พระอาจารย์
17/2 (571201B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 ธันวาคม 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 17/2 ช่วง 1
พอพิจารณาได้หลุดบ่วงนี้ก็มีบ่วงใหม่มา ...กว่าจะพิจารณาหลุดจากบ่วงนึงๆ โอ้ย
เหนื่อย ...แล้วก็มามีบ่วง วุ้บ มาใส่ครอบไว้อีก ทำให้เกิดความติดขัดในมรรคอยู่ตลอด
ถึงบอกว่าเส้นทางนี้ ศีลสมาธิปัญญา..คือกายใจปัจจุบันนี่ เป็นของที่มีอยู่ในทุกผู้ทุกตัวคนแล้ว มันง่าย...คือไม่ต้องทำขึ้นมาใหม่
มันมีของมันอยู่แล้ว
ง่าย...คือมันไม่ต้องไปขุดค้น ค้นหาในที่ใกล้ที่ไกลไหน
ก็มีอยู่ตรงนี้ ...แต่ว่าคนเดินบนเส้นทางนี้กลับเดินไปได้ยาก
ทั้งที่ว่าของมันมีอยู่ตรงนี้แล้ว
แต่ว่าการที่จะเดินไปบนเส้นทางนี้โดยตลอดสายนี่..ยากยิ่งกว่ายากอีก ...เพราะมันจะมีข้อขัดข้องเยอะแยะไปหมด เป็นเหมือนอุปสรรค เป็นความเนิ่นช้า
จิตเรา..ตัวเรานี่แหละ
จะสร้างความขัดข้องขึ้นมา ให้ไปจม ไปแช่ ไปหมัก ไปเกี่ยวไปเกาะ...กับเรื่องนั้นเรื่องนี้ บุคคลนั้น อาการนี้ อดีตอันนั้น อนาคตอย่างนี้
มันจะดึงออกไป ให้เข้าไป...เหมือนกับมันดึงไปแล้วก็มีกาวตราช้างไปแปะติดไว้อย่างนั้น ...ทั้งๆ
ที่ว่ากายใจมีอยู่ตรงนี้ แต่กว่าจะละแล้วก็ดึงออกจากมันได้ ต้องใช้กำลังที่ฝืนเต็มที่
แล้วก็มาประคับประคองให้อยู่จำเพาะกายจำเพาะรู้
จำเพาะกายจำเพาะใจนี่ ...เดี๋ยวๆ มันก็ออกอีก ...แค่ง่ายๆ นั่งอยู่ตรงนี้ จิตออกไปกี่รอบ...ไม่ออกไปคิดก็ออกไปลืม ไม่ออกไปลืมก็ไหล หายไปไหนไม่รู้
ถึงบอกว่ากายนี่มีอยู่ตรงนี้นะ
ไม่ใช่ยากอะไรน่ะ ...แต่การที่จะเอาจิตเอารู้ให้อยู่กับกาย ให้อยู่กับรู้ปัจจุบัน
ไม่ใช่ของง่ายเลย...ถ้าไม่ตั้งใจจริงๆ
ซึ่งจริงๆ แล้ว ...ความตั้งใจนี่
มันเป็นความตั้งใจอยู่ภายในนะ มันไม่ใช่ตั้งใจแบบต้องออกแรงอะไรภายนอกเลยนะ ...มันเป็นความตั้งใจใส่ใจภายใน
มันไม่ใช่ว่าจะต้องไปนั่งให้นานๆ หรือเดินจงกรมให้ขาหลุดไปอย่างนี้...ไม่ใช่อ่ะ ...มันเป็นความตั้งใจที่นึกน้อม ระลึกขึ้น
ทวนกลับๆ ...เผลอเอาใหม่ ลืมเอาใหม่ๆ
นี่ มันต้องเป็นความตั้งใจ ใส่ใจ ขยัน แล้วให้ถี่ๆ โดยฉับพลัน
ไม่รั้งรอ ...ไม่ใช่ว่า.. "เออ เดี๋ยวก่อน รอก่อน ให้มันคิดไปสักหน่อยน่ะ...ไม่เป็นไร"
