พระอาจารย์
17/12 (571216C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 ธันวาคม 2557
พระอาจารย์ – ธรรมนี่ มันไม่ใช่ของแปลกประหลาดมหัศจรรย์อะไรหรอก ...ธรรมก็คือธรรมดา ธรรมก็คือปกติ ธรรมก็คือปัจจุบัน..ที่มีอยู่
กำลังแสดงอยู่ กำลังปรากฏอยู่...ด้วยความปกติธาตุ ปกติธรรม
เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านให้รวม..หลักมรรคนี่ ท่านให้รวมปกติธาตุ..ให้มันมาเป็นหนึ่ง
โดยท่านให้ถือเอากายนี่เป็นศูนย์กลาง...ของสามโลก
เพราะว่าถ้ามันไม่มีกาย
มันจะไม่มีสามโลก ใช่มั้ย ...เพราะว่ากายนี่ มันจะมีอายตนะติดอยู่ ตาหูจมูกลิ้น ...แล้วมันมีความรู้สึก วิญญาณตามหู ตามตา ตามลิ้น
เพื่อไปปฏิสัมพันธ์กับโลก
เพราะนั้นถ้าไม่มีกายก็จะไม่มีตาหูจมูกลิ้น
เมื่อไม่มีตาหูจมูกลิ้น
มันก็จะไม่มีความรู้สึกกับโลก ใช่ไหม ...เพราะนั้นตัวกายจริงๆ
ก็คือศูนย์กลางของโลกและจักรวาล
เป็นศูนย์กลางของธาตุ โลกนี่คือธาตุ
ท่านเรียกว่าโลกธาตุ ...เข้าใจคำว่าโลกธาตุมั้ย...โลกทั้งหมดสามโลกนี่ คือธาตุ ...ไม่ใช่ชีวิต แต่ว่าเป็นธาตุ
หรือว่าเป็นธรรมธาตุ
กายก็เป็นธาตุ โลกก็เป็นธาตุ...สัมผัสสัมพันธ์กันเรียกว่าเป็นธาตุกระทบธาตุ ...ซึ่งความเป็นจริงก็คือธาตุเช่นเดียวกันนั่นแหละ
แต่คราวนี้ท่านบอกว่า
การจะไปเรียนรู้เรื่องโลกธาตุ ...มันจะต้องรวมธาตุให้เป็นหนึ่ง
รวมมาอยู่ที่ศูนย์กลางธาตุ...คือกาย
ทำไมต้องเป็นกาย...เพราะทุกคนมีกาย ...ทำไมต้องเป็นกายที่มีอยู่...เพราะว่ากายที่มีอยู่คือกายที่มีชีวิต...เพราะมีใจครอง...มันจึงมีวิญญาณ
การรับรู้ทางตาหูจมูก
ให้รวมธาตุรวมขันธ์
มาเหลือหนึ่งธาตุหนึ่งขันธ์ คือปัจจุบันธาตุปัจจุบันขันธ์
...ปัจจุบันขันธ์คืออะไรรู้ไหม ..คือจิตหนึ่ง จิตที่พร้อมจะสร้างขันธ์แต่ยังไม่สร้าง
นั่นน่ะเรียกว่าปัจจุบันขันธ์
ให้มันมาอยู่กับปัจจุบันธาตุ..คือกาย ...ไม่ให้มันออกนอกกาย ไม่ให้มันลืมปัจจุบันธาตุของกาย
...เพราะอะไร ...เพราะกายนี้ ปัจจุบันกายนี้ มันดำรงอยู่
มันปรากฏอยู่ตลอดเวลา..ด้วยความเป็นกลาง
มันไม่ขึ้นไม่ลงไปตามอำนาจของกิเลส
ไม่ขึ้นไม่ลงไปตามความปรุงแต่งในขันธ์ ไม่ขึ้นไม่ลงไปตามกิเลสภายนอก..การกระทำ
คำพูด ความเห็นของมนุษย์ ของสัตว์ ของบุคคล
มันจะดำรงคงอยู่ของมัน โดยปรากฏอยู่ท่ามกลางสิ่งที่ปรากฏแวดล้อมน้อยใหญ่...ด้วยความเป็นกลาง แล้วเป็นกลางอย่างเอกอุ ...ใช่มั้ย
ใช่รึเปล่า
โยมนั่งอยู่อย่างนี้ ...มีกายอยู่ใช่ไหม
มีความรู้สึกในกายตรงนี้อยู่ใช่ไหม มีความรู้สึกอะไรที่ชัดที่สุด
