พระอาจารย์
17/1 (571201A)
1 ธันวาคม 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 17/1 ช่วง 1
โยม – คือถ้านั่นต้องออก...ออกเลย
พระอาจารย์ – เราบอกให้เลย...ในครัวในวัดนี่ คือที่ชุมนุมกิเลส
โยม – ใช่ค่ะ (หัวเราะกัน)
พระอาจารย์ – เป็นที่ชุมนุมของกิเลสทั้งน้อยใหญ่เลย
อยู่ในนั้นน่ะ มั่วซั่วอยู่ในนั้นหมดน่ะ ...แล้วอย่างที่ว่าจะสามารถเจริญสติได้อย่างต่อเนื่องนี่...ไม่มีทางเลย บอกให้ ยากมาก
เพราะนั้นว่า ที่ไหน
ที่ไม่ควรเข้าไปข้องแวะ หรือว่าเป็นที่อโคจร ...อยู่ห่างๆ เพราะกำลังของศีลสมาธิปัญญาเรายังอยู่ในระดับที่เรียกว่าต่ำ..ต่ำระดับเนอร์สเซอรี่
ที่ครูบาอาจารย์หลวงพ่อท่านพูดก็ไม่ผิดหรอก ...แต่ว่านั่นศีลสมาธิปัญญาระดับไหน มันคนละระดับเลย...มันคนละระดับเลยกับผู้ที่ยังเริ่มเตาะแตะในการบำเพ็ญ
มันยาก มันจะเสียเวลาโดยใช่เหตุ
มันจะเสียเวลากับ..ทางโลก-ทางธรรม มันก้ำๆ กึ่งๆ อยู่ ...เมื่อเราตัดสินใจที่จะมาปฏิบัติเต็มตัวอย่างนี้น่ะ ...คือไม่ได้ทำงานอะไรแล้วใช่มั้ย
โยม – ไม่ได้ทำค่ะ
พระอาจารย์ – ลูกเต้าหลานเหลนมีรึเปล่า
โยม – ไม่ได้แต่งงานค่ะ
พระอาจารย์ – เออ ก็ดีแล้วนี่ เห็นมั้ย มันเป็นอิสระแล้วนี่ ...ยังมาติดบ่วงอะไรอีก
ทีนี้เราต้องจับหลักให้ได้
จับหลักให้แม่น แล้วไม่เปลี่ยนหลักปฏิบัติ ...ภาวนาอยู่ในที่เดียวคือที่เดียว
กายเดียวคือกายเดียว ไม่เปลี่ยนที่ อย่าไปเปลี่ยน...ปัจจุบันกายนี่...อย่าเปลี่ยน
รู้ลงไป ซ้ำลงไป ...ยืนเดินนั่งนอน
ความรู้สึก อิริยาบถใหญ่น้อย ย่อย ยิบยับ อะไรพวกนี้ ...ตีมันให้แตก
อย่าให้มันเล็ดลอดไปได้ในความรู้สึกใดความรู้สึกหนึ่งของกายที่กำลังปรากฏ
ทำอยู่อย่างนี้ เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
รู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อยู่ในกายเดิมกายเก่านี่แหละ อิริยาบถเก่านี่แหละ ...แข็ง ร้อน ตึง
แน่น ไหว กระเพื่อม หนัก เบา ยืดหยุ่น อุ่น ร้อน ปวด เมื่อย หิว พวกนี้
ดูซ้ำๆ ดูมันซ้ำๆ ลงไป อย่าเบื่อ อย่าท้อ
อย่าคลายออก ...จรดไว้ จ่อไว้ อยู่อย่างนั้น อย่าให้จิตมันได้ช่องออกไป อย่าให้จิตมันได้ช่องคิด
อย่าให้จิตมันได้ช่องปรุง
อย่าให้จิตมันได้ช่องสร้างอารมณ์
อย่าให้จิตมันได้ช่องสร้างอดีต-อนาคต...ที่จะได้ ที่จะมี ที่จะเป็น ...นี่ ไม่ให้มันเคลื่อนไป เอากายนี่เป็นหลัก
จิตมันก็จะค่อยๆ ตั้งมั่นๆ
ตั้งมั่นเป็นสมาธิขึ้นเอง ...ไม่หวั่นไหว ไม่ส่ายแส่ ไม่ปรุงแต่ง ไม่มีสัญญา
ไม่มีความหมาย ไม่มีบัญญัติ ไม่มีสมมุติ
มันก็จะรู้ๆๆ
รู้อยู่กับกองกายกองธาตุของมันอยู่อย่างนั้น ...มันก็จะเห็นความเป็นจริงอยู่เบื้องหน้ามันอย่างเดียว คือสิ่งที่ปรากฏ..เท่าที่ปรากฏ
