วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/19



พระอาจารย์
17/19 (571231A)
31 ธันวาคม 2557


พระอาจารย์ –  นี่จึงจะเข้าไปรู้และเข้าไปเห็นในธรรม เฉกเช่นกับที่พระพุทธเจ้า และพระอริยะทั้งหลายท่านรู้เห็นธรรมเดียวกัน ไม่แตกต่างกัน ไม่ต่ำกว่ากัน ไม่สูงกว่ากัน ...แต่เป็นธรรมเดียวกัน

จึงไม่มีการขัดแย้งในธรรม ไม่ขัดแย้งกันในศีล ไม่ขัดแย้งกันในสมาธิและปัญญา ...นี้คือความงดงามในศีลสมาธิปัญญา ตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด

ปัญหาที่มันเกิดอยู่ในโลกของนักปฏิบัติทุกวันนี้ เพราะไม่รู้จักความหมายที่แท้จริงของศีล  ฟังแล้วไม่ได้ศัพท์ก็ไปจับมากระเดียด หรือฟังหู แล้วไว้อีกหู...ไม่เอามาทำ 

หรือฟังเข้าใจ แต่เอาไว้คุย ไม่เอาไปทำ ...นี่ มีอยู่หลายสปีชีส์เลย นักภาวนา หลายดิวิชั่น ...ถ้าเป็นพืชท่านเรียกเป็นดิวิชั่น ถ้าเป็นสัตว์ท่านเรียกเป็นสปีชีส์

มันจึงเกิดความแตกต่างกันในความเห็น มันจึงเกิดการโต้แย้งกันในธรรม มันจึงเกิดการผิดพ้องข้องใจกันในการปฏิบัติ เลยพาให้อาจารย์ทั้งหลายทะเลาะกัน จนอาจารย์เองสึกไปหลายราย ก็มี

เพราะฉะนั้น การฟังธรรม ท่านกล่าวไว้ว่า สุสฺสูสัง ละภะเต ปัญญัง  ฟังให้ดี ฟังด้วยดี จะเกิดปัญญา ต้องฟังแล้วทำความเข้าใจให้ดี ...นี่พูดอย่างช้าๆ แล้วนะ ธรรมดานี่ พูดเร็วกว่านี้เยอะ ฟังไม่ทันหรอก

คือพูดให้เข้าใจ คิดตามให้ทัน ...เพราะบางทีปัญญาขั้นจินตา ยังแปลความไม่ค่อยทัน แล้วมันจะจับไปกระเดียดมั่วๆ แล้วก็หาว่าอาจารย์ท่านสอนผิด เนี่ย...มึงฟังผิดเอง

เพราะนั้นหลักใหญ่ใจความของการปฏิบัติ...เบื้องต้นเลย  ต้องมาทำความชัดเจนในองค์ศีล ...ไม่ใช่ศีลบัญญัติ ไม่ใช่ศีลวินัย ...แต่เป็นอธิศีล คือศีลในองค์มรรค ศีลในภาคปฏิบัติ...ที่เรียกว่าเอกศีล ปกติกายวาจานั้นเอง

อย่ามัวแต่ลังเลในศีล อย่ามัวแต่ลูบๆ คลำๆ ในศีล  อย่ามัวแต่ไปปรามาสศีล อย่าทำตัวทำจิตล่วงเกินศีล  ปล่อยปละละเลย ให้จิตมันละเมิดศีล ละเมิดกาย ลืมกายของตัวเอง อยู่ตลอดเวลา

ถ้าทุกคนเริ่มต้นอย่างนี้...ตั้งใจ ใส่ใจ ระแวดระวังรักษาศีล อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ...ไม่ต้องไปถามหาสมาธิ-ปัญญาจากที่ไหนเลย 

สติเป็นเหตุ..ศีลเป็นผล  สติ-ศีลเป็นเหตุ..สมาธิเป็นผล  สติ-ศีล-สมาธิเป็นเหตุ..ปัญญาเป็นผล  สติ-ศีล-สมาธิ-ปัญญาเป็นเหตุ..วิมุติเป็นผล  สติ-ศีล-สมาธิ-ปัญญา-วิมุติเป็นเหตุ..นิพพานเป็นผล

นี้คือปัจจยาการสายดับ ไม่ใช่ปัจจยาการสายเกิด ...ส่วนในปัจจยาสายเกิดมาจากอวิชชาเป็นเหตุ ...ขี้เกียจไล่ให้ฟังล่ะ สรุปคือ...มีทุกข์เป็นผลสุดท้าย...ไม่มีอื่น

