พระอาจารย์
17/11 (571216B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 ธันวาคม 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 17/11 ช่วง 1
ธรรมเอกนี้อยู่ฝากนิพพาน
ไม่อยู่ในฝากสามโลก ไม่ได้อยู่ในฝากของภพแลชาติ ...เพราะนั้นก็ให้มันคุ้นเคยกับการไม่มี
ไม่เป็นอะไรไว้
มันอยากได้อะไร...ทัน..ละ มันอยากให้อะไรมีขึ้นมาใหม่...ทัน..ละ อยู่กับของเดิมนี่แหละ นั่งแบบเดิมนี่แหละ
รู้สึกแบบเดิมนี่แหละ รู้สึกอย่างเดิม รู้สึกอย่างเก่านี่แหละ
ไม่ต้องให้มันไปหาของใหม่ อารมณ์ใหม่
ความรู้สึกแบบใหม่ๆ …ในธรรมชาติที่แท้จริงน่ะ
ไม่มีอะไรของใหม่หรอก ...เป็นของเก่า เป็นธรรมอันเก่า เป็นธรรมอันเดิม
เกิดมากี่ชาติๆ ก็กายใจอันนี้ เกิดมากี่ชาติๆ ก็โลกแบบนี้ รูปแบบนี้
เสียงแบบนี้ กลิ่นแบบนี้ รสแบบนี้ ไม่ได้เป็นอะไรใหม่หรอก ...โดยเฉพาะกายนี่ อันเก่า
เกิดมากี่ชาติๆ
นั่งกับพื้นที่แข็ง..ก็แข็ง...แบบเก่า ไม่ได้แข็งแบบใหม่นะ ก็แข็งอันเก่าน่ะ ต่อให้ตายเกิดร้อยชาติมานั่งในพื้นแข็ง
ก็ยังเป็นความรู้สึกเก่าที่แข็งน่ะ ไม่ได้แปลกใหม่อะไรเลย
แต่ไอ้จิตกิเลสนี่ จิตอวิชชา จิตที่มันสร้างความเป็นเรา
ความรู้สึกเป็นเราขึ้นมานี่ มันมักจะหาของใหม่...ใหม่กว่า ดีกว่า สุขกว่า สบายกว่า
เหนือกว่า ยิ่งกว่า ...ไอ้กว่าๆๆๆ นั่นแหละคือตัณหา
เมื่อมันต้องการอะไรที่มันยิ่งกว่า
มากกว่า สุขกว่า ดีกว่า เหนือกว่า แล้วมันหาไม่ได้ มันจะทำยังไง ...มันก็พยายามสร้างขึ้นมาเอง ให้ได้ใหม่ เพื่อให้ได้อารมณ์ใหม่ ได้ความรู้สึกอย่างใหม่ที่ดีขึ้น ดีกว่าเดิม
เพราะนั้นตั้งแต่เกิดมาตลอดชีวิต
ตั้งแต่ที่เคยเกิดมาตลอดทุกอเนกชาติ ทั้งอเนกชาตินี่ ...มันเกิดมาเพื่อการเนี้ย เพื่อมาหาของแปลกๆ
ใหม่ๆ ...หาไม่ได้ก็ทำใหม่
ถ้าหาได้ก็ไปจมแช่กับมัน
เมื่อจมแช่กับมัน..ได้ไม่นาน เพราะมันหมด เพราะมันต้องมีการพลัดพราก
เพราะมันต้องมีความดับ มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ...มันก็สร้างขึ้นมาใหม่ หาขึ้นต่อ
แล้วเมื่อไหร่มันจะหยุดหา
เมื่อไหร่มันจะหยุดสร้าง ...นั่นแหละ เรียกว่าสังสารวัฏ มันหลอกไปอย่างนี้
จิตมันหลอกไปอย่างนี้ มันสร้างขันธ์มาล่อหลอกอยู่อย่างนี้ ...แล้วก็ปล่อย ยินยอมให้มันหลอก
หรือดีไม่ดีก็เจตนาร่วมให้มันเข้าไปหลอกอย่างจริงจังอีก เช่น เอาง่ายๆ นักปฏิบัติ แรกๆ เลยของการปฏิบัติ พอนั่งสมาธิแล้วนั่งหลับตาปุ๊บ... “เมื่อไหร่กูจะสงบวะ” เนี่ย
มันตั้งไว้เลย มันตั้งเป้าไว้เลย
แล้วพยายามจะทำให้ได้ถึงความสงบนั้น ...นั่น เห็นมั้ย บอกว่ากิเลสน่ะ มันมาตามหลอกถึงวัดเลย
