พระอาจารย์
17/7 (571212B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
12 ธันวาคม 2557
พระอาจารย์ –
เพราะนั้นสิ่งโดยทั่วไปที่ปุถุชนไม่สามารถละวางได้เลยนี่
คือกายของตัวเองนี่แหละ คือทุกขเวทนาในกายของตัวเองนี่แหละ ไม่มีปุถุชนหน้าไหนละวางได้เลย
ต่อให้มันมียศถาบรรดาศักดิ์ ต่อให้มันร่ำรวยมหาศาล
ต่อให้มีความรู้เป็นมหาปริญญาดอกเตอร์สิบดอกเตอร์ในคนเดียวกัน
ก็ไม่สามารถละวางได้
นี่ สิ่งที่ละวางได้ยากที่สุดของคน ของมนุษย์...คือกาย
คือเวทนาในกาย จนถึงความแตกดับของกาย ...นี่คือเว้นเสียแต่พระอริยะขึ้นไปเท่านั้น
ถึงบอกว่าการภาวนานี่ มันเป็นการที่ว่าผลก็คือการละวางในสิ่งที่ละวางได้ยาก
จนถึงยากที่สุด จนไม่มีความรู้สึกว่ายากในการละวางสิ่งใดเลย ...นั่นน่ะคือปัญญา
การประกอบเหตุให้เกิดปัญญาก็คือ สติ
ศีล สมาธิ ... ปัญญามากเท่าไหร่...การละวางง่ายขึ้นเท่านั้น...ในสิ่งที่ละวางได้ยากตามประสาของคนทั่วไป
ซึ่งก็ละวางไปเรื่อยๆ เล็กๆ น้อยๆ ละไป ละวางความคิด ละวางอารมณ์ ละวางรูป...ทั้งรูปที่พอใจ ทั้งรูปที่ไม่พอใจ
ละวางเสียงที่พอใจและไม่พอใจ ละวางกลิ่นที่พอใจ-ไม่พอใจ ละวางรสที่พอใจ-ไม่พอใจ
มันก็ละวางมาตามลำดับ
ตามเส้นทางของการดำรงชีวิตอยู่ นี่ คอยละคอยวางอยู่ตลอดเวลา ทีละเล็กทีละน้อย ในพวกนี้ที่มันเป็นของนอก
รูปเสียงกลิ่นรสนี่เป็นของภายนอก ท่านก็ละวางมาตลอด
แต่บอกแล้วของที่ละวางได้ยากที่สุดคือกาย
เวทนาในกาย ...ถ้ามันไม่ได้ปัญญาในระดับถึงขั้นมหาปัญญา
มหาสมาธินี่ ...ไม่สามารถละวางเวทนากายได้
เพราะนั้นปัญญาในระดับมหาสติ
มหาสมาธิ คือปัญญาระดับพระอนาคามี ...นี่ ขนาดปัญญาในระดับพระอริยะขั้นต่ำลงมากว่าพระอนาคามี
ยังไม่สามารถละวางกายได้เลย
เพราะนั้นจะไปสาอะไรกับปุถุชน...ไอ้หนอนในกองขี้เนี่ย
จะไปละวางอะไรได้ในกาย ...กับแค่รูปเสียงกลิ่นรส
ที่ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร ...แค่นั้นมันยังละวางกันไม่ได้
ไม่ยอมละวางเลย
โกรธเอาเป็นเอาตายอยู่เรื่อย
หงุดหงิดๆ ...ไม่ยอมออก ไม่ยอมถอน ไม่ยอมวางกิเลสตัวนั้น เนี่ย กิเลสพวกนี้เล็กๆ น้อยๆ …ราคะ โทสะ โลภะนี่ ถือเป็นกิเลสอย่างหยาบ
โมหะถือเป็นกิเลสอย่างละเอียด