สิ่งที่เป็น..เท่าที่มันเป็น ...ก็คือกายนี่
แล้วมันเป็นยังไง ...มันก็เป็นแค่อาการ
เป็นกลุ่มอาการ เป็นหย่อมๆๆ หย่อมอาการ...ที่ไม่มีจิตออกมาแปลความหมาย
ไม่มีจิตออกมาให้ค่า ว่า...นั้นเรียกว่านี้ นี้เรียกว่านั้น นั้นเป็นอย่างนี้
นี้เป็นอย่างนั้น
นี่ มันไม่มีสมมุติบัญญัติ การให้ค่าให้ความหมาย ...มันก็มีแต่รู้เห็นเป็นแค่หย่อมของความรู้สึก
หย่อมความรู้สึกของกองกาย หมุนวนสลับผลัดเปลี่ยนไปมาอยู่อย่างนี้
นี่ การรู้เห็นกายอย่างนี้ตลอดเวลา
โดยไม่รามือ ...ตรงนี้ มันจึงจะเกิดความจางคลาย...จากความหมายมั่นว่านี้เป็นเรา
นี้เป็นของเรา...ทีละเล็กทีละน้อย
มันไม่ใช่ว่าทีเดียวหมดเลยนะ ...นีี่ ค่อยๆ
มันจะค่อยๆ ลาด ลุ่ม ลึก เทไปเรื่อยๆ ในการลึกซึ้งเข้าไปๆ เรื่อยๆ ...ซึ่งมันต้องใช้เวลาบ่มเพาะ
ไม่ใช่ว่าทำแบบหยุดๆ พักๆ
แล้วก็เอาใหม่ แล้วก็หยุดๆ พักๆ ...มันไม่ปะติดปะต่อ
มันก็เลยไม่แจ้ง ไม่เกิดความแจ้งในกายขึ้นสักครั้งสักที ...มันไม่แล้ว มันไม่เลิก
แต่มันจะต้องทำแบบไม่ลืมหูลืมตาเลยน่ะ ...ถ้าโยมหวังมุ่งหลุดพ้นนะ จะต้องภาวนาแบบอย่างนี้ ไม่ลืมหูลืมตา
ไม่ให้จิตเงยหน้าอ้าปากได้เลยน่ะ
เครียดก็เครียด อึดอัดก็อึดอัด ...อดทนเอาน่ะ
ไม่ให้จิตมันออกมาเลยน่ะ ...ใครว่าเพ่ง ใครว่าติด ไม่สนอ่ะ
ไม่ฟังอ่ะ ...เอาให้มันไม่ออกนอกกายนี้เลยน่ะ
จับจิตทุกตัว ทุกเม็ด ทุกอณู
ทำไปเหอะ แล้วจะรู้เอง ...จากที่เครียดมันจะไม่เครียดเองน่ะ ...มันจะอยู่เย็นเป็นสุข สบาย หมดเรื่องหมดราว
ไม่มีเรื่องไม่มีราวอะไรเลย
เห็นกายเป็นสิ่งหนึ่ง...อะไรอย่างหนึ่งวูบๆ วาบๆ
ลอยไปลอยมา เหมือนไม่มีความหมายใดความหมายหนึ่งรองรับเลย ...เนี่ย ทำให้มันถึงจุดนั้น
เออ
ถ้ามันถึงจุดนั้นน่ะ แล้วมันไม่รู้สึกว่ากายนี้เป็นเราอีกต่อไปแล้วนี่ จะไปทำงานบ้าบอ สร้างบ้านสร้างเมืองอะไรก็ไปทำเหอะ …แต่ถ้ามันยังไม่ถึงจุดนั้น...อย่า อย่าริอ่าน
คือเราต้องสังเกตดู...ดูครูบาอาจารย์เป็นหลัก ตั้งแต่หลวงปู่มั่นลงมา ครูบาอาจารย์รุ่นเก่า
ท่านไม่ได้ข้องแวะกับหน้าที่การงานอะไรเลย อยู่ในป่าลูกเดียว มีคนมาก็หนีๆ อยู่ตลอด ...นั่น ทำไมล่ะ
แล้วท่านอยู่อย่างนั้นกันกี่ปีล่ะ
อยู่ในดงอยู่ในป่า ธุดงค์ไปธุดงค์มา ไม่ได้อยู่เป็นที่เป็นทางอะไร ไม่ได้ไปรับงานนิมนต์ ไม่ได้สร้างวัด...ไม่มีวัดให้อยู่ด้วย
ขนาดนั้นท่านยังต้องใช้เวลากันเป็นสิบปีอ่ะ
กว่าจะแจ้งในส่วนใดส่วนหนึ่งที่เรียกว่ากาย ...แล้วแจ้งกายแล้วยังไม่จบ
ยังต้องมาแจ้งส่วนที่เรียกว่าแจ้งใจอีก
ไม่ใช่ว่ามันจะได้อะไรมาแบบง่ายๆ