ไอ้ "ไม่เป็นไรๆ" นี่...เสร็จ เสร็จมันทุกทีแหละ ...ยาวเลยแหละ ยาวแบบหลายชั่วโมงเลย หรือทั้งวันเลยน่ะ
เพราะฉะนั้น พวกโยม...ตั้งแต่ตื่นเช้าตื่นนอนมา จนมาถึงนั่งตรงนี้ ปัจจุบันนี้...อยู่กับกายใจกี่นาที ...นับได้ไหม แค่นับเป็นนาทีนี่...ได้มั้ย ...แล้วนอกนั้นน่ะอยู่ที่ไหน นอกนั้นน่ะอยู่กับอะไร
นั่นแหละคือหมายความว่า
นี่แหละที่เรียกว่าปุถุชน ...คำว่าปุถุชน แปลว่า ผู้หนาแน่นด้วยกิเลส ...คือมันหายไปเลย
ตั้งแต่นั้น..ตั้งแต่ตื่นมาจนถึงเนี่ย ...กายใจนี่หายเลยน่ะ
ทั้งๆ ที่มันมีอยู่นะ ...เพราะว่ายังไม่ตายนี่ แปลว่ายังมีกายใจอยู่ใช่ไหม ...แต่มันหายไปได้อย่างไร
...เพราะว่าความหนาแน่นของกิเลสน่ะมันปกคลุมปิดบังจนมืดมิด
ทีนี้การภาวนาก็คือการสร้างสติสมาธิปัญญาขึ้นมา
เพื่อแหวกสิ่งที่มันห่อหุ้มปิดบัง cover กายใจนี่ไว้...ให้มันกระจ่างออก แค่นั้นน่ะ ...แค่แหวกออก
ไม่ใช่ไปสร้างกายใจขึ้นมาใหม่นะ ...กายก็มีอยู่ตรงนี้แล้ว ตึงบ้าง
แข็งบ้าง ลมหายใจเข้าบ้าง ลมหายใจออกบ้าง หนาวบ้าง ร้อนบ้าง เมื่อยบ้าง ...มันมีของมันอยู่แล้วนะนี่
พอแหวกความไม่รู้ออก
แหวกความหลงลืมออก แหวกอารมณ์ออก แหวกความคิดออก ...ไม่ไปใส่ใจกับมัน
ไม่เอามาเป็นเรื่องราว ไม่เอามาเป็นธุระ ...กายก็จะปรากฏขึ้น
นี่ กายปรากฏขึ้น...แค่แวบหนึ่ง...ต้องเรียกว่ากันเป็นแวบๆ เลยนะ ...ก็ยื้อไว้ ประคองไว้ ...นี่ ต้องเรียกว่าเพียรเพ่ง
หรือว่ายื้อให้มันอยู่ต่อเนื่อง
ด้วยสติสัมปชัญญะนี่ ยื้อไว้ รักษาไว้ ...มันก็จะได้เป็นพีเรียดขึ้นมา ...กายก็จะทรงรู้ ทรงความรู้สึกที่ให้เห็นนี่ เป็นพีเรียด เป็นช่วง เป็นห้วง นานขึ้น
เพราะนั้นไอ้การที่ทรงให้มันเป็นช่วงเป็นห้วงได้นี่ ไอ้ตัวที่ทรงไว้ได้เป็นช่วงเป็นห้วงได้นี่ ...เรียกว่าทรงอยู่ด้วยสติ-ศีล-สมาธิ ...นี่ จิตมันถูกล็อค ถูกบล็อกไว้น่ะ
ล็อคๆๆ
ให้อยู่ในกรอบกาย กรอบความรู้สึกกายนี้ ...มันถูกล็อคไว้ ไม่ไปไม่มา ไม่ขึ้นไม่ลง
ไม่หน้าไม่หลัง ไม่ซ้ายไม่ขวา ไม่บนไม่ล่าง ...มันถูกบล็อกไว้อย่างนี้
ทีนี้พอมันบล็อกไว้อย่างนี้ ...อำนาจ
อำนาจของมันยังมีอยู่...เหมือนสัตว์ พลุ่งพล่าน ...มันก็จะเกิดมีความคับข้อง