ถึงในป่าด้วยนะ
เพราะกิเลสมันไม่ได้อยู่ที่ไหน
อยู่ที่ตัวเราน่ะ ...เพียงแต่ว่าเราไม่รู้จักหน้าค่าตาที่แท้จริงของมัน เลยหลง
เลยสำคัญผิด เข้าใจผิดว่าตัวมันน่ะคือธรรม
เพราะในขณะนั้น...ทุกคำกล่าวอ้างของจิตเรานั่นแหละ
ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อธรรม ไปสู่ธรรม...ที่ยิ่งกว่า ที่ดีกว่า
ที่เหนือกว่าคนอื่น
แน่ะ มันจะเหนือกว่าคนอื่นได้ยังไง
ตายแล้วก็เผาเหมือนกัน ตายแล้วก็เน่าเปื่อยเหมือนกันน่ะ ...ธรรมเดียวกัน
ธรรมอันเดียวกันน่ะ หือ มันใครเหนือกว่าใคร
คิดเอาเองนะเนี่ย
จิตว่าเอาเอง..ว่าเหนือกว่า ต่ำกว่า นี่ จิตว่าเอาเองนะ ...แต่ธรรมนี่เขาเหมือนกันนะ
มีใครเกิดแล้วไม่ตาย ไม่เน่า ไม่สลาย ไม่ผุพัง ไม่เป็นเถ้าถ่าน ไม่เป็นดินน้ำไฟลม
มันเหมือนกันหมด ธรรมเดียวกันหมดน่ะ …มีแต่สันดานของจิตน่ะ ที่มันใส่ยศ ใส่ฐานันดร
ใส่ความสูงต่ำในสถานะ...ด้วยความแอบอ้าง
เพราะนั้นการภาวนาโดยศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริงนี่ มันจึงเป็นการกระชากหน้าตาของกิเลสนี่ออกมา ไม่ให้มันมาแอบแฝงอยู่ได้...ในกายในใจ จะได้ไม่เอามาใส่หน้ากากหลอกตัวเองแล้วก็หลอกคนอื่น
แล้วก็ดำรงคงไว้แต่ธรรมอันบริสุทธิ์
คือกายบริสุทธิ์กับใจอันบริสุทธิ์... คือกายล้วนๆ กับใจล้วนๆ ...ก็คือกายธรรมดากับใจธรรมดานั่นแหละ ..ไม่ได้ไปทำขึ้นมาใหม่เลย เพียงแต่เอาสิ่งที่มันล่วงล้ำก้ำเกินน่ะออก
อะไรที่มันล่วงล้ำก้ำเกินแอบแฝงอยู่ ...ก็คือกิเลสนั่นแหละ ก็คือเรื่องราวในจิต ก็คือเรื่องราวที่มาจากจิต
ก็คือความหมายที่ออกมาจากจิต ก็คือความเห็นที่มาจากจิต ก็คือความเชื่อ
ก็คืออารมณ์ที่มาจากจิต
ทั้งหมดนี่ ที่มันแอบแฝงอยู่ที่กายใจ...มาอมไว้
มากลืนไว้ มากินไว้ จนไม่สามารถฟื้นฟูศีลสมาธิปัญญาขึ้นมา...คือฟื้นฟูกายใจปัจจุบันนี้ขึ้นมาได้
…มองไม่เห็น ถึงเห็นแล้วก็ยังไม่รู้จักคุณค่า
เพราะนั้นคนที่เคยมาฟังเราหลายๆ
ครั้งนี่ เราจะจ้ำจี้จ้ำไชลงที่กายใจให้มันเห็น ...แต่ว่าเห็นแล้วนี่
แล้วแต่ว่าคนนั้นน่ะจะเห็นคุณค่าความสำคัญของมันมากหรือน้อย
อันนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล
เพราะนั้น การเห็นแล้ว รู้แล้ว
มีอยู่แล้ว มีอยู่จริง ...แต่ถ้าให้ความสำคัญกับกายใจนี้น้อย ก็เปรียบเสมือนกับกบเฝ้ากอบัว
เหมือนไก่ได้พลอย...ที่ไม่รู้จัก ไม่เห็นค่า ไม่เห็นราคา
จึงต้องอาศัยกำลังแห่งศรัทธาและความเพียรของตัวผู้นั้นน่ะ
มันจึงจะค่อยๆ เห็นคุณค่าในตัวของมันเอง ...ไม่ใช่ไปเห็นคุณค่าในตัวคนอื่น
