วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/13


พระอาจารย์
17/13 (571216D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 ธันวาคม 2557



พระอาจารย์ –  เพราะฉะนั้นการจ้ำจี้จ้ำไช เราจ้ำอยู่ที่เดียว ...เหมือนอย่างที่เราถามว่ารู้สึกยังไงตรงนี้ ที่นั่งนี่ แล้วก็ต้องทวนตัวเองให้กลับมาอยู่ที่นี้ให้ได้

ตัตถะๆ...“ที่นี้”  วิปัสสติ...ทำ “ที่นี้” ให้แจ้ง ...แจ้งว่าอะไร...มันเป็นใคร  แจ้งว่าอะไร...มันเป็นของใคร  แจ้งว่าอะไร...มันเป็นชายหรือมันเป็นหญิงไหม  แจ้งว่าอะไร...มันมีเรา ของเราจริงหรือเปล่า

นั่น วิปัสสติ ทำ “ที่นี้” ให้แจ้ง ...ไม่ใช่ไปหา สร้าง “ที่นี้” ขึ้นมาใหม่ ... “ที่นี้” มีอยู่แล้ว ...แต่มันจะมีตัวนึงน่ะ ที่จะสร้างที่ใหม่ขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ คือตัวจิต ...นี่ต้องระวัง ต้องควบคุม 

ต้องสำรวมในจิต ต้องระงับจิต ต้องควบคุมจิต ต้องระมัดระวังเท่าทันจิต ต้องไม่ไปสืบเนื่องกับความเป็นไปในจิต ต้องไม่ไปตาม ไหลเลื่อน เคลื่อนคล้อยไปกับอาการของจิต

อย่างที่เราอธิบายว่า..เวลาโดนด่าโดนชมนี่  มันจะเกิดการเคลื่อนคล้อยไปตามความปรุงแต่งของมันเอง ...มันคือ "เรา" น่ะ แล้วมันอดไม่ได้ที่จะต้องเคลื่อน มันถือว่าเป็นธรรมชาติ

“ถ้าไม่โกรธก็บ้าสิ” ใช่มั้ย   ถ้ารับรู้แล้วไม่มีอารมณ์นี่...“เอ๋อ รึเปล่าวะกู”  นี่ กลัวเอ๋อ ต้องมีอารมณ์ อย่าไปกลัว อยู่ในที่ที่ไม่มีอารมณ์ มีอยู่ที่เดียว...คือที่กายตั้งอยู่ ...เพราะตรงกายจะไม่มีอารมณ์เลย

เพราะอะไร ...เพราะจิตที่มันมารู้อยู่กับกายนี่...ว่าแข็ง ตึง แน่นนี่ ...เสียงมันก็ได้ยินน่ะ แต่มันไม่มีจิตออกมาแปลความ...ไม่แปลความคืออะไร คือไม่ปรุงต่อ ปรุงแต่ง ไม่หมาย

ไม่แปลความหมายในเสียง ไม่แปลเป็นบัญญัติสมมุติขึ้นมา ...จิตมันไม่ปรุงกับเสียง เสียงก็เป็นสักแต่ว่าเสียง  จิตไม่ปรุง จิตมันอยู่กับกาย กายก็ไม่มีอารมณ์ ...มันไม่ได้ปรุงเสียงมันก็ไม่มีอารมณ์

เนี่ย เขาเรียกว่าจิตตั้งมั่น...ตั้งมั่นอยู่กับกาย ตั้งมั่นอยู่กับศีล ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน ...ตรงเนี้ย จิตจะเป็นกลางต่อเสียง และรูป และกลิ่น และรส และสัมผัสโดยรอบโดยรวมแห่งกาย เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หนาว

เมื่อไม่ไปปรุงแต่งกับอายตนะผัสสะที่มันมากระทบในปัจจุบันกับปัจจุบันกายผ่านอายตนะ  ก็ไม่มีขันธ์ปรากฏอย่างชัดเจน ...เมื่อไม่มีขันธ์ปรากฏอย่างชัดเจน ก็ไม่มี “เรา” ปรากฏอย่างชัดเจน

เพราะ "เรา" กับขันธ์นี่เหมือนหน้ามือกับฝ่ามือ มันเป็นตัวเดียวกัน ... มีขันธ์..มี “เรา” ... มี “เรา”..มีขันธ์ ...ไม่มี “เรา”..ไม่มีขันธ์ ... ไม่มีขันธ์..ไม่มี “เรา”  