เพราะมันเคยไปอยู่ตลอด โดยธรรมชาติ โดยนิสัย
พอมันถูกบล็อก มันก็มีความรู้สึก
“จะไป กูจะไป อยากคิด อยากจะนั่นจะนี่” ...ต้องอดทนนะ อันนี้ต้องอด ต้องฝืนนะ
มันก็จะสั่นอยู่อย่างนี้ รอช่อง คอยหาช่องจะคิดไป จะได้เรื่องไป ให้มีอารมณ์อะไรขึ้นมา
คือจิตนี่มันต้องอยู่คู่อารมณ์
มันอยู่เฉยๆ โดยไม่มีอารมณ์นี่ มันรู้สึก...รู้สึกเหมือนไม่มีอะไร เหมือนไม่ได้อะไร
เหมือนไม่มีความสุข เหมือนไม่มีความสบายแห่งเราอ่ะ
นี่ต้องทนเอานะ …จนกว่ามันจะค่อยๆ อ่อนตัว ...เนี่ย
ด้วยกำลังเข็มแข็งของศีลสมาธิปัญญา มันจะทำให้ตัวนี้ค่อยๆ ล้า จิตมันจะล้า มันยอม
มันสยบ ...ทีนี้มันก็อยู่ตัว
พอมันอยู่ตัวปั๊บ ...ช่วงของกาย ช่วงของปัจจุบันกายที่ปรากฏ มันก็ยืดยาวเป็นพีเรียดยาวขึ้น
ไอ้ที่มันอยู่ได้ไม่นานนี่ก็เพราะไอ้ตัวนี้
แล้วเราทานอำนาจตัวนี้ไม่อยู่ พอมีรูปมีเสียงมากระทบปุ๊บ
มันแวบไปคิด ไปเพ่งโทษ ไปตำหนิ ไปวิจารณ์ ไปหาสุขหาทุกข์กับรูปกับเสียงซะ
เนี่ย
มันทานไม่ไหว ...มันก็ขาดไป กายนี้ก็ขาดไป
ศีลสติก็ขาดไป สมาธิก็ขาดไป …กิเลสมันก็ได้ช่อง
กิเลสก็เกิดพร้อมกับจิต มันก็ออกไปทำงาน
ทีนี้ถ้ามันออกไปทำงานแล้ว
ถ้าไม่มีความตั้งใจใส่ใจอยู่เสมอนี่ ก็เรียกว่ามันไปยาวเลย ...มันจะลิงก์นั่นลิงก์นี่ต่อไปเรื่อยๆ ลิงก์เหมือนกับโยมเข้าเน็ทน่ะ...เวิร์ลไวด์เว็บ
คิดไปเรื่อยๆ
ทีนี้กายใจก็หายไปเลย หายไปเลย
หายไปพร้อมกับศีลสมาธิปัญญานั่นเอง …แล้วเราจะวนเวียนอยู่ตรงนี้
ทั้งวันทั้งชีวิตนี่ วนเวียนอยู่ตรงนี้ ตรงที่จิตมันออกไปอยู่นั่น
เรื่องราวต่างๆ น้อยใหญ่น่ะ
ความเป็นไปของบุคคล ความเป็นไปของเราข้างหน้าข้างหลัง ตัวเราจะโดนอะไร
ตัวเราจะได้อะไร ตัวเราจะหาอะไรมาซัพพอร์ทต่อไปข้างหน้าดี
มันไม่ได้วนเวียนอยู่ตรงนี้
มันไม่ได้วนเวียนอยู่ในกายใจ มันไม่ได้วนเวียนอยู่ในศีลสมาธิปัญญา ...แต่มันไปวนเวียนอยู่ในจิตที่มันคิดนึกปรุงแต่ง แล้วก็ทำตามจิตคิดนึกปรุงแต่ง
เพราะนั้นผลที่ได้จากการวนเวียนอยู่ในจิตกิเลส
จิตปรุงแต่ง และกระทำตามกิเลส กระทำตามความคิดนึกปรุงแต่งตามอารมณ์นี่ ...ผลที่ได้คือสุขและทุกข์
แล้วมันจะมีทุกข์มากกว่าสุข ...สุขก็มีบ้าง...น้อยๆ นิดๆ พอมาแวบๆ แล้วก็หาย ...แล้วก็จะเป็นทุกข์ ...ซึ่งจริงๆ
