พระอาจารย์
17/9 (571212D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 ธันวาคม 2557
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 3 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – เพราะนั้นที่เราแนะนำว่า
การที่จะอยู่กับกายได้ดี ได้มาก ...ให้เดินมากๆ เดินจงกรม
ถ้านั่งนี่ นั่งในรูปแบบ...แล้วส่วนมากสติสมาธิปัญญาอ่อน
ใจลอย ไม่ลอยก็หลับง่าย หาวจนน้ำหูน้ำตาไหล ...ให้เดิน ...มีที่เดินกันมั่งไหมนี่
โยม – ส่วนมากจะนั่งครับ สลับกัน
พระอาจารย์ – นั่งหลับ (โยมหัวเราะ)
นั่งพร้อมกับจิตหลับก็ได้ ...ลอย ไม่หลับก็ลอย
การเดินนี่
ให้รู้อยู่ที่จุดเดียวเลย...ที่ฝ่าตีนน่ะ ฝ่าตีนที่กระทบน่ะ ...ปักลงไปเลย
ปักความรู้สึกลงไปเลย ปักสติลงไปเลย ปักลงที่ฝ่าตีน...ขวา-ซ้ายนี่
ให้ทัน ให้พอดี ทุกฝ่าตีน
ทุกความรู้สึกที่ฝ่าตีนเบียดบดพื้น ไม่ให้คืน ไม่ให้ลืม ไม่ให้เคลื่อน ...ให้มันเหลือแค่จุดเดียว
จุดความรู้สึกของฝ่าตีน ทั้งกายนี่มีความรู้สึกเดียว
รวมกำลังลงไปแค่ตรงนั้น อย่าให้มันล้ำ
ก้าวเท้าไปแล้วยังตามความรู้สึกไม่ทัน ...ช้าๆ ก่อน เอาให้ทัน ปึงๆๆ เอาให้มันรู้สึก
ทึ่กๆๆ อย่างนี้ ให้มันทัน
ไม่ต้องเอาอะไรเลย
เอาความรู้สึกที่ฝ่าตีนนี่ ...ไม่ต้องไปรู้สอง รู้สาม กับกายตรงโน้น ตรงนี้ ให้มันมั่วซั่ว ...รวมความรู้เป็นที่เดียวจุดเดียวเลย
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงน่ะ...ถ้ามันตั้งใจกันจริงๆ
นะ โลกนี้หายหมดน่ะ ...เหมือนลืมโลกไปเลยว่ามีโลกนี้อยู่
ลืมไปแม้กระทั่งว่ามีเราอยู่น่ะ เหมือนมันลืมไปเลย ...นั่นน่ะใช่เลย
แล้วการเดินนี่
มันสามารถเดินได้นานกว่านั่งนะ ...นั่งนี่ อย่างพวกเรานี่ อย่าถามถึงเป็นชั่วโมง ...ครึ่งชั่วโมงไม่รู้จะรอดรึเปล่า โดยเฉพาะนั่งบนเตียง...เสร็จ
(หัวเราะกัน) ไม่ถึงสิบห้านาที...เสร็จ
อย่านั่งใกล้หมอนนะ อย่านั่งบนที่นอนนะ...เสร็จๆ จิตมันจะเรียกร้องและร่ำร้อง
“นอนเถอะๆ นอนเถอะนะ พอแล้วๆ นอนเถอะ พอแล้ว เหนื่อยแล้ว เมื่อยแล้ว พอแล้ว” ...เอาแล้วๆ หลังจะเอนไปแล้ว
แต่เดินนี่ มันมีข้อโต้แย้งยากหน่อย เดินให้มันห่างๆ ที่นอน เดินเข้าไป
เดินเอาจนขาลากเลยน่ะ เดินเอาจนขานี่หนักเหมือนกับซุงเลยน่ะ ...เวทนา ยิ่งชัดยิ่งดี
มันจะได้ไม่ลืม ไม่ลืมตัว
ไม่ลืมกายปัจจุบัน ...เดินจนมันโซซัดโซเซเลย
เอาดิ ดูดิ๊ ถ้ามันเอากันอย่างงี้ จิตมันจะหนีไปไหน จิตมันจะออกนอกได้อย่างไร
หือ
สมัยเราเดินจงกรม เราภาวนานี่ วันหนึ่งๆ
