วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/6 (1)



พระอาจารย์
17/6 (571212A)
12 ธันวาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  นี่ ภาวนาบ้างรึเปล่านี่

โยม –  ที่ผ่านมาไม่ค่อยเลยค่ะ

พระอาจารย์ –  ถ้ามันไม่ค่อยๆ อะไรพวกนี้ ...มันจะต้องอยู่ในรูปแบบ ต้องนั่งสมาธิ นั่งทุกวัน ไม่ให้มันลืม..ไม่ให้มันลืมการภาวนา ...ถ้าไม่ทำให้มันเป็นนิสัย มันก็จะติดนิสัยหลงๆ ลืมๆ อย่างนี้

ก็ต้องเคี่ยวเข็ญตัวเอง ไม่มีใครมาเคี่ยวเข็ญให้ ...จิตมันรักชั่ว ไม่ค่อยรักดีหรอก  มันรักที่จะหลง ปล่อยปละละเลย สนุกเฮฮา หาอะไรให้เป็นความสบายตัวสบายใจไปเรื่อยๆ ...มันไม่มีประโยชน์

มันต้องเคี่ยวเข็ญตัวเอง ให้มีความตั้งใจ...ตั้งใจ นั่ง...วันหนึ่งให้ได้อย่างต่ำ ครึ่งชั่วโมง ...นั่งเฉยๆ นั่งอยู่กับตัวเองนี่ ดูตัวเอง หลับตาดูตัวเองไป

ยิ่งถ้ามันมีที่มีทางก็เดิน ...สลับกับการเดินมั่ง เดินกลับไปกลับมา ดูการเคลื่อนไหว ดูอาการ ตึง แน่น ไหว ขยับไปมา .. ดีกว่าให้มันปล่อยจิตล่องลอย..ล่องลอยคิดนู่นคิดนั่นไป

แล้วก็พวกไอ้เฟส ไอ้ไลน์ ไอ้เน็ทอะไรนี่ ...อย่าไปเล่นมันมาก  มันเป็นช่องทางออกของจิต ให้มันหลงเพลิน ...แล้วมันเหมือนกับติดยาเสพติดน่ะ

จิตมันเข้าไปแล้วมันก็จมหายไปเป็นชั่วโมง สองชั่วโมง ...มันเสียเวลาไป มันเสียเวลาไปเปล่าๆ ไม่ได้สาระแก่นสาร ได้แต่ความสนุกสนานลมๆ แล้งๆ ไปอย่างนั้น

มันไม่ได้เกิดปัญญาเห็นชอบ ปัญญาอันชอบ ...ไอ้ปัญญาแบบใครเขาเป็นยังไง ใครจะได้กับใคร ใครเลิกกับใคร มันไม่ได้เกิดปัญญาอะไรหรอก

ไปติดตามข่าวสารเหตุการณ์บ้านเมือง มันก็ไม่ใช่ปัญญาอันเห็นชอบหรอก ...มีแต่ก่อทุกข์ก่อโทษ ก่อเวรก่อกรรม เป็นเดือดเป็นร้อน เป็นทุกข์ ตำหนิติติงกันไปมาอยู่อย่างนั้น

การภาวนามันต้องเป็นไปเพื่อให้เกิดปัญญาอันชอบ ความเห็นอันชอบ ความเห็นจริง ...คือเห็นความเป็นจริง ที่มันเป็นความจริง..จริงๆ

ไม่ใช่ไปเห็นอะไรที่มันเลอะเทอะเปรอะเปื้อน แปดปน ปลอมปน..กับกิเลส กับความคิดแห่งเรา ความคิดแห่งเขา ...พวกนี้มันเป็นความรู้อันไม่ชอบไม่ควร มันทำให้เกิดอารมณ์แห่งเราแห่งเขาขึ้นมา

แต่ถ้ามันเป็นความรู้ชอบ ความเห็นอันชอบนี่ ...มันจะไม่เกิดอารมณ์แห่งเราแห่งเขา มันจะเป็นอารมณ์ที่เป็นความสงบ เป็นกลาง เป็นความรู้ที่มันเกิดความถ่ายถอนในความเห็นผิดในสิ่งที่แปดเปื้อนเจือปน

เพราะนั้นถ้าไม่ตั้งใจขยันในการที่จะสร้างปัญญาโดยการภาวนาแล้วนี่ ...มันก็จะหลงวนอยู่กับสิ่งต่างๆ อารมณ์ภายนอก คละเคล้ากันอยู่อย่างนั้น ผันแปรไปมาอยู่อย่างนั้น หมุนวนอยู่ในนั้น ไม่มีหัวหางทางออกอะไร

เป็นความคุ้นเคย เคยชิน สะสมความคุ้นเคยเคยชินในกิเลส ในโลก ...ซึ่งมันจะเป็นเหตุให้เกิดการสืบเนื่องแห่งการเกิดตายมาใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้น

การเกิดตายมาแต่ละครั้งนั้นมันเป็นทุกข์ ...มองให้ออกว่าการเกิดมามันเป็นทุกข์ การมีชีวิตอยู่ในโลกนี่มันเป็นทุกข์