ตัวสุข...ก็คือทุกข์นั่นแหละ
เพราะนั้น มันจะวนเวียนอยู่แค่นี้...สุข-ทุกข์ แล้วก็มีทุกข์มากกว่าสุข มีความไม่ดั่งใจ
ไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา
แล้วก็หาใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา...เพื่อมาขจัดทุกข์อยู่ตลอดเวลา ...ก็หาใหม่ หาอะไรที่มันจะเป็นสุข คิดไป ทำไป
หาใหม่ คิดใหม่ ทำใหม่ คิดต่อทำใหม่
เนี่ย ตรงนี้ที่ท่านเรียกว่า...สังสารวัฏ
สังสารจิต วัฏจักรของจิต หมุนวนอยู่ในจิต ไม่มีคำว่าจบสิ้น ...เพื่อมาสนอง "ตัวเรา"
แต่ถ้าเมื่อใดนี่...ที่มันมาวนเวียนอยู่จำเพาะกายจำเพาะใจ ...ผลที่ได้คือเกิดความแจ้งชัดในกายใจ
แจ้งอย่างไร ...แจ้งว่ากายนี้ไม่ใช่เรา
แจ้งว่ากายนี้ไม่ใช่ของเรา แจ้งว่าใจนี้ไม่ใช่เรา แจ้งว่าใจนี้ไม่ใช่ของเรา ...มันจะเกิดผลคนละด้าน คนละแบบกัน
แล้วเมื่อเกิดผลว่า...กายนี้ไม่ใช่เรา
จิตนี้ใจนี้ไม่ใช่เรา ปึ้บ ...ไอ้อาการที่หมุนวน วนเวียนอยู่ในจิต มันจะค่อยๆ เลือนๆ
หายไป
นี่ มันเป็นปัจจยาการซึ่งกันและกัน ...ถ้าความรู้สึกใน
“ตัวเรา” น้อยลงเท่าไหร่...ไอ้จิตที่หมุนวนปรุงแต่งคิดนึกนี่
จะน้อยลงเท่านั้น
พอความรู้สึกที่เป็น “ตัวเรา”
หมดสิ้นสลายลงไปโดยสมบูรณ์ปั๊บ...จิตปรุงแต่งหยุดโดยสิ้นเชิง ไม่ไปงมงาย ไม่ไปโง่งม
ไม่ไปหมุนวน ไม่ไปจมแช่ ไม่ไปฝันเฟื่องเลื่อนลอยอีกต่อไปแล้ว
อดีตดับ อนาคตจบ ปัจจุบันก็มีแค่เกิดๆ
ดับๆ แค่นั้นเอง...ทุกอย่างหดลงหมดเลย …ถึงบอกว่ามีทางเดียวเท่านั้นที่จะออกจากความหมุนวนในจิตนี้ได้
แต่อยู่ในนี้ก็ทุกข์นะ ...พอมาเริ่มอยู่ในกายใจ ตั้งใจที่จะรู้กายรู้ใจ...ก็ทุกข์เหมือนกันนะ
ไม่ใช่ไม่ทุกข์นะ
เพราะว่ามันจะต้องทุกข์กับไอ้ตอนที่มันบีบคั้นจะออกไปให้ได้นี่แหละ ...เพราะว่ามันคุ้นเคยในอารมณ์ เพราะมันมีผลประโยชน์ในอารมณ์แก่เรา
แต่พอมาอยู่ตรงกายใจ
จะไม่มีประโยชน์แก่ “เรา” เลย ที่เป็นอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ...เพราะมันจะเป็นกลางๆ ก็เฉยๆ ไม่มีอะไรทั้งสุขและทุกข์...แข็งก็รู้สึกว่าแข็ง หนาวก็หนาวอย่างงั้น
(ต่อแทร็ก 17/3)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น