วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/11 (1)


พระอาจารย์
17/11 (571216B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 ธันวาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นที่มาถามว่าจะให้แม่ทำยังไง ก็บอกไม่ต้องทำอะไร ทำกายให้ปรากฏ ...แล้วก็รักษากายที่มันปรากฏไว้ไม่ให้หาย แค่นั้นแหละ มันจะต้องทำอะไร

ไม่ใช่ไปนั่งคิดนั่งค้นอะไร หาสภาวะอะไรขึ้นมา ทำสภาวะอะไรให้เกิด ...ไอ้พยายามจะไปทำสภาวะอะไรให้มันเกิดด้วยการตั้งอกตั้งใจทำ นั่นน่ะผิด

มันผิดธรรม เพราะมันเป็นธรรมที่เรียกว่าธรรมที่เกิดจากความปรุงแต่งของขันธ์ มันไม่ใช่ธรรมตามจริง ...ก็ไอ้ธรรมตามจริงมันไม่ใช่ว่าต้องไปทำให้มันเกิด มันมีของมันอยู่แล้ว...กายอ่ะ

ก็บอกว่ามันเป็นธรรมแท้ ธรรมดั้งเดิม ...เพียงแต่ว่าหาให้เจอ แล้วก็จับให้อยู่ ...ไม่ใช่เจอแล้วก็...เอ๊อะ เจอแล้ว ดีใจ ทิ้งเลย ...จะไปทิ้งได้ยังไง ยังไม่เข้าใจมันเลย ...ต้องทำให้มันแจ้งสิ

จับแล้วนี่ ไม่ใช่ว่ามาจับแค่มาลูบๆ คลำๆ ...จับให้มั่น จับให้อยู่  แล้วมันก็จะพลิกไปพลิกมาๆ  ดูไปให้มันเกิดความละเอียด ถ่องแท้ ถี่ถ้วน ลึกซึ้ง ชัดเจน

นั่นน่ะที่เรียกว่าขัดเกลา คือการขัดเกลากิเลสที่มันปนเปื้อน แอบแฝง ...ยังมีรูปนามซ่อนอยู่ตรงไหน มันก็ขัดออกๆ ยังมีอารมณ์ซ่อนอยู่ตรงไหน ยังมีความเห็นซ่อนอยู่ตรงไหน ในกายนี่  มันก็ขัดออกๆ

นั่นน่ะขันธ์ ก็เรียกว่าขันธ์มันแทรกซึมอยู่ โดยจิตน่ะมันแอบเข้ามา เนียนๆ ...ก็ขัดออกๆ  จนเหลือแต่กายเน็ทๆ  rare rare ดิบๆ ...นั่นน่ะกายแท้ 

และมันเป็นปกติธาตุปกติธรรมจริงๆ ...ไม่ได้วิเศษวิโส ไม่ได้มหัศจรรย์พันลึก ไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการอะไรหรอก ...เป็นธรรมดา เรียบง่าย ราบเรียบ

แต่ไอ้ตัวที่รู้สึกว่าไม่ธรรมดาๆ ...นั่นแหละคือตัวจิต ปรุง มันสร้างอะไรขึ้นมาใหม่ที่ดูดีกว่าปกติ ...ถูกใจเราน่ะ...ไอ้ตรงนี้คือถูกใจเราน่ะ เพราะมันคุ้น เพราะมันชอบ อะไรที่มันเกินจริง

เพราะว่าความจริงนี่ ในความเป็นจริงของธรรมนี่...คือปกติ  เพราะปกติธาตุ ปกติธรรม มันเป็นธรรมที่ไม่มีอารมณ์อยู่ในตัวของมันเลย...คือมันเป็นกลาง

แต่โดยสันดานนี่ พวกเราคุ้นเคยกับอะไรที่มันเกินธรรม ที่เกิดจากการปรุงของจิต ปรุงแต่งในขันธ์นั่นเอง  เพราะในขันธ์นั่นมันจะมีอารมณ์...ที่เหนือกว่า ดีกว่าปกติ เหนือกว่าธรรมดา