คือเป็นความหลง หลงผิดในกาย หลงผิดว่ากายนี้เป็นเรา หลงผิดในขันธ์ ...อันนี้ละได้ยาก
ยากยิ่งกว่าละกิเลสราคะโทสะเสียอีก
แล้วมันก็ไม่ค่อยตั้งอกตั้งใจจะละอารมณ์
ละกิเลสในอารมณ์กันหรอกนะ ...กลับไปเอาเป็นเอาตาย เอาจริงเอาจังอยู่กับอารมณ์กิเลสกันทั้งนั้น นั่นน่ะ
พอเกิดอารมณ์อะไรขึ้นมาก็ โหย ทั้งพูด
ทั้งการกระทำทางกาย แล้วก็คิดในแง่มุมต่างๆ ไม่ยอมแล้วไม่ยอมเลิก อยู่ในอารมณ์นั่นน่ะ ตามอารมณ์กิเลสนั้นๆ
ถ้ายังละ ถ้ายังวางกิเลสขั้นหยาบๆ
เหล่านี้ไม่ได้...ไม่มีทางละกายได้เลย ...ไม่มีทางละกาย
ไม่มีทางเห็นความเป็นจริงในกาย เพื่อให้เกิดการละวางกายได้เลย
มันก็ปนเปื้อนอยู่ในนิวรณ์
ติดข้องอยู่ในอารมณ์ ผูกพันมั่นหมายอยู่ในกิเลส ในอารมณ์
ในเราในเขาอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา พอกพูนสะสมทิฏฐิมานะอัตตาตัวตนแห่งเราตลอดเวลา
มันมีความจริงจังมั่นหมายในความเป็นเราเป็นเขา
จริงจังมั่นหมายในการกระทำทั้งของเราของเขาอยู่ตลอดเวลา ...นี่คืออารมณ์ทั่วไปของคนโดยรวม
แต่การมาเริ่มต้นตั้งต้นภาวนานี่
มันเริ่มมาตั้งแต่ประกอบเหตุแห่งสติ คือการระลึกรู้อยู่ในปัจจุบันศีล ปัจจุบันกาย
เป็นสัมมาสติขึ้นมา นี่ ศีลเป็นผลแห่งสติ
เมื่อประกอบเหตุแห่งศีล เมื่อประกอบเหตุแห่งสติพร้อมกับศีล...สมาธิเป็นผลขึ้นมา เมื่อประกอบเหตุแห่งสติ
เมื่อประกอบเหตุแห่งศีล เมื่อประกอบเหตุแห่งสมาธิพร้อมกัน ...นิวรณ์ระงับ
กิเลสน้อยใหญ่ระงับ
กิเลสน้อยใหญ่คืออารมณ์ พอใจ-ไม่พอใจ
ตามอารมณ์ ตามความชอบ ตามความพอใจ ตามความไม่ชอบ ตามความไม่พอใจ คือกิเลสราคะ
กิเลสโลภะ กิเลสโทสะ ...มันระงับ พร้อมกับนิวรณ์
เนี่ย คือการประกอบเหตุแห่งสติ ศีล สมาธิ
...มันระงับกิเลส มันระงับจิต มันระงับความปรุงแต่งของจิต
มันระงับพร้อมกับความปรุงแต่งในขันธ์
ความงามของศีลสมาธิ ความงามในศีลในเบื้องต้น
มันก็เกิดความงามในท่ามกลางคือสมาธิ คือความงามของศีลสมาธิคือระงับจากกิเลสชั่วคราว
ก็เรียกว่าได้ความงดงามของศีลสมาธิ
เมื่อประกอบเหตุแห่งสติสัมปชัญญะ
ศีลสมาธิพร้อมกัน ก็เกิดผลคือปัญญา เกิดความรู้ความเข้าใจที่เรียกว่ารู้จริง
รู้แจ้ง รู้ชัด...ในกายใจปัจจุบัน ที่ไม่มีกิเลสเจือปน