เราเดินนี่ไม่ต่ำกว่าหกชั่วโมง เดินทีละช่วงๆ นี่ สองชั่วโมงขึ้น เห็นมั้ย
เวลามันหมดไปกับการเดินนี่กี่เปอร์เซ็นต์
ก็ดู...มันเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ที่จิตมัน...ถึงแม้มันจะกระโดกกระเดกไปมา ไม่พอดีเป๊ะๆๆ ไปทุกก้าว แต่ไปไม่ไกลหรอก
จิตออกไปไม่ไกลหรอก มันก็วนเวียน เดี๋ยวมันก็กลับมาอยู่
เห็นมั้ยว่า
เปอร์เซ็นต์ของการที่กายใจมันอยู่คู่กัน อยู่ในปัจจุบันนี่ ...เปอร์เซ็นต์ที่กายกับใจ
แล้วเปอร์เซ็นต์ที่จิตอยู่กับปัจจุบันกายปัจจุบันธรรมนี่...มากนะ มันมากนะ
แต่ถ้านั่งนี่ แล้วก็ทำนู่นไปทำนี่ไป โอกาสที่จิตจะล่องลอยเผลอเพลินนี่ง่าย ...แล้วมันหมดเวลา มันกินเวลาไปเป็นหลายๆ
ชั่วโมงน่ะในหนึ่งวัน
แต่ถ้ามาหมดเวลากับเดิน ตั้งใจเดิน
กลับไปกลับมานี่ ...ให้มันหมดเวลาไปกับการรวมสติ รวมกายอยู่กับการเดิน
รวมสติลงที่ฝ่าตีน ...จิตมันจะอยู่
แล้วพออยู่นี่
พอเลิกจากการเดินอย่างจริงจังต่อเนื่องตอนเดินนี่ มานั่งมาพักนี่ จิตไม่ไปไหนอ่ะ เหมือนมันเหนื่อย เหมือนจิตมันเหนื่อย มันไม่อยากไปไหนอ่ะ มันก็อยู่
มันก็อยู่กับนั่งของมันไป
โดยที่ไม่ต้องกำหนดอะไรมากเลยนะ แล้วนั่งได้นานด้วย อยู่เฉยๆ ได้นาน มันก็อยู่
ไม่อยากไป ...เหมือนมันหมดอาลัยตายอยาก ไม่รู้จะไปไหน ไม่รู้จะทำอะไร
ไม่อยากจะคิดอะไรน่ะ
ฝึกกันอย่างนั้นแหละ อย่าไปนั่งใจลอย ...พอเริ่มนั่งใจลอย
พอเริ่มนั่งคุมจิตไม่อยู่ พอเริ่มรู้สึกว่าฟุ้งซ่านแล้ว มันจะนอนท่าเดียว...อย่านอนนะ
อย่านอน อย่ายอมแพ้ เข้าใจมั้ย
ต้องเอาให้อยู่ ต้องเอาให้จิตอยู่ก่อน ลุกเดินๆ ...อย่ารีบ อย่ารีบพัก มันจะหาช่องหลับช่องนอนของมันอยู่เรื่อย ต้องฝืนต้องทน
เอาศีลสมาธิปัญญาเข้าสู้ เอาสติเข้าสู้ ...ไปเดินซะ อย่ารีบพัก
ฝืนใจกัดฟันเดินไป ทั้งที่ฟุ้งซ่าน ...แล้วก็คอยจับความรู้สึกที่ตีน ลงไปที่ท่อนขา ท่อนล่าง มันแข็ง กึ้กๆๆ เนี่ย กึ้กๆ
ให้มันรู้สึก จับความรู้สึกให้ทัน โป๊ะๆๆๆ ให้มันลงล็อกโป๊ะๆๆ ลงไปนี่
ปัก ปักลงไป จรดลงไป
เพียรเพ่งลงไปในที่อันเดียว ที่ความรู้สึกเดียวที่มันกำลังเกิดตรงนั้น เดี๋ยวกายหายหมดน่ะ เหลือแต่ความรู้สึก ...กายรูปนะหาย มีแต่ความรู้สึก
ขาแขนไม่เห็นแล้ว ไม่มีขา
ไม่มีตัวแล้ว ไม่มีทรงเหลืออยู่แล้ว มีแต่ความรู้สึกเต็มโลก เต็ม ...เหมือนโลกไม่มี
มีแต่ความรู้สึกของกาย
นั่นแหละแล้วค่อยนอน
เรียกว่านอนหลับไปพร้อมกับศีลสมาธิปัญญา ...อย่าไปนอนหลับพร้อมกับกิเลสความฟุ้งซ่าน
แล้วจะหาที่สุขสบายแก่ “เรา” อย่างเดียว อย่าไปให้ท้ายมัน
เนี่ย บุคคลผู้กระทำอย่างนี้นะ