แล้วเราก็ไปข้องแวะ แล้วก็ไปติดข้อง แล้วก็ไปหลง แล้วก็ไปยึด แล้วก็ไปจริงจัง มั่นหมาย...ด้วยความโง่เขลา ไม่รู้ว่ามันเป็นของที่ปรุงแต่งขึ้นมาใหม่...ซึ่งไม่มีจริง ...แต่อวิชชานี่มันสร้าง ผ่านจิต ผ่าน “เรา”

แล้วก็ยังมาตามหลอกตามหลอนถึงผู้ปฏิบัติธรรมนี่แหละ ว่าปฏิบัติแล้วมันจะต้องได้ผลอย่างนั้น ต้องเกิดสภาวะนี้ขึ้นมา ...เนี่ย มันยังมาตามหลอกในผู้ปฏิบัติอีก

จมไม่ลงแล้ว...มันจะเกิดสภาวะที่จมไม่ลง ...เพราะว่าเวลาเริ่มต้นมาปฏิบัติน่ะ มันจะมุ่งหา สร้าง ทำให้มีขึ้นมาใหม่ ยิ่งกว่าเก่า ยิ่งกว่าเดิมนี่ ...แล้วมันเกิดไปติด

เหมือนกับไปสอยกัลปพฤกษ์แล้วกูได้น่ะ เปิดออกมาแล้วมันมีรางวัลเลขท้ายได้แก้วได้โหลอย่างนี้ ...คือกูกะจะเอาซีตรอง เอารถเบนซ์น่ะ แล้วกูได้แก้วได้โหล ก็..เฮ้ย ติดใจนะ ก็ยังสอยอยู่เรื่อยน่ะ


โยม –  ปฏิบัติจะเอานะมันก็ผิดแล้ว

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ ทุกคนจะเริ่มต้นอย่างนี้ก่อน..ทุกคนเลย ...แล้วคราวนี้มันก็มาหลอกล่อด้วย..วันนี้ได้แก้วได้โหล พรุ่งนี้จะได้อะไรวะ  เออ พรุ่งนี้ได้ถ้วยโถโอชาม เอ้ย ดีกว่าแก้วโหล เข้าใจมั้ย


โยม –  หวังว่าจะได้ซีตรอง

พระอาจารย์ –  อะไรอย่างนั้น ...แล้วมาถามคนข้างๆ เนี่ย เขาว่า "ฉันได้เครื่องบดกาแฟ ฉันได้กินกาแฟร้อน" ...นี่ มีราคาขึ้นอีก 

ทีนี้ก็ประชันขันแข่งกัน แข่งกันสอยเลยๆ โดยมีรถเบนซ์น่ะตั้งไว้เป็นรางวัลล่อ ...ล่ออะไร ...ล่อไอ้หน้าโง่อ่ะ ... “เรา” คือตัวไอ้หน้าโง่น่ะ


โยม –  โห อาจารย์

พระอาจารย์ –  ก็ไม่เห็นใครได้นั่งรถเบนซ์สักคัน มันหลอกหรือไม่หลอกล่ะ ...เพราะมันเป็นรถเบนซ์ที่ไม่มีเครื่องยนต์น่ะ ขับไม่ได้ (หัวเราะกัน) ...มันเป็นรูปภาพ เข้าใจมั้ย

ก็บอกว่ามันหลอก ก็ยังไม่เชื่ออีกนะ ที่พูดมาทั้งหมดว่ามันหลอก ก็ยังไม่ค่อยจะเชื่อกันน่ะ ก็ยังดันทุรัง ดันดื้อด้านเข้าไปค้นหา มี เป็น สร้างกันแบบหน้าดำหน้าแดง

คร่ำเคร่งเลยนะ ลงทุนลงแรงตรากตรำกันแทบเป็นแทบตาย เพื่อจะให้ได้เป้าหมายคือรางวัลนั้น...กูจะได้สบายใจน่ะ นั่นแหละ มันหลอก ขันธ์มันหลอกอย่างเนี้ย