ที่ไม่มีขันธ์เจือปน
ที่ไม่มีรูปนามเจือปน ที่ไม่มีสมมุติธรรม
ที่ไม่มีบัญญัติธรรมเจือปน ...ปัญญาเป็นผลที่เกิดความรู้ความเข้าใจในธรรม ธรรมแท้
กายแท้ เป็นธรรม เป็นก้อนธรรม
กองกายก้อนกาย เป็นก้อนธรรมกองธรรม
ก็เรียกว่ากายเป็นธรรม ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล...เป็นธรรม ...ไม่ใช่เราไม่ใช่ชายไม่ใช่หญิง ไม่ใช่สวยไม่ใช่งาม...แต่เป็นธรรม
เห็นกายเป็นธรรม เห็นศีลเป็นธรรม
สมาธิเป็นธรรม เห็นใจเป็นธรรม ...เป็นกองธาตุ กองรู้ กองเห็น เป็นกองธรรม กายใจเป็นธรรม
...เนี่ย ปัญญา
เมื่อถึงปัญญาก็เกิดความงดงามเบื้องปลาย
เรียกว่าปัญญา ...งามพร้อมด้วยศีล-คือเบื้องต้น งามท่ามกลางคือ-สมาธิ
งามเบื้องปลายคือปัญญา
เมื่อประกอบเหตุแห่งศีลสมาธิปัญญาพร้อมกัน
ด้วยความงดงามในศีลสมาธิปัญญา...วิมุติเป็นผล ...เกิดความปล่อยวาง
หลุดพ้นจากความหมายมั่น ความเห็นผิดในขันธ์ว่าเป็นเรา
หลุดพ้นจากความเห็นผิดว่ากายนี้เป็นเรา
ใจนี้เป็นเรา ...ก็เกิดความปล่อยวางความเห็นผิด
หลุดพ้นจากความเห็นผิดที่เรียกว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ...วิมุติเป็นผล
เมื่อประกอบเหตุพร้อมกัน สมังคีกัน
วิชชาวิมุติ...ด้วยวิชชานี่มาจากศีลสมาธิปัญญา สติสัมปชัญญะ ศีลสมาธิปัญญา
ตรงนี้รวมกันทั้งหมดเรียกว่าวิชชา
เมื่อประกอบเหตุแห่งวิชชาวิมุติ
คู่เคียงกันตลอดเวลา จึงเกิดความงามในที่สุด คือนิพพาน คือหลุดพ้นได้โดยสิ้นเชิง ...นี่คือความงดงามในทางภาวนา
งดงามด้วยศีลสมาธิปัญญาเป็นเครื่องตกแต่ง
ประดับประดา ...ไม่ใช่ด้วยเครื่องหอม ดอกไม้ เสื้อผ้าอาภรณ์
...แต่งามภายใน ศีลสมาธิปัญญา จนถึงวิชชา วิมุติ หลุดพ้น นิพพาน
มีความสงบ มีความร่มเย็น มีความสันติ
เป็นพื้นอยู่อย่างนั้น ...นั่นแหละจึงเรียกว่าบรมสุข
ไม่ใช่สุขในขันธ์ สุขในเรา
ไม่ใช่สุขในความคิด ไม่ใช่สุขด้วยการกระทำคำพูด
ไม่ใช่สุขด้วยการเห็น ไม่ใช่สุขด้วยการได้ยิน ไม่ใช่สุขด้วยการสัมผัส
ไม่ได้สุขจากกาย ไม่ได้สุขจากการมีกายอยู่ในโลก
แต่ที่เรียกว่าเป็นบรมสุขคือสุขที่ยั่งยืน
สุขที่ไม่ใช่สุกๆ ดิบๆ เป็นสุขล้วนๆ
คือเป็นสุขที่ไม่เจือปนด้วยทุกข์ เป็นสุขที่ไม่มีคำว่าเสื่อม