โยม – รู้สึกตรงกลาง
พระอาจารย์ – เป็นยังไง
โยม – มีความเคลื่อนไหว
พระอาจารย์ – เคลื่อนไหว แน่น รู้สึกมั้ย รู้สึกแข็งมั้ย
โยม – รู้สึกตึงๆ แข็งๆ เหมือนท่อนๆ
พระอาจารย์ – เออ มันดำรงอยู่อย่างนี้ใช่ไหม อย่างชัดที่สุด
ถือว่าชัดที่สุดตอนนี้ใช่ไหมของกาย …แล้วถ้าเราจะด่ามันว่า “อีตอแหล” ...กายเปลี่ยนแปลงมั้ย
โยม – กายไม่เปลี่ยน
พระอาจารย์ – แล้วอะไรเปลี่ยน
โยม – ความรู้สึกข้างใน
พระอาจารย์ – ในจิต ใช่มั้ย ...เห็นตัวจิตเปลี่ยนใช่มั้ย
เปลี่ยนไปตามกิเลส การกระทำ คำพูด ...แต่ตัวกายเปลี่ยนมั้ย
โยม – ไม่เปลี่ยน
พระอาจารย์ – ยังดำรงคงสภาพเดิมใช่มั้ย เหมือนไม่รู้ไม่ชี้กับ
“อีตอแหล” ใช่มั้ย
โยม – ใช่
พระอาจารย์ – เป็นกลางใช่มั้ย
โยม – ใช่ กายไม่เปลี่ยน
พระอาจารย์ – ทำไมไม่เปลี่ยน ทำไมกายถึงไม่เปลี่ยน
โยม – เพราะมันเป็นของที่มีอยู่
พระอาจารย์ – เพราะมันเป็นธาตุ มันเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต ...เมื่อมันเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต
มันไม่มีอารมณ์ มันจึงไม่มีความเห็นในตัวของมันเอง ...มันจึงเป็นกลางใช่ไหม
แต่มันมีตัวนึงที่ไม่พร้อมจะเป็นกลางเลย...คือตัวเรา
ตัวจิตเรา ...เพราะฉะนั้น จะทำยังไงที่จะให้จิตนี้เป็นกลาง หือ นี่มันจะต้องมาหยุด
มันจะต้องมาจับอยู่กับสภาพธรรมที่เป็นกลางที่สุด...คือกาย ใช่ไหม
แล้วถ้าเราเปลี่ยนจาก “อีตอแหล” เป็น
“โยมโคตรสวยเลย” ...กายเปลี่ยนมั้ย
โยม – ไม่เปลี่ยน ...แต่ข้างในก็เปลี่ยนอีก
พระอาจารย์ – ข้างในก็เปลี่ยน มีความอิ่มเอิบ ...ยื่นหน้ามารับเลย...มี “เรา” ยื่นหน้าชูคอออกมารับเลย ...นั่นคือจิตนะ
เห็นมั้ย ตัวจิตนี่ มันพร้อมที่จะขึ้นลงไปตามอาการที่แปรปรวนของโลก …แล้วถามว่ามันจะหาความแน่นอนได้ไหม ...โยมคาดได้มั้ยว่าเราจะด่าหรือเราจะชม
เพราะนั้นจิตมันจะขึ้นลง
พร้อมที่จะไปมาอยู่ตลอด ใช่มั้ย ...เพราะนั้นจิตมันจึงพร้อมที่จะเกิดความพอใจและความไม่พอใจตลอดเวลาใช่ไหม
ความพอใจคืออะไร...กามสุขัลลิกานุโยค ความไม่พอใจคืออะไร...อัตตกิลมถานุโยค
ความเป็นกลางคืออะไร...มัชฌิมาปฏิปทา ...เพราะฉะนั้น ตรงไหนล่ะที่มันจะเป็นกลางได้ที่สุด ...ก็ต้องอยู่กับกายใช่ไหม ต้องมั่นคงอยู่กับกายจริงๆ ใช่มั้ย
ถ้าไม่มั่นคงอยู่กับกาย หรือไม่มีกายให้เป็นที่อยู่ของจิตเลย
หรือจิตไม่ยอมอยู่กับกายเลย ...มันจะกระโดดไปกระโดดมาระหว่างพอใจและไม่พอใจ
นี้คือธรรมชาติของจิต นี้คือสันดาน