ไม่ใช่มาเห็นคุณค่าในตัวของเรานี่
มันจะต้องเห็นคุณค่าในตัวของมันเอง ...ตัวคือกาย
มันจะต้องเห็นคุณค่าในตัวของกายเองไปเรื่อยๆ เป็น อัตตาหิ อัตโน นาโถ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”
เป็น “ตัวที่เป็นที่พึ่งแห่งตัว”
จนถึงที่สุดของมรรค อัตตาหิ อัตโน
นาโถ จะส่งผลจนถึงที่สุดแห่งมรรค...คือนิพพาน เป็นที่สุด
มรรคนี่ไม่ไปสุดที่โลกไหน
ไม่ไปสุดที่ภพหรือชาติไหน ไม่ได้ไปสุดที่สังสารวัฏ ไม่ได้ไปสุดที่ขอบจักรวาลไหน
แต่มันจะไปสุดอยู่ที่นิพพานที่เดียว ...ถือว่าเป็นที่สุดท้าย แล้วก็ที่ท้ายสุด
เป็นที่สุดท้าย ไม่มีสถานีต่อไป ...ไม่ใช่รถไฟฟ้ามหานคร
ที่ไปจอดแวะทุกสถานี แล้วก็วนกลับมาสถานีเดิม..ไม่ใช่ อันนั้นไม่ใช่เรียกว่าทาง
ไม่ได้เรียกว่ามรรค นั่นเรียกว่าทางของขันธ์
ถ้าขันธ์ห้านี่มันจะวนเวียน ...ขึ้นชื่อว่าขันธ์นี่คือความวนเวียน ตั้งแต่ขันธ์...ไม่ใช่มีห้า สี่สามสองหนึ่ง
มีหมดน่ะขันธ์น่ะ ...ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นขันธ์
มีขันธ์ขึ้นมาแล้ว คือความหมุนเวียน
เพราะนั้นจากขันธ์หนึ่ง
ก็จะเป็นขันธ์สองก็ได้ ขันธ์สองก็เป็นขันธ์สามขันธ์สี่ขันธ์ห้าก็ได้ ขันธ์ห้าก็วนเวียนลงมาเป็นสามสองหนึ่งก็ได้
แล้วก็วนเวียนกลับมาอยู่ในขันธ์ห้าใหม่อีกก็ได้
นี่คือความวนเวียนของรถไฟฟ้ามาหานะเธอ ...มีตลอด ไม่ต้องกลัวว่ารางจะขาด ...ไม่ขาด มีกลไกซ่อมให้โดยธรรมชาติ ...เพราะธรรมชาติมันเป็นความหมุนวนอย่างนี้
ตั้งฟ้าตั้งแผ่นดิน มันก็อยู่อย่างนี้ ...ตั้งจักรวาล หมดจักรวาล ก็มีจักรวาลใหม่ขึ้นมา...อย่างนี้ นี่คือระบบ มันเป็นซิสเต็ม ...ไม่ต้องกลัวไม่มีทางเดิน ไม่มีทางเกิด ไม่มีที่ให้เกิด
ขยันเกิดกันจัง
หมดโลกนี้ก็ไปรอโลกนั้น หมดจักรวาลนี้ก็ไปรอเกิดจักรวาลใหม่กัน ...เนี่ย ขยันเกิดกันจัง
ไม่เบื่อหน่ายเลยในการเกิด
ก็โทษมันไม่ได้
เพราะมันไม่รู้โทษรู้ทุกข์แห่งการเกิดน่ะ ...คือบางคนก็มาบอกเราว่า “ภาวนาทำไมอาจารย์
ผมไม่เห็นรู้สึกว่ามันเป็นทุกข์เลย”
ก็ช่างหัวมึงดิ ใช่มั้ย ...ถ้ามันมองไม่เห็นด้วยตัวของมันเองว่ามันเป็นทุกข์ จะภาวนาทำไม ...กูก็บังคับมึงไม่ได้เหมือนกันน่ะ ก็เลยต้องบอกว่า...ช่างหัวมึงดิ
เพราะว่าบางคนน่ะ
มันมีบุญน่ะ มันไม่รู้สึกเลยว่าเป็นทุกข์น่ะ ใช่มั้ย มีเรื่องอะไรนิดๆ หน่อยๆ ...ไม่เห็นจะเป็นไร ก็นิดหน่อย เดี๋ยวกูก็หายแล้ว เดี๋ยวกูก็หาทางเปลี่ยน หาทางแก้ได้
ไม่รู้สึกว่าจะต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งทำไม