จึงได้ชื่อได้เรียกขานว่า ผู้มีความเพียร ...จึงจะพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ว่าเป็นผู้ที่มีความเพียร ...ท่านอยู่กันอย่างนี้
ไม่ใช่อยู่ข้างกิเลสแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ มันว่ายังไง ตามมัน มันว่าไง ว่าไงตามกัน... ไปไม่รอดหรอก ไปไม่พ้นหรอก
ไม่พ้นจากอำนาจขอบข่ายเครือข่ายของกิเลสความปรุงแต่งในขันธ์ได้เลย
มันจะสร้างขันธ์แห่งเรานี่มาล่อหลอก โดยเอาความสุขสบายแห่งขันธ์เรานี่มาล่อหลอก หรือไม่ก็เอาความเจ็บไข้ได้ป่วยของขันธ์เรานี่มาล่อหลอก
“เดินมากเดี๋ยวร่างกายเสื่อมนะ
เดินมากเดี๋ยวร่างกายเมื่อยเกินไป เดินมากๆ เดี๋ยวหมดแรง เดี๋ยวไปทำงานไม่ได้” ...เนี่ย
มันสร้างขันธ์มาหลอก ข้างหน้า
เสร็จ ...ถ้ายังปล่อยให้มันคิดปรุงอยู่อย่างนั้น ขันธ์ก็เที่ยงๆๆ ...กายใจไว้ทีหลัง
ศีลสมาธิปัญญาอยู่อันดับปลายท้ายสุด ไม่ต้องมาพูดตอนนี้ ไม่มีค่าไม่มีความสำคัญเลย
นั่น อย่าให้มันเป็นอย่างนั้น ...ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เรียกว่าเป็นผู้ที่ล้มเหลวในความเพียร
หรือว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความเพียร หรือเป็นแค่ผู้ที่เพียรแต่ปากเท่านั้น
คุยซะมาก ว่าอย่างงู้นอย่างงี้
เป็นธรรมนู้นนี้ เรียกว่าเพียรแต่ปาก ...แต่ว่าความเพียรในศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริงไม่มี...ไม่มีศีลสมาธิปัญญาถือครองอยู่ภายในได้เลย
ถ้าผู้ที่มีความเพียรจริงนี่
จะถือครองศีลสมาธิปัญญาเทียบเท่าชีวิต เทียบเท่าลมหายใจ นี่...ถ้าบุคคลผู้มีความเพียรระดับนั้น
ไม่ต้องถามหามรรคผลและนิพพานเลย
มันบังเกิดอยู่แทบจะตลอดเวลา ...มีผลแห่งการละการวาง
มีผลที่ได้จากการละการวางปรากฏอยู่ตลอดเวลา ด้วยความว่างเบาๆๆ ว่างเบามาตลอด
มีความเหนือขันธ์อยู่ตลอด ไม่อยู่ใต้ขันธ์ ไม่อยู่ใต้กิเลส ไม่อยู่ใต้ความปรุงแต่งของจิต ...จะอยู่เหนือตลอดเลย
เหมือนลอยตัวจากขันธ์ ลอยตัวจากกิเลส
ซึ่งมันจะดึงให้จมอยู่กับมัน
ดึงให้ต่ำอยู่กับมัน เป็นของหนัก ...กิเลส ขันธ์นี่เป็นของหนัก มันจะดึงให้จม
ให้แนบแน่น ให้กลมกลืน ให้เป็นเนื้อเดียวใจเดียวสมานกันกับมันอยู่ตลอด
แต่ผู้ที่มีศีลสมาธิปัญญาดำรงอยู่นี่
จะเหนือกว่าขันธ์ ...เหนือขันธ์ เหนือกิเลส อย่างเห็นได้ชัดเจนขึ้นไปเรื่อยๆ จนโลกนี่กลายเป็นความว่างเปล่าไปเลย
สิ่งต่างๆ ทั้งหลาย...ที่มันมี ที่มันปรากฏนี่ เพราะว่าจิตส่งออกไปหมาย แล้วไปตีตราให้ค่าขึ้นมาว่านั้นคือนี้ นี้คือนั้น