อ่ะนะ หรือคิดเอาเองว่าน่าจะได้...ไม่ใช่น่ะ ... การปฏิบัติ กับความคิดว่า..น่าจะได้ น่าจะเป็น ...นี่ มันเป็นคนละเรื่องกัน
มันอยู่ที่การประกอบเหตุเพียงพอไหม ...ซึ่งศีลสมาธิปัญญานี่...มันเป็นปัจจยาการซึ่งกันและกันน่ะ
แล้วการประกอบเหตุแรก...ที่สำคัญที่สุดเลย ที่เป็นตัวเหตุแรกให้เกิดศีลสมาธิปัญญานี่ ...ธรรมแรกที่ต้องประกอบเหตุเลยนี่...คือสติ
ประกอบเหตุแห่งสติ...ผลคือศีล...ศีลคือปกติกายวาจา เข้าใจมั้ย ...ศีลในความหมายของเราไม่ได้หมายถึงศีล
๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ นะ ...เราหมายถึงปกติกายวาจานี่
เพราะโดยความเป็นจริงของคำว่าศีลนี่
ท่านแปลว่าปกติกายวาจาอยู่แล้ว ...เพราะนั้นการที่มันจะมีศีลขึ้นมาได้
มันจะต้องมีสติเป็นตัวธรรมต้น
การระลึกรู้ว่า...เดี๋ยวนี้ ปัจจุบันกายอยู่ยังไง
ปกติกายตรงนี้เป็นอย่างไร ...นี่ ถ้าไม่มีสติ มันจะไม่รู้ปัจจุบันกาย ปกติกายที่มีอยู่ตรงนี้ เข้าใจมั้ย
สติเป็นตัวแรกที่มันระลึกขึ้น
แล้วมันจึงจะรู้สึกว่า...กายกำลังอยู่ในท่าทางนี้ กายกำลังมีความรู้สึกอย่างนี้ ...นี่
เย็น ตอนนี้เย็น รู้สึกไหมว่าเย็น แข็ง...รู้สึกมั้ย
ถ้าไม่มีสติ มันจะไม่เห็นความเป็นไปของปกติกายในปัจจุบันน่ะ ...เพราะนั้น สติจึงเป็นเหตุของศีล เหตุที่ทำให้เกิดศีลเป็นผลขึ้นมา...คือกายก็จะปรากฏน่ะ
และเมื่อเราประกอบเหตุแห่งสติเพียงพอ
หรือมากๆ ...ศีลมันก็ยั่งยืน ...คือปัจจุบันกายจะต่อเนื่อง ยั่งยืน
เพราะการประกอบสติมากๆ นี่ สติมันจะพัฒนาตัวมันขึ้นมาเป็นสัมปชัญญะ...คือต่อเนื่อง ...กายหรือศีลก็จะเกิดความต่อเนื่อง
ยั่งยืน ไม่ขาดหาย
ทีนี้ เมื่อกายหรือว่าศีลนี่มันปรากฏด้วยความต่อเนื่อง
ก็ประกอบเหตุแห่งศีล รักษาไว้ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ...เรียกว่าเป็นการประกอบเหตุแห่งศีล
เมื่อสติและศีลพร้อมกัน...สมาธิเป็นผล ...สมาธิคือจิตตั้งมั่น จิตเป็นหนึ่ง
จิตเป็นกลาง นี่เรียกว่าสมาธิ ...สมาธิไม่ได้แปลว่าสงบนะ
สมาธิแปลว่าจิตเป็นหนึ่ง
เพราะว่าจิตมันจะไม่ออกไปไหนเลย
มันจะรู้อยู่จำเพาะกาย รู้แค่จำเพาะศีล รู้แค่จำเพาะปัจจุบันกายเท่านั้น ...นี่ จิตเป็นหนึ่งอยู่กับกาย จิตเป็นหนึ่งอยู่กับปัจจุบันกาย
จิตดวงนี้เรียกว่าจิตตั้งมั่น
จิตเป็นหนึ่ง จิตเป็นสมาธิ ...จิตดวงนี้จะระงับจากความปรุงแต่ง ไม่แตกเป็นสอง...เป็นความคิด
เป็นอารมณ์ เป็นอดีต-อนาคต เป็นภาษา เป็นบัญญัติ เป็นความหมาย เป็นความเห็น
มันจะระงับหมดเลย ...มันจะเหลือแต่หนึ่งรู้..กับจำเพาะกายปัจจุบันเท่านั้น
...นี่เรียกว่าสมาธิหรือจิตตั้งมั่น
เมื่อประกอบเหตุ สติ-ศีล-สมาธิ...เรียกว่าทรงไว้สามตัวนี่..ด้วยความต่อเนื่อง ...ผลคือปัญญา ...ปัญญาคืออะไร ...ปัญญาที่มันจะเกิดขึ้นก็คือ...รู้เห็นตามความเป็นจริง