จะต้องมาจำกัดจิตจำกัดใจอยู่ในที่อันเดียวทำไมวะ ไม่เห็นมีประโยชน์เลย ...เนี่ย
แล้วมึงเสือกมาฟังกูทำไม
ไอ้เรานี่ อะไรที่ออกมานอกกาย
อะไรที่เป็นจิต...แล้วมันออกนอกปัจจุบันกาย แค่อณูธาตุนึง กูก็รู้สึกเป็นทุกข์อย่างยิ่งแล้ว ...ทำไมมึงไม่เห็นวะ
นี่อยู่กับมันไม่ได้เลยน่ะ
ยอมตายซะดีกว่าให้จิตออกนอก ...เห็นมั้ยว่า คุณค่านี่
มันไม่ใช่ว่ามันจะเกิดขึ้นเองนะ คุณค่าของศีลสมาธิปัญญาน่ะ มันต้องทำ ฝืนทำไปก่อน
หลังๆ มันไม่ฝืนทำแล้ว โอ้โห มันตั้งอกตั้งใจทำเลยน่ะ
ทำให้อยู่ในศีล ทำให้ไม่ออกนอกศีล ทำให้ไม่ออกนอกปัจจุบันอย่างเข้มงวด
โดยที่ไม่ต้องให้ครูบาอาจารย์มาเข้มงวดเลย
แต่แรกๆ มันต้องฝืน ...เพราะมันยังไม่เห็นคุณค่าของศีลสมาธิปัญญา
เพราะมันยังไม่เห็นคุณค่าของกายใจปัจจุบัน เพราะยังไม่เห็นโทษแห่งการที่จิตมันไปสร้างปรุงแต่งขันธ์...ว่ามันเป็นทุกข์อย่างไร
คือไม่รู้สึกเลยว่ามันเป็นทุกข์
...คิดจนหัวจะแตก ก็ยังไม่รู้สึกเลยว่ากูเป็นทุกข์ในความคิดกับความคิด ...ถ้ามันไม่รู้สึกเลยว่าความคิดนี้เป็นทุกข์
หรือว่ากำลังอยู่ในความคิดแล้วมันเป็นทุกข์
ถามว่ามันจะเลิกทำไม ใช่มั้ย มันจะไปละความคิดทำไม มันจะไปละจิตส่งออกทำไม
...ก็มันยังไม่เห็นเลยว่ามันเป็นทุกข์ยังไงอ่ะ
หรือคิดเรื่องนึง เอ้า เป็นทุกข์ เดี๋ยวกูก็คิดเรื่องอื่นใหม่ที่เป็นสุข ใช่มั้ย
...อ่ะ วันนี้เห็นรูปไม่ดี เห็นผู้หญิงไม่สวย เดี๋ยวก็ขับรถไปหาผู้หญิงสวยๆ ดู
สบายอีก
นี่ มันแก้อย่างนี้กันน่ะ
มันก็บอกไม่เห็นเป็นทุกข์เลย แก้ได้ง่ายๆ น่ะ …แล้วไปเจอทุกข์ตอนไหนรู้มั้ย
...ตอนตาย กำลังจะตาย ทีนี้กูไม่รู้จะหนีไปทางไหนแล้ว กูจะหนีเวทนาไปทางไหน
แต่ก่อนมันแก้ได้น่ะ มีเงินก็แก้ได้
มีฐานะ มียศ มีบรรดาศักดิ์ มีการศึกษา นู่น มันแก้อะไรได้ลุล่วง ...พอมาถึงความตาย...ไม่ลุล่วงอ่ะ
ความตายมาแย่งชิงเอาไปซึ่งๆ หน้าเลย
แต่บอกแล้วไงว่า บุคคลพวกนั้น
รู้ก็สายไปเสียแล้ว เพราะต้องตายเสียแล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้ว
...แต่ว่าตายไปด้วยความไม่ยินยอม ตายไปด้วยความไม่ยินยอมว่าทำไมเราถึงทำไม่ได้
ตรงนี้คือปัจจัยให้เกิดการแสวงหาต่อเนื่อง
...เพื่อจะเอาชนะ เกิดมาเพื่อจะชนะ ให้ดำรงความสุข ให้ไม่มีทุกข์มาเจือปน...เจือปนในขันธ์
เข้าใจมั้ย ทั้งหมดนี่คือการมาเจือปนในขันธ์นะ ...ซึ่งไม่มีทางเลย
เพราะตัวขันธ์นั่นน่ะคือตัวทุกข์ ...แต่มันไม่รู้ มันโง่
ทุกอย่างจึงทำไปด้วยความไม่รู้จริง
(ต่อแทร็ก 17/12)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น