ไม่มีนิพพานแทรกอยู่ในปัจจยาการระหว่างเบื้องต้น ท่ามกลาง แล้วก็ที่สุดของปัจจยาการแห่งการเกิดเลย

แต่ตลอดชีวิตของปุถุจิตปุถุชน จะประกอบเหตุอยู่ในปัจจยาการสายเกิดตลอดเวลา  เพราะเป็นผู้ที่ขาด และไม่เป็นผู้ที่รักษาศีลเป็นเบื้องต้นเป็นหลัก

แม้แต่การนำเอาศีลสมาธิปัญญาไปปฏิบัติด้วยความไม่เข้าใจ ก็เข้าไปปฏิบัติอยู่ในปัจจยาการสายเกิด ...จึงเกิดภาวะที่เรียกว่า มั่วในธรรม สับสนในธรรม

มันวกวนในธรรม วกวนในการปฏิบัติธรรม เหมือนพายเรือในอ่าง ...แล้วก็มาทะเลาะกันว่า อ่างกูใหญ่กว่าอ่างมึง อ่างกูใสกว่าอ่างมึง อ่างกูอร่อย...ดีกว่าอ่างมึง

ทั้งหมดนี่ มันมาจากมือที่มองไม่เห็น...คืออวิชชา ...ตัวนี้คือมือที่มองไม่เห็นเลย ไม่มีสิทธิ์จะมองเห็นเลยในระดับปุถุชน หรือแม้แต่พระอริยะขั้นต้น ...คืออวิชชานี่

เพราะนั้น ที่พอจะมองเห็น ที่พอมองเห็นได้ลางๆ เป็นเค้าลางมือที่มองเห็นอยู่เบื้องหลัง...คือตัวเรา คือความรู้สึกแห่งเรา ...อันนี้ยังพอมองเห็นบ้าง

แต่เมื่อหลงปฏิบัติอยู่ในปัจจยาการสายเกิด  ไอ้มือที่พอมองเห็นบ้างว่าเป็นเรา นี่ จะมองไม่เห็นเลย ...จึงเกิดการเข้าไปหมายมั่นในธรรม จึงเกิดการเข้าไปครอบครองธรรมปฏิบัติ...แห่งตนแห่งเรา

เพราะนั้น เมื่อต่างคนต่างปฏิบัติ ต่างคนต่างมีธรรมของตัวเองเป็นที่ครอบครอง ต่างคนต่างมีวิถีแห่งการปฏิบัติตามเส้นสายลายแทงครูบาอาจารย์

และในขณะเดียวกัน ต่างคนต่างที่กล่าวมานี้ ล้วนแล้วแต่ต่างช่วยกันทำลายศีลสมาธิปัญญา...โดยมีลูกกระจ๊อกและลูกหาบเป็นผู้ค้ำจุน คือเหล่าพวกผู้ปฏิบัติตาดำๆ นี้เอง

มันขาดตั้งแต่...ฟังด้วยไม่ดีแล้วไม่เกิดปัญญา ...แล้วไปกระเดียดธรรม อ้างศีลอ้างธรรม อ้างการปฏิบัติในธรรมขึ้นมา...ถูกกว่า เร็วกว่า ดีกว่า เหนือกว่า แข่งกัน...เก่งกว่าพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น

จนมันเป็นการปฏิบัติที่จะพาให้ไปสู่ความล้มล้างศีลสมาธิปัญญาอย่างไม่รู้ตัวเลย เป็นการภาวนาเหนือศีลสมาธิปัญญาอย่างไม่รู้ตัว...คือโดยไม่เจตนา แต่ทำไปจริงๆ จังๆ เลยน่ะ

มันละเลยเพิกเฉยต่อศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริง...โดยไม่เฉลียวใจ อย่างไม่เฉลียวใจ ในคำบอกกล่าวตักเตือนมาตั้งแต่ปรมาจารย์ ครูบาอาจารย์พระอรหันต์ ยืนยันกันมาเป็นธรรมเนียมประเพณีแห่งการปฏิบัติ

เพราะฉะนั้น ก็ให้สำรวจตรวจตราตัวเอง...ประสิทธิภาพแห่งศีลมีกันรึยัง ...ไม่ต้องไปตรวจสอบสมาธิและปัญญา ไม่ต้องตรวจ ...ตรวจตรงบันไดขั้นแรกก่อนเลย

