรือเปล่า

ถ้าไม่มีสักกระเบียดหนึ่ง สักองศาหนึ่ง สักทะนานหนึ่ง สักเม็ดหนึ่ง สักอณูหนึ่ง ...อย่ามาถาม อย่ามาตอบ อย่ามาหลอกตัวเองว่าเกิดผลแบบโคตรโชคดี...ไม่มีๆ

เออถ้าอยู่กับกายทั้งวัน เห็นกายทั้งวัน หลับยังฝันเห็นเราวิ่งหนี ยังรู้ตัวเลยว่าตัววิ่งหนีอย่างนี้  มีศีลสมาธิปัญญาอยู่ในกมลสันดานอย่างนี้ แล้วว่า “ผมละสักกายได้” ค่อยน่าเชื่อหน่อย...นิ๊ดนึง

แต่ถ้ามันตอบตัวเองไม่ได้ ...คือไม่เคยอยู่กับกาย ไม่เคยรู้กับปัจจุบันกายเลย  นั่งๆ นอนๆ เผลอๆ เพลินๆ สนุกกิน สนุกเล่น สนุกคุย ถกธรรม สนทนาธรรม เรียนรู้แต่ขึ้นสำนักนู้นออกสำนักนี้ ...มึงอย่ามาคุยว่าละได้

เออ ถ้ามันคร่ำเคร่งอยู่แบบไม่ลืมหูลืมตา ลืมเดือนลืมวัน  ยืนเดินนั่งนอนไม่ออกนอกเนื้อนอกตัว ไม่หาย ไม่ห่าง ไม่จาง ไม่เว้น ไม่ขาด ไม่กระท่อนกระแท่น ...โอ้ย มรรคผลน่ะประเคนให้เลย

มันหาคนทำอย่างนี้ได้รึยังล่ะ ถามตัวเองว่าทำอย่างนี้ได้รึยัง ...อย่าให้ความอยากมันกุมหัวใจ คลุมกายใจด้วยความอยาก เต็มไปด้วยแต่ความอยาก อยากมี อยากเป็น อยากเร็ว อยากด่วน

นี่ มรรคผลนิพพานไม่ใช่ฟาสท์ฟู้ด ที่มีเงินแล้วก็ไปซื้อเอา ไปจับจ่ายได้ตามตลาดนัด ...มันต้องลงทุนปฏิบัติ ...การปฏิบัติคือการลงทุน

ไม่ใช่งอมืองอตีน นั่งฝันหวาน นึกๆ คิดๆ แล้วมันได้มาเอง ลอยมาเหมือนกับราชรถมาเกย อย่างนั้น ...มีแต่สิบล้อมาชนน่ะไม่ว่า มีแต่ทุกข์มาชนเอา นี่


(ต่อแทร็ก 17/21)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น