ทุกข์เพราะการหาอยู่หากินนี่มันเป็นทุกข์ ...การมาพบปะข้องแวะกับผู้คนนี่ มันก็เป็นทุกข์  มันไม่ใช่เป็นความสุข ความสบาย ความสนุกอะไร 

การมาผูกพันมั่นหมาย ถูกขังอยู่ในกายนี่ ...มันก็ต้องแบกภาระของกาย เป็นทุกข์ขึ้นมาอีก

นี่ ที่มันมาเรียนหมอ เรียนพยาบาล เรียนเภสัชอะไร ...ก็เพื่อมาเยียวยารักษาความเจ็บป่วยของกาย..ที่มันเป็นทุกขเวทนาที่ละได้ยาก ถอนได้ยากนั่นเอง

มันก็เป็นทุกข์โดยสภาพของการเกิดและก็การตั้งอยู่ของกาย ...จวบจนวาระสุดท้าย จนกระทั่งกายแตกดับไป ก็ยังเป็นทุกข์ ...ไปถึงที่สุดก็ยังเป็นทุกข์

มันไม่ใช่เรื่องสนุก...ในการเกิดมาแต่ละครั้ง แต่ละคราว ...นี่ มันไม่มองกัน มันก็ไม่เห็น ...มันไม่ดู มันไม่แยบคาย มันก็เข้าใจว่า สิ่งในโลกมันมีแต่ความสุข ความสะดวก ความสบาย

ยิ่งอยู่นานไปเท่าไหร่ มีอะไรมาปรนเปรอโดยเทคโนโลยี โดยความปรุงแต่งในอารมณ์ โดยความปรุงแต่งในวัตถุธาตุที่มันดูน่าชอบน่าพอใจยิ่งขึ้นไป มันมีแต่ความสะดวกสบายอย่างเดียว ...มันไม่ใช่ 

จริงๆ มันเป็นทุกข์ ...มันก็ติดข้อง เกิดความติดข้องผูกพัน จนขาดเสียไม่ได้ ...ติดโลก ผูกพันกับโลกจนขาดโลกไม่ได้ ...ให้มันอยู่คนเดียวไม่ได้ในที่วิเวก สงบสงัดจากอารมณ์ภายนอก มันรู้สึกเป็นทุกข์แล้ว

เพราะมันติดข้องในอารมณ์โลก ติดข้องในความเป็นบุคคลในโลก อย่างนี้ ...มันก็เลยอยู่ห่างโลกไม่ได้ อยู่ห่างจากอารมณ์ไม่ได้

เพราะอย่างนั้น...มันจะไปไหนได้ไกลล่ะ มันก็ต้องกลับมาเวียนวนๆ อยู่ในโลกอยู่อย่างนี้ กับกิเลสของสัตว์มนุษย์ อยู่ตลอดเวลา

มันไม่ใช่คุณงามความดีอะไรหรอก ในโลกนี่...มันมีแต่คละเคล้าอยู่ด้วยทุกข์ ก้อนทุกข์กองทุกข์ กองกิเลสของคนของสัตว์ ...เบียดเบียนกันไปมา

เจ้ากรรมนายเวรทั้งนั้นน่ะ ที่มาเจอกันอย่างนี้ ...ไม่ใช่คนหน้าใหม่ คนเก่าทั้งนั้นแหละ  ผูกพันกัน เกิดตายร่วมกัน เป็นพี่เป็นน้อง เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นเพื่อน เป็นคนรักกัน ศัตรูกัน

ก็วนกันไป อยู่อย่างนั้นแหละ วนกันไป ...ออกจากกัน ปิดฉากกันยังไม่ได้ ในกองทุกข์ สังสารวัฏ สังสารสัตว์ทั้งหลาย ...มันเป็นอย่างนั้น

การภาวนา...ก็เป็นไปเพื่อหลุดพ้นจากการหมุนวนอยู่ในโลก การหมุนวนอยู่ในกายซ้ำซาก การหมุนวนอยู่ในการเกิดตายอยู่กับกาย...ไม่ว่ากายนี้เป็นชายเป็นหญิง เป็นคนเป็นสัตว์ เป็นเทพเทวดาเป็นพรหม 

มันก็คือกาย ...มันเป็นทุกข์ทั้งสิ้น  ขึ้นชื่อว่ากายนี่ มันเป็นทุกข์ ...เพราะมันมีความเสื่อม มีความแตก มีเวทนาในตัวของมัน แผดเผาอยู่ทุกขณะเวลานาที 

เพราะความเสื่อมไป มันจึงเกิดเวทนาแผดเผา เผาไหม้ เป็นทุกข์ซ้ำซ้อน ทับซ้อน  สะสมไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเวทนาสุดท้ายก็ตาย ...มันอยู่อย่างนั้น 

มันไม่ใช่ของดิบของดีอะไรที่จะมาเวียนวนอยู่กับการเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีกายอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ...นี่ ให้มันเห็น การภาวนาก็จะได้เข้าใจสภาพธรรมโดยรวม