เมื่อตรวจดูแล้ว ก็จะตอบตัวเองได้อย่างอกผายไหล่ผึ่งว่า...กูไม่เคยมีเลย..หรือเปล่า มันตอบโจทย์ตัวเองได้นะ โกหกตัวเองไม่ได้เลยนะ เรื่องศีลนี่

ต่อให้ใครจะมาชี้หน้าว่ามีหรือไม่มี มันก็ไม่สามารถจะโกหกตัวเองได้หรอก ...แต่ปากจะพูดยังไงก็ได้ด้วยความไร้ยางอาย เพราะกิเลสเป็นภาวะที่ไร้ยางอาย

แต่ความจริงมันโกหกไม่ได้...ตัวเองรู้เอง มีหรือไม่มี..รู้เอง มากหรือน้อย..รู้เอง ไม่มีเลย..รู้เอง หรือแม้แต่ว่าไม่รับเลย ปฏิเสธการมีศีลนี้ด้วยซ้ำ..ก็รู้เอง

แต่การพูดน่ะ มันจะพูดด้วยความไร้ยางอาย ...นี่คือกิเลส พูดโดยกิเลส ไม่ได้พูดโดยศีลสมาธิและปัญญา คำพูดจึงไม่ตรงต่อกายและใจของเจ้าของ

แต่พระอริยะท่านที่ฝึกหัดในศีลสมาธิและปัญญามาตามลำดับ กายวาจาใจจะตรงขึ้นไปเรื่อยๆ ...ตรงต่อกาย ตรงต่อวาจา ตรงต่อใจ จะตรงจนเหมือนลูกศรที่ถูกดัด ไม่มีคดไม่มีโกง

แล้วกายวาจาใจที่ตรง จึงแน่วแน่ต่อนิพพาน โดยไม่เฉียดไม่เฉียง ไม่หนีจากเป้าหมายสุดท้าย...คือนิพพานได้เลย ...เพราะเหตุแห่งกายวาจาใจตรง

เพราะนั้น การดัดกายวาจาใจให้ตรง...ต้องดัดกายวาจาแล้วจึงดัดใจ ...ไม่ใช่ไปดัดใจ ดัดวาจา แล้วมาดัดกาย...ไม่ใช่ ผิดแบบแผน ผิดทำนองคลองธรรม

มันผิดครรลองแห่งมรรค ผิดวิถีแห่งการปฏิบัติในองค์มรรค ผิดหลักศีลสมาธิปัญญา ใครจะว่าถูก..ไม่รู้  แต่เราว่าผิด ...มีปัญหามั้ย (หัวเราะกัน)

เพราะนั้นคำว่าปฏิบัติตรงนี่ ตรงอย่างไร ...คือตรงกาย ตรงใจ  ตรงศีล ตรงธรรม  ตรงต่อความเป็นจริง ตรงต่อปัจจุบัน ...นี่ตรงทั้งนั้นนะนี่ 

ไม่ใช่การปฏิบัติแบบฉิวเฉียดในศีลสมาธิปัญญา ไม่ใช่การปฏิบัติแบบผิวเผินในศีลสมาธิปัญญา ไม่ใช่ปฏิบัติแบบลูบๆ คลำๆ ในศีลสมาธิปัญญา

แต่เป็นการปฏิบัติที่ตรงต่อศีลสมาธิปัญญาแบบปาเข้าเป้าทุกขณะ ทุกวินาที ทุกปัจจุบัน ...จึงเรียกว่าเป็นผู้ตรงต่อทางที่จะหลุดพ้น ตรงต่อมรรค ตรงต่อผล

แต่ก็ว่ากันไม่ได้ ...มันจะตรงยังไง ก็มันยังไม่รู้จักศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริง แล้วมันจะตรงยังไง ...เนี่ย ยังไม่ทะเลาะกันไม่เลิกไปอีกหลายร้อยปีเรื่อง ๑๕๐หรือ ๒๒๗ นี่

แล้วก็มีพวกเราไปแจมกับเขาว่า หนูแค่ ๕ หนูแค่ ๘ เอากับเขาได้มั้ย ...เนี่ย มันจะตรงต่อศีลเอาชาติไหนกันล่ะ หือ แต่จะบอกให้มันตรงอะไร มันไปตรงต่อสีลัพพตปรามาสแทนน่ะ 