ปรุงแต่งจริงจังในขันธ์มาก...“เรา” ก็มาก แข็งแรง หน้าด้านหน้าทนขึ้นมา ...เจือจางในขันธ์..ความรู้สึกเป็น “เรา” ก็เจือจาง ...มันสมมาตรกัน เพราะมันเป็นหน้ามือกับหลังมือน่ะ มันไม่ใช่คนละเรื่องกัน ขันธ์กับเรา..เรากับขันธ์น่ะ

แต่เมื่อใดที่มันมาอยู่กับมรรคโดยสมบูรณ์ อยู่กับศีลสมาธิปัญญาโดยสมบูรณ์...คืออยู่ที่กายใจล้วนๆ นี่ ...ตรงนั้นจึงจะเป็นที่ที่เรียกว่า ไม่มี “เรา”..ไม่มีขันธ์ ... ไม่มีทั้ง “เรา” ไม่มีทั้งขันธ์

เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดสามารถดำรงอยู่ในที่ที่มันไม่มีเราไม่มีขันธ์ได้..แม้ในขณะหนึ่ง ...พระพุทธเจ้าบอกว่า เกิดมาชาตินี้...ไม่เสียชาติเกิด ท่านบอกอย่างนี้เลยนะ

หมายความว่าไง ...คือไม่เป็นโมฆะบุรุษ ...นั่นแหละที่พระพุทธเจ้าบอกว่า แม้ปรากฏแห่งศีลสมาธิปัญญาชั่วช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ...พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่เสียชาติเกิดแล้ว

แต่อย่าเข้าใจว่าเห็นแค่นี้แล้วเป็นโสดาบันนะ ...ไม่ใช่นะ ยังไม่ใช่นะ ...แค่เขาเรียกว่า เข้าไปกระสากลิ่นแห่งมรรค นี่ ไม่ต้องพูดถึงภูมิธรรม ไม่ต้องพูดถึงภูมิจิต ...มีหน้าที่ทำความแจ้งให้เกิด

ไม่แจ้ง..ไม่เลิก ไม่จบ..ไม่หยุด ไม่สิ้นสุดในการก่อเกิดแห่งขันธ์..ไม่ยอมออกจากศีลสมาธิปัญญาเลยแม้แต่ขณะหนึ่ง ...เนี่ย มันเลยไม่มีเวลามาคิดเทียบภูมิตัวเอง

นั่นแหละคือผู้ปฏิบัติที่แท้จริง เป็นผู้ที่ไม่คลาย ไม่ละเลิกออกจากความเพียรเลยแม้แต่ขณะเดียว ...จึงเรียกว่าเป็นความเพียรอย่างเยี่ยมยอด มีความเพียรอย่างเอกอุ มีความเพียรเป็นเลิศในธรรมทั้งปวง  

จึงจะได้กล่าวดังที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า วิริเยนะ ทุกขะ มัจเจติ บุคคลจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร ...ถ้าไม่มีความเพียรในศีลสมาธิปัญญาอย่างนี้ ไม่มีทางหลุดรอดจากการปรุงแต่งในขันธ์ที่เป็น “เรา” “เขา” ได้เลย 

เพราะมันเคารพบูชาขันธ์ มันจริงจังแน่นแฟ้นในขันธ์ มันจริงจังกับกิเลสอารมณ์ในขันธ์กันเหลือ...เกินร้อยเปอร์เซ็นต์ ....ผู้นั้นจึงได้ชื่อว่า “ปุถุชน”

ปุถุ แปลว่าหนาแน่น  ชน ก็คือคน ...นั่นก็คือคนที่หนาแน่นด้วยกิเลส ท่านเรียกว่าปุถุชน เพราะฉะนั้น เมื่อหนาแน่นด้วยกิเลส ก็หนาแน่นด้วยความเห็นผิด

เห็นผิดยังไง...เห็นผิดว่าขันธ์นี้มีอยู่จริง  เห็นผิดว่าไง...เห็นผิดว่าขันธ์นี้เป็นเราเป็นเขาอยู่จริง  เห็นผิดว่ายังไง...เห็นว่าขันธ์นี้เป็นเราที่หาความสุข มีแต่ความสุขอยู่ในขันธ์นั้นจริง 