เป็นสุขที่ไม่มีเราอยู่ในสุข ไม่มีเขาอยู่ในสุข
ไม่มีเกิด ไม่มีกลับ ไม่มีแปรปรวน
ไม่มีสลาย ไม่มีดำรงอยู่ ...พระพุทธเจ้าท่านถึงกล่าวว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง
นิพพานนัง ปรมัง สุขัง นัตถิ สันติ ปะรัง
สุขัง สุข สงบ เยือกเย็นที่สุดคือนิพพาน
มันไม่ใช่สุขในขันธ์ ไม่ใช่สุขในเรา ...ไอ้สุขในขันธ์
สุขในเรา สุขในรูป สุขในเสียง มันมีทุกข์เจือปนในสุขนั้นๆ มีความไม่เที่ยงอยู่ในสุขนั้นๆ
ได้ความสุขอย่างไรขึ้นมา..โดยเรา ก็จะต้องมีความกังวลอยู่ในสุขนั้นว่าจะเสื่อมจะหมดอยู่ตลอดเวลา ...ในสุขนั้นจึงเจืออยู่ด้วยความเศร้าหมอง มีความกังวลอยู่ในสุขนั้นๆ
กลัวจะหายไปเร็ว
กลัวจะสุขไม่ได้เหมือนเดิม กลัวจะไม่เห็นว่าคนอื่นเขาว่าเราสุข ...ทุกอย่าง
สุขทุกอย่างที่ปรากฏแก่เรา มันจะมีความทุกข์เจืออยู่ในนั้น
แล้วนอกจากทุกข์เจืออยู่ด้วยแล้ว
ตัวของความสุขนั้นๆ ที่เราได้เรามีเราเป็น ถึงไม่ต้องมีใครมาทำลาย
มันก็มีการทำลายอยู่ในตัวของมันเอง คือความดับไปในตัวของมันเอง
จึงเรียกว่าเป็นสุขที่ไม่ยั่งยืน
ท่านถึงบอกว่าเป็นสุขจอมปลอม...ไม่ใช่ ...สุขในนิพพานไม่ปลอมเพราะไม่มีคำว่าไม่ยั่งยืน
เพราะไม่มีคำว่าเรา เพราะไม่มีคำว่าเสื่อม เพราะไม่มีคำว่ามากขึ้นน้อยลง
ท่านจึงเรียกว่าบรมสุข เป็นสุขล้วนๆ
สุขบริสุทธิ์ ...เทียบไม่ได้เลยกับสุขในโลก สุขในเรา สุขในเขา สุขจากเขา สุขจากวัตถุ สุขจากการเห็นการได้ยิน
เรียกว่ามันเทียบกันไม่ได้
แต่เพราะว่าปุถุชนพวกเรา ไอ้พวกหนอนในขี้นี่
มันติดสุขในขันธ์..สุขในเรา ...แล้วพยายามในสุข
ค้นหาสุข แล้วก็พยายามสร้างสรรค์สุขอยู่ตลอดเวลา
ด้วยความติดและข้องในสุขนี้แหละ
มันไม่ปล่อย มันไม่หยุด มันไม่ละวาง...การค้นหาสุขในเราในขันธ์ จากขันธ์ จากวัตถุ ที่แวดล้อมกาย ที่แวดล้อมจิต
เมื่อมันไม่หยุดการค้นหาสุข
แล้วก็เข้าไปประคับประคองเหนี่ยวรั้งสุขนี้ไว้ให้มีอยู่ ...มันจึงเป็นตัวที่ปิดบังการเข้าไปสู่สุขที่แท้จริง...คือสุขจากการปล่อยวาง
เพราะนั้นมันจะเข้าไปสู่สุขที่แท้จริงคือนิพพานได้
มันจะต้องวางสุขในเราในขันธ์นี้ให้ได้ก่อน
ท่านถึงบอกว่า