เท่านั้นเอง ...มันจึงรู้สึกเหมือนว่ามีอยู่จริง
นี่คือความล่อลวง เล่ห์เหลี่ยมของกิเลสความปรุงแต่ง
...มันสร้างขันธ์มาหลอก โดยหมายขึ้นมาลอยๆ เป็นภาษา เป็นความเห็น ...เหล่านี้ท่านเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ
โยม – หลวงพ่อเจ้าคะ แล้วความเบื่อล่ะคะ ไม่ใช่เบื่อกับการปฏิบัติอย่างเดียวนะ
คือมันเบื่อจากทั้งข้างนอกและข้างในเลย แม้กระทั่งการฟังธรรมหรืออะไร
แต่ก็ยังปฏิบัติอยู่ แต่ก็เห็นความเบื่อ มันเบื่อน่ะค่ะตัวนี้
พระอาจารย์ – เหล่านี้คืออารมณ์ อารมณ์คือมาจากจิต
อารมณ์ที่มาจากจิต ...จะเบื่อในแง่นิพพิทา จะเบื่อในแง่กิเลสอะไรก็ตาม
ก็คืออารมณ์ในจิต
โยม – เบื่อน่ะ เบื่อแบบไม่รู้เบื่ออะไร แต่เบื่อ
พระอาจารย์ – ช่างมัน อย่าไปยุ่ง อย่าไปวอแว อย่าไปแยแส
อย่าไปค้นหา อย่าไปจริงจัง
ท่ามกลางความเบื่อนั้นต้องมีกายใจแทรกขึ้นมา
ต้องเอาตัวนั้นน่ะเป็นเมน เป็นหลัก เข้าใจมั้ย ...ไม่อย่างนั้นน่ะ
มันจะเข้าไปตกระกำลำบากอยู่ในเบื่อ ...คือมีเราเป็นเรากับเบื่อ
แต่ถ้าเราไม่ใส่ใจกับมันน่ะ
ก็จะไม่มีเราเป็นเรากับเบื่อ ...แต่จะมาอยู่กับหลัก...คือศีลสมาธิปัญญา
คือกายกับรู้ๆ กำลังรู้สึกทางกายอย่างไร
ต้องให้เห็นว่าลักษณะธาตุ คือลักษณะกายเป็นอย่างไร
คือความรู้สึกในกายเป็นอย่างไร ...มันไม่เหมือนกับความเบื่อนะ ใช่มั้ย มันคนละธาตุกัน
คนละลักษณะธรรมกันใช่มั้ย
โยม – มันเบื่อแบบอธิบายไม่ถูกน่ะค่ะอาจารย์
พระอาจารย์ – เพราะฉะนั้น
ให้เห็นว่าลักษณะความเบื่อ...นี่คือลักษณะของจิต คืออารมณ์ในจิต ...แต่ลักษณะของธาตุคือลักษณะของกายนี่คือเป็นลักษณะอย่างหนึ่ง
ไม่ใช่อย่างเดียวกัน
เออ ปัญญาให้เห็นอย่างนี้ก่อน ...คือการเห็น เข้าไปเห็นใช่ไหม เห็นว่ามันเป็นสองอาการ สองลักษณะคู่กันอยู่ นี่
เรียกว่าเห็น เห็นลักษณะธรรมด้วยปัญญา
คือเห็นเป็นสองสิ่ง
สองอย่างที่ไม่ใช่อันเดียวกัน ธาตุส่วนธาตุ...กับลักษณะที่ว่ามาจากจิตนี่
หรือเป็นอารมณ์ในจิตนี่
ลักษณะนี้เรียกว่าขันธ์ จิตมันปรุงแต่งขันธ์
อารมณ์...นั่นน่ะคืออารมณ์ คือขันธ์ ลักษณะหนึ่งของขันธ์ ...เพราะนั้น ธาตุส่วนธาตุ
ขันธ์ส่วนขันธ์
ตอนนี้มันยังไม่เชื่อหรอกว่าขันธ์ไม่มีจริง ไม่มีอยู่จริง
เพราะปัญญายังไม่ถึงตรงนั้น ...แต่ให้มุ่งมั่นลงที่ศีลสมาธิปัญญาว่าจริงกว่าก่อน
ให้เชื่อ แกล้งเชื่อว่าอย่างนี้ก่อน บังคับให้จิตมันเชื่ออย่างนี้ก่อน
แล้วให้เอาตรงธาตุนี้เป็นหลัก ...เอาตรงลักษณะของกายเป็นหลัก
(ต่อแทร็ก 17/9 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น