นี่จบกันเลยๆ  ถ้าเห็นผิดอย่างนี้..จบเลย  จบขบวนการของมรรคเลย ...มันจะไม่มาเสียเวลาดั้นด้นค้นหาในมรรคเลย นั่น ท่านจึงเรียกว่า ปุถุชน...ผู้หนาแน่น

เพราะฉะนั้น จุดเริ่มต้นของศีลสมาธิปัญญา...ท่านถึงบอกว่า คือการฟัง ...จุดกลางของศีลสมาธิปัญญาคือ...นำไปทำ ...ฟัง เข้าใจ แล้วทำ ...ถ้าไม่มีจุดเริ่มต้นคือการฟัง ไม่มีทางเลยที่จะเกิดการดั้นด้นในศีลสมาธิปัญญา

ยกเว้นพระพุทธเจ้า ท่านเป็นสัพพัญญู รู้เอง ตรัสรู้ด้วยตัวเอง ค้นพบศีลสมาธิปัญญาด้วยตัวเอง ค้นพบวิถีแห่งมรรคด้วยตัวเอง  ไม่ได้โดยการฟังจากใคร ...นี่ มีพระพุทธเจ้ากับพระปัจเจก เท่านั้น

นอกนั้นต้องฟัง แล้วไตร่ตรอง ใคร่ครวญเข้าใจแล้วจึงทำ ...ทำแล้วเฉไฉอีก ทำแล้วบิดเบือนอีก ทำแล้วงงอีก...ฟังใหม่ นี่คือต้องเทศน์ใหม่ มาฟังเทศน์ใหม่ ...กูเหนื่อยนะเนี่ย (หัวเราะ)

ก็ไม่เป็นไร เป็นธรรมดา ...เพราะว่าการสอนคนโง่ นี่ มันไม่ใช่สอนพวกอุคฏิตัญญู วิปจิตัญญู ...มันคือปทปรมะ ...มันก็ต้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ จนน้ำลายแตกฟองนี่ 

มันถึงจะยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองได้ ...เรียกว่าศีลสมาธิปัญญาแห่งตนนี่ บังเกิดขึ้นด้วยตัวเอง ปีกกล้าขาแข็งขึ้นมา มันก็สามารถโผบินได้ในสามโลกธาตุ 

หมายความว่ามันเริ่มหากินเองได้ หมายความว่ามันสามารถดำเนินไปโดยไม่หวั่นเกรงความเป็นไปในโลก ความเป็นไปของกิเลสในโลก ...มันก็ฟันฝ่าไปได้

แต่ถ้ายังแบะเบาะ ล้มๆ ลุกๆ  กลิ้งๆ เกลือกๆ กลั้วๆ อยู่กับกองกิเลส ...ไม่มีทางที่จะฝ่าฟันกับสามโลกธาตุนี้ได้เลย...ติดแหง็ก เหมือนควายแช่ปลัก

เจอปลักไหน...จม แช่  พอชะเง้อคอขึ้นมาจากปลักนี้ เห็นปลักข้างหน้าดีกว่า กระโดดไปจม แช่ใหม่ ...นี่คือควายแช่ปลัก ไม่ไปไหนอ่ะ เป็นควายที่จมปลัก

ปลักก็คืออยู่ในโลกนี้ ปลักไม่ได้อยู่ในอวกาศนะ ...ทั้งโลกนี้และโลกหน้า รวมถึงโลกที่ผ่านมาแล้วด้วย มันจมได้หมดควายตัวนี้ มันช่างกระไรเสียเหลือเกิน

ปลักในอดีตกูก็จมได้ ปลักในอนาคตกูก็ไปหาเอาใหม่ได้...ทั้งที่ตอนนี้ยังไม่เกิดเลยนะ มันก็ไปเกิดอารมณ์เป็นเราเป็นเขาอยู่ในนั้นแล้ว...โง่ซะสิ้นดีเลย ...นี่รวมทั้งปลักในปัจจุบันอีก

เห็นมั้ย มันมีที่ให้จมแช่เยอะนะ กิเลสนี่  แล้วเราจะไปก่อเกิดอารมณ์อยู่ในนั้นน่ะ ...เขาด่ากูมาตั้งแต่กูยังเป็นอนุบาล กูยังจำได้เลย  นึกทีไรกูยังโกรธเลย ...นี่ไม่เรียกว่าจมแช่เป็นควายแล้วจะเรียกว่าอะไร