ทิ้งสิ่งหนึ่งจะได้สิ่งหนึ่ง วางสิ่งหนึ่งจะได้สิ่งหนึ่ง แล้วก็วางสิ่งที่ได้หนึ่งแล้วก็จะได้อีกสิ่งหนึ่งขึ้นไปอีก
วางจนถึงที่สุด...ก็จะได้ถึงสุขที่สุด เข้าถึงสุขที่สุดยิ่งขึ้น คือนิพพาน
แต่เพราะมันติดข้องในสุขแห่งเรา
สุขแห่งขันธ์ มันจึงไม่กล้าที่จะวางความทะยานอยากในการค้นหา หรือตัณหา เหล่านี้คือตัวที่ปิดบังนิพพาน ...เป็นไปไม่ได้เลย
ที่จะได้ทั้งสุขในเราและนิพพานไปพร้อมๆ กัน
มันคนละธาตุธรรมกัน
มันยืนอยู่ด้วยกันไม่ได้ มันจะต้องทิ้งสิ่งหนึ่งแล้วก็ได้สิ่งหนึ่ง ...จนไม่มีได้ ไม่มีเราได้
จนหมดเราผู้ค้นหา จนหมดเราผู้เข้าไปถือครอง
นั่นแหละ จึงจะใกล้เคียงแนบชิดนิพพาน คือความไม่มีไม่เป็นแห่งเราไปถือครองสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเป็นเราของเรา
ว่าเป็นสุขแห่งเรา เป็นทุกข์แห่งเรา ...นั่นแหละสุขที่แท้จริงจึงจะปรากฏ
เพราะนั้น การที่อยู่ในกายใจปัจจุบัน
อยู่ด้วยศีลสมาธิปัญญา อยู่กับศีลสมาธิปัญญา ...มันจึงเป็นหนทางเดียว
หรือเป็นช่องทางเดียว ที่มันจะเป็นตัวระงับ ตัวหยุดการค้นหาสุขแห่งเรา
เพราะตัวที่เข้าไปค้นหาสุขแห่งเราน่ะคือตัวจิต...ไม่ใช่ตัวกาย
ไม่ใช่ตัวใจ ...เพราะตัวกายกับตัวใจมันเป็นตัวธาตุ เป็นตัวที่ไม่มีชีวิต
มันไม่ค้นหา มันไม่หนี
สมมุติเฉกเช่นว่า โยมนั่งอยู่อย่างนี้
ความรู้สึกในกายมียังไง หือ
โยม – แน่นๆ ค่ะ
พระอาจารย์ – แน่นๆ ...แล้วถ้าเราด่า “อีตอแหล”
ความรู้สึกในกายนี่เปลี่ยนมั้ย
โยม – เหมือนเดิมค่ะ
พระอาจารย์ – มันหนีมั้ย มันเดือดร้อนมั้ย
โยม – ไม่ค่ะ
พระอาจารย์ – มันไม่ต้องการเสียงนี้มั้ย
มันอยากได้เสียงนี้มั้ย …เห็นมั้ย
เห็นไหมว่าความเป็นกายที่เป็นธาตุนี่ มันไม่ได้ขึ้น-ลงกับเสียง
มันไม่ได้มีความยินดีพอใจกับเสียง
มันไม่ได้เปลี่ยนไปตามเสียง ใช่ไหม มันยังคงเดิมของมันอยู่อย่างนั้นใช่มั้ย
มันไม่กระทบกระเทือนเลยกับเสียงใช่มั้ย ...เพราะมันเป็นธาตุที่ไม่มีชีวิต
ถ้าเปลี่ยนจาก “อีตอแหล” เป็น
“สวยฉิบหายเลย” ...มันก็ยังเป็นเย็นร้อนอ่อนแข็ง เข้าใจไหม มันไม่ได้ขึ้น-ลงกับเสียงใช่ไหม
มันไม่ได้ขึ้น-ลงกับกิเลสภายในภายนอก
แต่ไอ้ตัวที่ค้นคว้า..ไม่พอใจหรือพอใจในเสียง นี่ ไม่ใช่ตัวความรู้สึกของกาย แต่เป็นตัวจิต