มันเป็นแค่สีลัพพตปรามาส แค่ลูบๆ คลำๆ ในศีลและวัตร ...เมื่อลูบคลำในศีล มันก็ต้องมีวัตรปฏิบัติตามศีลนั้นๆ ใช่ไหม ...นี่จึงเรียกว่าเป็นผู้ลูบๆ คลำๆ ในศีลและวัตร  

เมื่อเกิดความลูบคลำในศีล ก็เกิดความลูบคลำในสมาธิ ตลอดจนถึงปัญญา ตลอดจนถึงลูบคลำในนิพพานน่ะ ...จึงมีลักษณะอาการของนิพพานแตกต่างกันไป

ก็ตามแต่มันจะบัญญัติ หรือตามแต่สำนักนั้นๆ จะบัญญัติ ...ดูเหมือนบ้าง ดูดีกว่าพระพุทธเจ้าบ้าง เงี้ย ...นิพพานบ้านไหนมันไม่เหมือนกัน หือ นิพพานของเจ้าสำนักมั้งมันไม่เหมือนกัน

แต่ถ้านิพพานตามความเป็นจริง ไม่มีคำว่าเหมือนหรือไม่เหมือน ...เพราะเป็นนิพพานเดียวกัน...ไม่ว่านิพพานพระพุทธเจ้า ไม่ว่านิพพานสาวก ไม่ว่าจะเป็นฆราวาส อุบาสกอุบาสิกา นิพพานเดียวกัน ที่เดียวกัน

ไม่มีสูง-ไม่มีต่ำ ไม่มีดีกว่า-ไม่มีชั่วกว่า ไม่มีถูกกว่า-ไม่มีผิดกว่า ...เพราะท่านเหล่านั้นน่ะ อยู่ในศีลสมาธิปัญญาเดียวกัน อยู่ในวัตรปฏิบัติเดียวกันคือมรรค

ท่านถึงบอกว่า ถ้าดัดลูกศรไม่ตรงเสียตั้งแต่แรกแล้วยิงไป สุดท้ายมันวกกลับมา เหมือนบูมเมอแรง ยิงไปข้างหน้า ดันกลับมาทิ่มอกตัวเอง เป็นทุกข์ร้อนแก่ใจเจ้าของโดยหารู้ไม่

ไม่รู้มันเอาศีลสมาธิปัญญาจากพระพุทธเจ้าองค์ไหนมาสอนตัวมันเอง ทำไมยิ่งปฏิบัติยิ่งเป็นทุกข์ ทำไมยิ่งปฏิบัติยิ่งถือเนื้อถือตัว ทำไมยิ่งปฏิบัติยิ่งเก่งกว่าคนอื่น

มันเอาศีลสมาธิปัญญาบ้านไหนมาปฏิบัติกัน หือ ไม่เอาศีลสมาธิปัญญาของพระพุทธเจ้ามาชี้นำ มันก็เหมือนกับการดัดลูกศรไม่ตรง แล้วก็ผลีผลามยิงไป ...สุดท้ายยิงเข้าตัวเอง

คือแรกๆ มันยังไม่กลับมายิงตัวเองหรอก มันจะยิงไปโดนคนรอบๆ ข้างตัวมันเองก่อน ...ก็ยังไม่รู้อีก  สุดท้ายก็ยิงตัวเองวันยันค่ำ มาลงที่ตัวเอง...เป็นทุกข์หมด

เพราะตราบใดที่ยังมี “เรา” เป็นผู้ปฏิบัติ ...ก็ “เรา” ผู้นั้นแหละจะเป็นผู้รับผล...ทั้งดีและร้าย ทั้งถูกและผิด เอาเหอะ ยังไงก็ต้องได้รับได้เสวย

แต่ศีลสมาธิปัญญาไม่ใช่อย่างนั้น ...ศีลสมาธิปัญญาเป็นไปเพื่อละ เลิก เพิก ถอน อำนาจแห่ง “เรา” ...ยิ่งปฏิบัติอยู่ในมรรค อยู่ในศีลสมาธิปัญญา...ยิ่งหา “เรา” ไม่เจอน่ะ

นี่ มันจะยิ่งหาความรู้สึกของตัวเราไม่เจอ จนกระทั่งหมดสิ้นแห่งความเป็นเรา..ของเรา ...นี่เรียกว่าต่างกันโดยสิ้นเชิงกับหมู่นักปฏิบัติหลายๆ คน...ที่กำลังเป็นกันอยู่


(ต่อแทร็ก 17/20)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น