นี้คืออนุสัย นี้คืออาสวะ นี้คือการผลักดันของกิเลสภายใน...ที่มันจะปรุงแต่งตัวเราคือสร้างขันธ์มารองรับอารมณ์ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง
ไม่มีตอนไหนเลยที่จะไม่มีอารมณ์มารองรับ ...ไม่เกิดไม่พอใจก็ต้องเกิดพอใจ ไม่พอใจมากก็พอใจน้อย เอาเหอะ ยังไงก็ต้องมี...ตราบใดที่จิตยังหาที่อยู่
หาที่ปักหลักไม่ได้ ไม่มีฐาน
นี้คือคำสอนของพระพุทธเจ้า...ว่าศีลเป็นรากฐาน
ศีลคือปัจจุบันกาย ปกติกาย เป็นรากฐานของจิต ...จึงทำให้จิตนี้ตั้งมั่นและเป็นกลางได้
เพราะนั้น
การที่จิตมาตั้งอยู่บนที่ตั้งมั่นและเป็นกลางที่ปัจจุบันกายนี้ ...ลักษณะนี้ท่านเรียกว่า
เป็นการเจริญมรรค หรือทรง ดำรงไว้ด้วยมัชฌิมาปฏิปทา
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอะไรซับซ้อนเลย
ทุกอย่างมีอยู่ ณ ตรงนี้แล้ว ใช่ไหม ...แล้วทุกอย่างทุกคนมีเหมือนกันใช่ไหม
มีใครได้เปรียบใครไหม มีใครเสียเปรียบใครไหม
ไม่ว่าหญิง ไม่ว่าชาย
ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ ...ความดำรงอยู่ของศีลสมาธิปัญญา ความดำรงคงอยู่ของมรรค
ความดำรงคงอยู่ของมัชฌิมาปฏิปทา...มีอยู่แล้ว
มีทางนี้อยู่แล้ว แต่ไม่เดินบนทางนี้เอง
...มันมักจะเดินไปบนเส้นทางแห่งความปรุงแต่งของจิต หลงใหลได้ปลื้ม ค้นหา ได้ประโยชน์
ได้คุณได้โทษ ได้สุขได้ทุกข์
มันจริงจัง เอาเป็นเอาตาย ค้นหา
เหนี่ยวรั้ง ผลักดัน..ทำให้มากขึ้น ทำให้น้อยลง ทำให้ดับ …การกระทำทั้งหมดเหล่านี้
เรียกว่าเป็นการกระทำนอกองค์มรรค
แล้วผู้คน ปุถุชนทุกคน
จะกระทำอย่างนี้..เป็นนิจสิน เป็นสันดาน เป็นอยู่ในกมลสันดาน ...จนรู้สึกว่าไม่ผิดเลย
เป็นเรื่องธรรมดา...เหมือนกันทุกคน...ไม่ผิดๆ
แต่มันกลับบอกว่า
ใครมารู้อยู่กับตรงกลางๆ ตรงกายที่เป็นปัจจุบัน ไม่ออกนอกกายปัจจุบัน มันกลับบอกว่า ไอ้อย่างนี้...บ้าและผิด ผิดโลก
ผิดคนในโลก
รวมทั้งกูนี่ด้วย กูนี่ผิดเต็มเปาเลย...เพราะไม่ออกนอกนี้เลยน่ะ ...ไม่ออกนอกขนาดไหน หาจิตไม่เจออ่ะ ...ไม่ออกนอกขนาดไหน หาขันธ์กูไม่เจออ่ะ
แล้วเจออะไร ...เจอแต่แท่งๆ
อย่างที่โยมว่านั่น กับเจอแต่ไอ้ที่รู้ว่าเป็นแท่งๆ
ตั้งอยู่นี่ ...เจออยู่สองอย่างนี่ นอกนั้นไม่เจออะไรเลย ...ลองมั้ยล่ะ
เชื่อมั้ยล่ะ
เชื่อ-ไม่เชื่อ...พระพุทธเจ้าบอก ก็ต้องพิสูจน์เอาเองดิ ...ท่านท้าพิสูจน์นะ ว่าธรรมท่านมีอยู่จริง
ธรรมที่ท่านชี้แนะนี่มีอยู่จริง วิธีการเข้าสู่ธรรมเห็นธรรมนี้ มีอยู่จริง
ท่านบอกแล้ว แล้วท่านก็บอกว่า...เชื่อ-ไม่เชื่อ
เรื่องของเธอ ปัจจัตตัง เวทิตตัพโพ วิญญูหิติ …แต่ถ้าไม่เชื่อ