ว่ามันเป็นทุกข์อย่างไร ว่ามันสมควรเข้าไปเป็นสุข หาสุขกับมันได้อย่างไร ...มันมีแต่ทุกข์ มีแต่ความผูกกันเมื่อไหร่ก็เป็นทุกข์เมื่อนั้น แบบนั้น ...มันเป็นของร้อน

ถ้าได้กอด ถ้าได้กลืน ถ้าได้กิน ถ้าได้จับ ถ้าได้ต้อง ...ก็เป็นความเร่าร้อน เผาไหม้อยู่ตลอดเวลา 

ทำยังไงมันถึงจะวางได้ ทำยังไงมันถึงจะปล่อย ทำยังไงมันถึงจะไม่เข้าไปขวนขวาย ค้นหา มี เป็น อยู่กับมัน...นั่นแหละคือปัญญา  ซึ่งปัญญาเป็นเหตุแห่งการละวางได้หมดสิ้น มันก็หมดปัญหา

เพราะนั้น ถ้าไม่ขวนขวายภาวนาเป็นนิสัย เป็นนิจ เป็นกิจวัตร เป็นกิจจะลักษณะขึ้นมาแล้วนี่ ...มันไม่มีทางที่จะทำให้เกิดปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงขึ้นมาได้

ปัญญาที่แท้ ปัญญาญาณ...คือเห็นสภาพธรรมตามจริง ...ถ้าไม่มีปัญญานี้ มันก็ติดข้องกับธรรมทั้งหลาย ทุกธรรม ทุกการปรากฏไป

ไม่ว่าจะปรากฏในลักษณะรูป ลักษณะเสียง กลิ่น รส  ลักษณะนาม ลักษณะความคิด ลักษณะขันธ์ ลักษณะอารมณ์แล้ว...ก็ติดข้องพัวพันไปหมด สลัดไม่ออก ...มันสลัดไม่ออก

นอกจากสลัดไม่ออกแล้วก็กลับกลืนกินเข้าไปอีก..ด้วยความพอใจ ด้วยความเห็นผิดเป็นถูก..ว่ามันเป็นของดี เป็นของวิเศษ เป็นของมีความสุขแก่เรา ...นี่เป็นความหลงผิด ติดข้อง

อย่างเช่นผู้ชายกับผู้หญิงอย่างนี้ อยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องหาคู่  มันเข้าใจว่ามีคู่แล้วจะเป็นสุข ...ไม่เห็นมีใครเป็นสุขสักคน  พอมีคู่แต่งงานจริงๆ หรือไม่แต่งงานอยู่ด้วยกัน ดันมีลูกขึ้นมาอีกว่ามันจะมีความสุข ...ก็มีแต่ทุกข์

มันเห็นผิดกันไปหมด แล้วก็ดันทุรังเป็นไปกันอยู่อย่างนั้น ตามธรรมเนียมโลก ตามธรรมเนียมความเห็นของคนในโลกไป ...อยู่กันแบบคดๆ งอๆ น่ะ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เมื่อเข้าไปผูกพันมั่นหมายกับอะไรแล้วนี่ มันก็ติดธรรมเนียม ติดค่านิยม ติดอะไรกัน ...ก็ทนอมทุกข์กันไปอย่างนั้น อยู่ด้วยการอมทุกข์กันไป

ทั้งๆ ที่ว่าอยู่คนเดียวนี่ มันก็เป็นทุกข์จำเพาะตน ก็ทุกข์แสนสาหัสอยู่แล้ว ...แต่ด้วยความไม่เข้าใจ ยังไปคิดว่ายังมีความสุขในสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่

แล้วก็ไปหามาเพิ่ม หามาพอกพูน...ให้มันมาก มี เป็น ขึ้นมาอีก เหล่านี้ ...นี่ ไม่มีบ้านก็ขวนขวายหาบ้าน ไม่มีรถก็ขวนขวายไปหารถ แล้วก็มาถือครองกัน

พอมันมีการสึกหรอ เสื่อมเสีย เสียหาย หรือว่าโดยเหตุ โดยกรรม โดยภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรืออะไรก็ตาม ...ก็เดือดเนื้อร้อนใจกัน

ใครมีมากก็ทุกข์มาก ใครมีน้อยก็ทุกข์น้อย ...เหล่านี้ มันเกิดเพราะความไม่รู้ ไปเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ บุคคลต่างๆ นี่เป็นที่ตั้งแห่งสุขของเราได้จริง ได้จริงๆ จังๆ

แต่สุดท้ายมันก็แสดงธาตุแท้ มีความเสื่อม มีความดับ มีความไม่มั่นคง มีความไม่เสถียร มีความไม่ยั่งยืนในตัวของมันเอง ...ก็รับไม่ได้ ก็เกิดตีโพยตีพาย ก็เกิดทุรนทุรายขึ้นมา


แต่ก็ยังไม่พอ ก็ยังไม่หยุด ...มันก็ยังหาอะไรต่อไปอีก ยังหาอะไรเพิ่ม พอกพูนขึ้นมาอีก ให้มันเป็นสมบัติบ้า สมบัติหลงไปจนวันตาย  ...ตายไปกับความหลงกับความยึดในสมบัติที่เอาไปไม่ได้


(ต่อแทร็ก 17/6  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น