ที่มันจะเกิดอารมณ์ไปตามเสียง ...ตัวจิต ตัวเรา ตัวความรู้สึกเรา...คือตัวจิต
ตัวนี้ต่างหากที่มันคอยจะไปก่อร่างสร้างอารมณ์พอใจหรือไม่พอใจขึ้นมา ...พอใจคือกามสุขัลลิกานุโยค ไม่พอใจคืออัตตกิลมถานุโยค ...ตรงนี้ที่เรียกว่าออกนอกความเป็นกลาง
เห็นไหม ตัวไหนที่มันตั้งอยู่ด้วยความเป็นกลาง ตัวไหน
โยม – กายค่ะ
พระอาจารย์ – เออ เห็นมั้ย
มันดำรงอยู่ในความเป็นกลางด้วยตัวของมันเองใช่มั้ย ไม่ขึ้นไม่ลง ใช่มั้ย
แล้วมันจะคงความเป็นกลางอย่างนี้ได้อย่างไร
ให้จิตมันเป็นกลางอยู่ได้อย่างไร ไม่ให้มันเกิดความพอใจหรือไม่พอใจกับเสียงกับรูปได้อย่างไร
...มันต้องมาอยู่กับตรงที่เป็นกลางใช่มั้ย
ที่...ที่เป็นกลางโดยสภาพ ซึ่งไม่ได้ไปทำให้มันกลาง
...แข็ง ตึง แน่น นี่ต้องไปทำมันไหมให้มันเป็นกลาง ให้มันเฉยๆ น่ะ...ไม่ใช่นะ ...มันเป็นธาตุธรรม
ปกติธรรม ปกติธาตุ
เพราะฉะนั้น การที่มาจรดๆ ท่ามกลางรูป
ท่ามกลางเสียง...ที่มันมีครอบกายใจอยู่นี่ คือมันครอบด้วยโลก
คือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ รวมถึงธัมมารมณ์ คืออารมณ์ในจิต
ตัวกายกับตัวใจนี่มันจะอยู่ท่ามกลาง
และด้วยความเป็นกลาง เห็นมั้ย มันเป็นกลางอยู่ด้วยตัวธาตุตัวธรรมของมันเอง เป็นปกติธาตุ ปกติธรรม
เพราะฉะนั้น ถ้าดำรงอยู่กับธาตุธรรมที่เป็นอย่างนี้...ท่ามกลางโลก ท่ามกลางรูปเสียงโผฏฐัพพะธัมมารมณ์นี้ ท่ามกลางกิเลสนี่ ...ท่านเรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา เพราะอยู่ตรงนี้มันจะเป็นกลางที่สุดแล้ว
จะไม่ขึ้นไม่ลงเลย ...ไม่ต้องไปหา ไม่ต้องไปสร้างความเป็นกลางด้วยวิธีการเลย ...มันกลางอยู่อย่างนี้ ...จะด่าจะชม จะเห็นรูปสวยรูปไม่สวย
กายก็คือกายวันยันค่ำ
แล้วแต่ว่ามันจะแข็ง แล้วแต่ว่ามันจะอ่อนจะนิ่ม
แล้วแต่ว่ามันจะอุ่น แล้วแต่ว่ามันจะหนาว แล้วแต่ว่ามันจะขึ้นลงหายใจเข้าหายใจออก ...ก็เป็นอย่างนั้นอยู่อย่างนั้น ด้วยความเป็นกลางในตัวมันเอง
เพราะนั้นตัวศีลสมาธิปัญญา
คือตัวที่พาให้จิตมาอยู่กับสิ่งที่มันเป็นกลาง
ท่ามกลางที่ไม่น่าจะเป็นกลางได้คือกิเลส คืออารมณ์ ...นี่คือความจริงที่มีอยู่จริง
(ต่อแทร็ก 17/8)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น