อย่าปฏิเสธ...ถ้ายังไม่ได้ลองอย่างที่ท่านบอก
แต่ถ้าได้ลองแล้วทำแล้ว
ไม่มีใครที่จะไม่เชื่อว่าธรรมนี้มีอยู่จริง ไม่มีใครที่ไม่เชื่อว่าเส้นทางนี้ปฏิบัติแล้วเข้าสู่ธรรมนี้ได้จริง...คือมรรค คือศีลสมาธิปัญญา
จึงปรากฏเป็นสังฆะ
หรืออริยสงฆ์สาวกตามลำดับมาไม่ขาดสาย ตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานจนถึงปัจจุบัน
ไม่มีอริยะภูมิ อริยะจิต องค์ไหนบุคคลใดที่ไม่เดินบนครรลองนี้เลย
ท่านถึงบอกว่า นี้คือทางสายเอก
เอกายนมรรค เป็นทางเดียวที่จะออกจากขันธ์ ที่จะออกจากความหมุนวนในขันธ์
ที่จะออกจากความหมายมั่นในขันธ์ ที่จะไปสู่ความสิ้นสุดของขันธ์โดยสิ้นเชิง...ไม่มีทางอื่น
เมื่อไม่มีขันธ์ ก็ไม่มีผู้ท่องไปในภพ
...ขันธ์นี่เป็นผู้ท่องไป เที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ กายใจไม่ใช่ผู้ท่องเที่ยวในภพเลย เกิดตรงไหน..ตั้งอยู่ตรงนั้น
ตั้งอยู่ตรงไหน..ก็ดับลงตรงนั้น ...นั่นคือกาย
ไม่ทิ้งไว้เป็นอดีต
ไม่เป็นอนาคตในกายที่กำลังดับ หรือจะดับ หรือดับไปแล้ว จะไม่เหลืออดีตและอนาคต
ตลอดแม้กระทั่งปัจจุบัน ...หมดจดไหม...หมดจด
ใจไม่ต้องพูดถึง เพราะนี้คือธาตุที่เหนือธาตุ
เหนือโลกทั้งปวง...คือไม่เกิดไม่ดับ ไม่ไปไม่มา ไม่ขึ้นไม่ลง ไม่มากไม่น้อย
ไม่ผสมรวมกับอะไรเลย ...เป็นวิสังขาร เป็นอมตธรรม เป็นอสังขตธาตุ
ถ้ามันเหลืออยู่แค่นี้..กายกับใจที่บริสุทธิ์อย่างนี้...จบไหม...จบ จบอะไร...จบขันธ์ เมื่อจบขันธ์...ไม่มีการเกิดต่อ เมื่อไม่มีการเกิดต่อ...ก็ไม่มีการเกิดตาย
ถ้าไม่มีการเกิดก็ไม่มีการตาย ...ยุติ…ถือว่าธรรมทั้งหมดทั้งปวงยุติลง ณ ที่นี้ ...หยุดการหมุนวนในขันธ์
หยุดการหมุนวนในโลก หยุดการหมุนวนในกาย...แม้จะเป็นกายอันบริสุทธิ์ก็ตาม
มันก็มีวาระดับ
เมื่อดับเสร็จ...จบ นิพพานโดยสิ้นเชิง ...คือมีสองนิพพาน..นิพพานเป็นกับนิพพานตาย
นิพพานระหว่างยังไม่ตาย กับนิพพานที่ตายแล้ว..คือกายที่ตายแล้ว
เรียกว่าดับขันธ์โดยสิ้นเชิง
แต่นิพพานยังไม่ตาย...กายยังไม่ตาย
ยังดับขันธ์ไม่โดยสิ้นเชิง ยังอาศัยสมมุติขันธ์อยู่ เป็นธรรมขันธ์อยู่ ...เพื่อสืบทอดอายุพระศาสนา เพื่อสืบทอดความชัดเจนในองค์มรรค
เพื่อสืบทอดความชัดเจนในแนวทางแห่งศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริง ...ท่านดำรงคงขันธ์ที่เหลือไว้เพื่อการนี้อย่างเดียว ไม่ได้เป็นไปเพื่อโลกธรรมแปดเลย ...แต่เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา
(ต่อแทร็ก 17/13)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น