มันหลอกหมดน่ะ ตั้งแต่ปุถุชนยันผู้ปฏิบัติธรรม ยันพระสงฆ์ สามเณร ชี พราหมณี ภิกษุณี มันก็ยังตามหลอกได้ ...อยู่ในป่าในเขา มันก็ยังตามไปหลอก  เหมือนผี

ทีนี้มันจมไม่ลง ...พอมันทำไป แล้วมันมีผู้สนับสนุน มีผู้ชี้แนะชี้นำ ที่น่าเชื่อถือ น่าเลื่อมใสน่ะ ใช่มั้ย เออ อ้างคุณธรรมอย่างนั้น อ้างหลักธรรมบทนี้ ไม่ก็อ้างครูบาอาจารย์องค์นั้น รับรองเป็นการันตี อะไรอย่างนี้ 

มันก็เกิดความลุ่มหลงมัวเมาเข้าไปโดยหน้ามืดตามัว ...เราบอกว่าไม่ใช่ ให้วางซะ ไม่ต้องหา  ของจริงมีอยู่แล้ว ...มันก็ไม่ค่อยยอม เพราะมันไปติดสภาวะซะแล้ว มันบังเกิดความสุขแก่เราขึ้นมาในสภาวะนั้นๆ แล้ว

เนี่ย จิตที่มันทะยานอยู่ในภพ แล้วมันไปเสวยภพนั้น ...เคยไปเสวยภพเป็นอดีตขึ้นมา แล้วคราวนี้มันกินลึกอยู่ในสัญญา ..พอจะทิ้งๆ เดี๋ยวก็ลอยขึ้นมาเป็นสัญญาอีก

เนี่ย ความปรุงแต่งของขันธ์ ก็ลอยมาเป็นความจำได้ในอดีตขึ้นมาว่าเคยทำได้อย่างนี้...มาเปรียบเทียบกับปัจจุบัน ที่มันด้านๆ ดิบๆ ทื่อๆ แท่งๆ ก้อนๆ ธรรมดา ไม่มีอะไรเลยอย่างนี้

มันจะขึ้นมาอย่างนี้ ...ก็เรียกว่ามันตามหลอกหลอน...ขนาดที่ว่ามันลงปักหลักอยู่ในปัจจุบันกายปัจจุบันศีลแล้ว มันยังตามมาหลอกหลอนในสัญญาอีก

แล้วทีนี้ถ้าคนที่เคยทำมามาก ติดข้องมามาก ได้ผลมามากนี่...ที่เคยได้ความปรุงแต่งของสภาวธรรมนั้นๆ น่ะ ...มันก็ยิ่งนาน กว่ามันจะเจือจางลงไป

แล้วถ้าเผลอไผลไร้สติไปกับมันนะ ก็กระโดดเข้าไปปรุงแต่ง ค้นหา สร้าง มี เป็นขึ้นมาให้ยิ่งกว่าขึ้นไปอีก ...ก็เรียกว่าบังเกิดความละเลยในศีลสมาธิปัญญาอีก

เห็นมั้ยว่า ตลอดเส้นทางของมรรคนี่ ทั้งๆ ที่ว่ามีอยู่จริง ของง่ายๆ ...แต่การเดินไปบนมรรคตลอดสายไม่ใช่ของง่ายเลย มันจะมีอะไรขัดขวางอยู่ตลอด

ตัวมันเองนั่นแหละ ตัวจิตเอง ตัวเราเองน่ะแหละ เป็นผู้สร้างสิ่งกีดขวางขึ้นมา...โดยอารมณ์ โดยความคิด โดยสภาวะที่เคยเสพส้อง กลืนกิน  เคยเข้าไปเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับขันธ์ ด้วยความคุ้นเคยอย่างยิ่ง 