โดนเขากระทำอะไรมา นี่...แฟนกูทิ้งไปเมื่อห้าปีที่แล้ว กูนึกทีไรกูยังเจ็บแปลบ แปล๊บๆ แปล๊บๆ อยู่เลย ...ไม่เรียกว่าโง่แล้วเรียกว่าอะไร หือ ...เนี่ย ควายกับปลัก

ทั้งๆ ที่ว่ามันดับไปแล้ว ทั้งๆ ที่ว่าไม่มีอยู่จริง ...มันก็ยังมีอารมณ์แห่งเราแห่งเขาตั้งอยู่ได้ ...ถ้ามันจะเรียกว่าตัวเองฉลาด ก็ต้องบอกว่าพระพุทธเจ้าโง่กว่าแล้วอย่างนี้

ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าบอกว่ามันไม่มีจริง มันเป็นเรื่องหลอกลวงของขันธ์ ...มันสร้างตัวเราตัวเขา มันสร้างความมีอารมณ์ มันสร้างรูปสร้างนาม มันสร้างสมมุติบัญญัติขึ้นมา

มันหล่อหลอมรวมกันขึ้นมาเป็นลักษณะอาการนี้อาการนั้น...ก็ตายแล้ว ไปเกิดตายเป็นอารมณ์อยู่ตรงนั้นแล้ว ...ทั้งๆ ที่ว่า...มันไม่มีจริง ไม่มีขันธ์ห้าอยู่จริงหนา

ความเป็นจริงมีอยู่แค่ตรงนี้ นั่งนอนยืนเดินนี่ ...แล้วเป็นความรู้สึกอยู่ ตึง แน่น แข็ง ร้อน อ่อน ขยับเขยื้อน กระเพื่อม กระเทือน เมื่อย ปวด คัน หิว กระหาย ปวดหนัก ปวดเบา เป็นทุกข์ ...มีอยู่แค่นี้

ความเป็นจริงมันมีอยู่แค่นี้ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการปรุงแต่งของจิตเลย ... แต่ขันธ์ห้านี่คือการปรุงแต่งของจิต อุปโลกน์ มันอุปโลกน์ขึ้นมา ...แล้วมันกลับไปโง่และบ้าอยู่ในของอุปโลกน์นั้นน่ะ

พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า...มันมืดบอด เป็นผู้มืดบอด ...ก็จนกว่าจะมาทำศีลสมาธิปัญญาให้ปรากฏ ท่านจึงเรียกว่าเป็นผู้ที่ทำให้...สว่างกายสว่างใจขึ้นมา

เมื่อสว่างกายสว่างใจ...ก็สว่างธรรมนั่นแหละ  ธรรมก็สว่าง  อาโลโก จักขุง อุทปาทิ ญานัง  ธรรมก็สว่าง...สว่างตามความเป็นจริงว่ามีอยู่จริง ปรากฏอยู่จริง

แล้วการมีอยู่จริง ปรากฏอยู่จริงในปัจจุบันนี้ ไม่ใช่ของใครเลย  นั่น จักขุง อุทปาทิ ญานัง อาโลโก อุทปาทิ ญานัง สว่างธรรม...อยู่อย่างนั้น

ไม่ปนเปื้อนด้วยมลทิน...คือขันธ์ห้า คือกิเลสในขันธ์ห้า คือเราคือเขา คือบัญญัติ คือสมมุติ คือความเห็นทั้งหลายทั้งปวงน้อยใหญ่ ...ไม่เจือปนเลย

เป็นธรรมอันสะอาดบริสุทธิ์ กลืนกินได้ไม่เป็นโทษไม่เป็นภัยทั้งในอดีต ทั้งในอนาคต และในปัจจุบัน ...จะไม่มีเป็นโทษเป็นภัย เป็นทุกข์เป็นสุข หลงเหลือแอบแฝงอยู่เลย

นั่นแหละเรียกว่าธรรมล้วนๆ พระอริยะท่านก็จะทรงธรรมอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตลอด ...ท่านก็ไม่มีโทษมีภัยกับโลก ท่านก็ไม่มีโทษมีภัยกับขันธ์

ท่านก็ไม่มีโทษไม่มีภัยกับอะไร ท่านก็ไม่มีโทษไม่มีภัยกับกาย ท่านก็ไม่มีโทษมีภัยกับใจ ไม่มีโทษไม่มีภัยกับอะไรทุกสิ่งเลย ...จึงเรียกว่าเป็นสุคะโต ไปดีมาดี...อยู่ก็ดี ไปก็ดี


(ต่อแทร็ก 17/14)





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น