ความเป็นจริงของอะไร
...ของสิ่งที่มันจรดไว้ ของสิ่งที่มันรู้อยู่..กำกับอยู่ด้วยศีล ...ความเป็นจริงนั้นคือกาย ...มันก็จะเห็นกายตามความเป็นจริง...อย่างที่เป็น
เท่าที่เป็น... อย่างที่มันมี
เท่าที่มันมี...จริงๆ
คือไม่ใช่ “เรา” ...คือเป็นแค่สิ่งหนึ่ง ...นี่
มันจะต้องเห็นอยู่ในสมาธิ...ด้วยจิตที่ตั้งมั่น และไม่มีความเห็น...คือเป็นกลาง ...มันจึงจะเห็นกายที่ไม่ใช่ “เรา” อย่างชัดเจน
โดยที่ไม่ต้องบีบบังคับให้เห็นเลยว่ามันไม่ใช่
“เรา” ยังไง ...มันจะเห็นโดยชัดเจนเอง...ด้วยสมาธิ ...นั่นน่ะเรียกว่าปัญญาเป็นผล
เมื่อทรงสติ-ศีล-สมาธิ-ปัญญา...ด้วยความเป็นสมังคีไว้อยู่อย่างนี้ นี่ ต้องบ่มอีกนะ ...เห็นมั้ย
ยังต้องบ่มศีลสมาธิปัญญาให้อยู่ในสมังคี
ให้เป็นมรรคสมังคีอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา...ไม่คลาดเคลื่อนเลย เป็นองค์ธรรมพร้อมกัน...พรักพร้อมกันอยู่ในที่เดียวปัจจุบันเดียวอยู่อย่างนี้
เมื่อประกอบเหตุอยู่อย่างนี้ด้วยความต่อเนื่อง...วิมุติเป็นผล ...วิมุติคืออะไร ...คือหลุดพ้น จะหลุดพ้นจากความเห็นผิดในกาย
จะหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นในกายนี้ ว่าเป็นตัวเรา ว่าเป็นของเรา
เมื่อรักษาศีลสมาธิปัญญาพรักพร้อมอยู่ด้วยวิมุติ
ไม่เข้าไปข้องแวะติดต่อข้องเกี่ยวกับกายว่านี้เป็นเราอีกต่อไป ...นี่ ทรงไว้อย่างนี้...นิพพานเป็นผลสุดท้าย
นี่คือการปฏิบัติตามลำดับธรรม ...เพราะฉะนั้นให้พวกเราทบทวนดู
ที่พูดมาให้เห็นภาพโดยกว้างโดยรวม ตลอดแนวทางมรรคนี่ มันจะอยู่ในทรงนี้ ลักษณะอย่างนี้
แล้วตอนนี้พวกเราอยู่ในเหตุไหน...ที่ยังขาด
ก็จะต้องมาประกอบเหตุตรงนั้นซ้ำๆ ลงไป ผลมันก็จะเกิดขึ้นตามลำดับ ...ไม่ใช่ว่าประกอบเหตุแห่งสติ
แล้วไปหวังเอาผลที่วิมุติ...ไม่ใช่ มันเป็นไปไม่ได้
มันจะต้องเป็นไปตามลำดับลำดา
ไม่ใช่คิดเอาเอง หรือว่าตามตำรา ...มันจะต้องมีพรักพร้อมอยู่ด้วย...สติ ศีล สมาธิ
ปัญญานี่ ด้วยความพรั่งพร้อมอยู่ตลอดเลย
นั่นแหละ ถ้ามันสามารถถามตัวเอง
ตอบตัวเอง ดูตัวเองได้ว่า
มันมีสติศีลสมาธิปัญญาพรั่งพร้อมอยู่ในที่อันเดียวกันมั้ย ...ไม่ต้องถามถึงวิมุติ
มันบังเกิดของมันเอง...เป็นผล
แต่ถ้ามันตอบตัวเองว่า
สติก็ยังไม่มีเลย ศีลก็ยังไม่รู้จัก อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ จิตตั้งมั่นคืออะไร..ไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จัก ...นั่น อย่าถามถึงผลคือวิมุติ...เป็นไปไม่ได้
(ต่อแทร็ก 17/2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น