เหล่านี้ มันจะมาเป็นตัวชักใบให้เรือเสีย ให้ออกนอกมรรค ออกนอกศีลสมาธิปัญญา ...แล้วพอมันออกไปแล้วนี่ พอมันจะกลับมา พอกลับมาแล้ว...อยู่ยาก 

มันอยู่กับศีลได้ยาก อยู่กับความปกติธรรมดานี้ได้ยาก ...เพราะมันมีความเห่อเหิมเข้าไปในสุขทุกข์แล้ว ในธรรมนั้นๆ ที่เคยได้หรือกำลังได้อยู่ แม้กำลังได้อยู่ด้วยนะ

สมมุติว่ากำลังนั่ง เกิดนั่งรู้ตัวไป แล้วเกิดทิ้ง ลืมกายไป  แล้วมันเกิดสภาวะปีติสุข ปีติธรรมขึ้นมานี่ ...มันรู้ตัวว่านี่จิตเป็นปีติ เป็นอารมณ์ แล้วจะทิ้งอารมณ์นั้น  มันยังไม่กล้าทิ้ง ไม่อยากทิ้งเลย

ให้กลับมาดูลมหายใจใหม่ ให้กลับมาดูความตึงแน่นแข็งใหม่นี่ มันยังไม่ยอมเลย ...เห็นมั้ย ถ้ามันได้เข้าไปเสพเสวยแล้วได้รสชาติความสุขในการมี เป็น กับขันธ์แล้วนี่

ทั้งๆ รู้เห็น จับโจรได้แล้วนะนี่ แต่ไม่กล้าฆ่าโจรน่ะ ...ยังอ่อนข้อให้มันอีก ยังเห็นคุณค่าคุณงามความดีของมันอยู่อีก “รอให้มันดับไปเองก่อน แล้วค่อยมารู้กาย” นี่

มันจะเลี้ยงไว้ทำเผ่าทำพันธุ์รึไง มันจะเลี้ยงกิเลสไว้ทำพันธุ์หรือไง ...ก็เพราะไอ้การที่ติดข้องอย่างนี้ พอมันหมดไปแล้วมันก็เก็บจำในสัญญาต่ออีก 

มันมีรสชาติที่ติดข้องแล้วอ่ะ ..เหมือนกับลิ้นนี่ ได้เคยลิ้มรสแล้วนี่...มันไม่หายน่ะ มันไม่จางไปง่ายๆ หรอกในความทรงจำ 

ทีนี้พอมันกำหนดอยู่นี่ มันก็อดไม่ได้ที่จะหวน..หวนไปหาไอ้รสชาติเก่า ...นี่คือภพ มันคุ้นเคยในภพ มันท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่

กิเลสมันพา “เรา” นี่ไปท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในอดีต ทั้งในอนาคต ...มันก็ติดข้องอยู่ในภพ ...ในอเนกภพ

ถ้าไม่เป็นผู้มีความเพียรแน่วแน่อยู่ในศีลจริงๆ นี่ มันอดไม่ได้น่ะ ...มันจะต้องฝืนต้องทวน..เรียกว่าห้ำหั่นกันแบบ จนหยดสุดท้ายน่ะ ยิ่งกว่าโซดาสิงห์อีก ซ่าจนหยดสุดท้ายล่ะวะมึง...ถึงจะรู้ว่าเป็นน้ำเปล่า

ถ้ายังไม่ถึงว่าหยดสุดท้าย เขย่าแล้วเขย่าอีกๆ มึงต้องไม่มีซ่าเลยอ่ะ ...นั่นแหละใจ นั่นแหละกายที่แท้จริง อันบริสุทธิ์  มันจะต้องซ่าจนหยดสุดท้ายน่ะ

แต่ถ้ายังไม่ซ่าจนหยดสุดท้าย  มันจะมีความซาบซ่าน...ในอารมณ์ ในขันธ์ ไม่มากก็น้อย ไม่บ้างก็นิดนึงน่ะ 


(ต่อแทร็ก 17/11  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น