วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/29


พระอาจารย์
17/29 (580109B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
9 มกราคม 2558


พระอาจารย์ –  สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจนี่  ถ้าว่ากันง่ายๆ คือ หนึ่ง..หากายให้เจอ กายแท้นี่ หาให้เจอก่อน ...ให้เข้าใจว่า ที่เราพูดว่าเรื่องกายๆๆๆ  นี่ บางทีมันยังงงเลย กายไหนวะ

คือต้องหากายจริงๆ ให้เจอก่อน โดยความเข้าใจ โดยการจินตนาการก็ได้ นี่ เรียกว่าโดยจินตามยปัญญา ฟังให้เข้าใจว่า คำพูดของเรา คำว่ากายๆๆ นี่ก็คือว่า ปัจจุบันกาย

ในปัจจุบันกายนี่ ในระดับเบื้องต้นนี่ มันรวมครอบคลุมหมด ทั้งรูปด้วย คือรูปกายปัจจุบันด้วย ...เพราะนั้นถ้าพูดถึงรูปกาย รวมถึงกายที่เป็นปัจจุบันแล้วนี่ 

มันไม่นับรวมกายอดีต รูปกายอดีต กายอนาคต รูปกายอนาคต มันไม่นับรวมรูปกายคนอื่น มันไม่นับรวมรูปกายอดีตอนาคตของคนอื่น ...อันนี้ไม่นับ อันนี้ไม่เรียกว่ากายที่เราต้องการให้จับ..ให้รู้

เพราะนั้นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า กายปัจจุบัน รูปกายปัจจุบันของตัวเองนี่ ตรงนี้เรียกว่าหาให้เจอ..จับให้ได้ แล้วจับ..จับกายนี้ไว้ ...คำว่าจับกายนี้ไว้ก็คือ เอาจิตนี่ เอาจิตน่ะมาจับ..จับกายปัจจุบัน 

การจับกายปัจจุบันก็คือ จับจ้อง เพ่งมอง รู้เห็น นี่คือการจับกาย  เพ่งจ้อง รักษา ไม่ให้มันขาดหาย ไม่ให้มันเลอะเลือนไป ไม่ให้มันพร่ามัวไป ...จะเป็นรูปนั่ง รูปเดิน รูปยืน อะไรก็ได้ 

เพราะว่าพวกเราเป็นระดับยังต้องเรียนเขียนอ่านหนังสือ มันคงลงลึกซึ้งในกายปัจจุบันไม่ได้มาก ...ก็เอารูปกาย รูปทรงหยาบๆ เช่นกำลังยืน กำลังเดิน กำลังนั่ง อย่างนี้

ก็เอารูปทรงนี่ ให้เห็นตัวเองนี่กำลังยืน หรือกำลังเดิน หรือกำลังนั่ง ...นี่เป็นบาทฐานแรก เริ่มต้นแรกเลย

เมื่อจับรูปกายนี้ได้ จับรูปกาย รูปอิริยาบถใหญ่ได้เสมอๆ นานขึ้น บ่อยขึ้น ...ทีนี้ความปรากฏขึ้นแห่งกายในกรอบรูปนั้น จะปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนขึ้น เรียกว่ากายในกาย

แต่ในขณะนี้ก็ยังเรียกว่ากายในรูป เพราะนั้นในกายในรูปที่มันปรากฏอย่างชัดเจน ก็คือความรู้สึกน้อยใหญ่ภายในกาย อย่างที่เราบอกว่า เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง แน่น หนัก ขยับ เคลื่อน ไหว นี่เป็นความรู้สึก 

อันนี้ไม่ใช่รูปแล้ว เป็นความรู้สึกที่ปรากฏแห่งกาย นี่...ก็ให้มันมาเห็นไอ้ความรู้สึกอย่างนี้ปรากฏอย่างชัดเจนขึ้นกว่าที่เคย ที่แต่ก่อนมันไม่ใส่ใจ ...มันไม่ชัดเพราะมันไม่ใส่ใจ 

พอมันมาใส่ใจในรูปทรงอิริยาบถแล้ว มันก็เกิดความชัดเจนขึ้นในความรู้สึก ระหว่างนั่ง..ในท่านั่ง  ระหว่างยืน..ในท่ายืน  ระหว่างเดิน..ในท่าเดิน  ระหว่างนอน..ในท่านอน

พอความรู้สึกภายในกายนี่ปรากฏชัดขึ้น ทีนี้ก็ต้องมาจับ...ต้องเอาจิตมาจับความรู้สึกภายในกายนี่ ให้มากกว่าการจับรูปทรงอิริยาบถที่ว่ากำลังยืน กำลังเดิน กำลังนั่ง

ทีนี้ก็มุ่งตรงลงไปในความรู้สึกในกาย นี่เรียกว่ากายในกาย...กายในกายลงไป  ไม่ให้พลั้ง ไม่ให้พลาด ไม่ให้เผลอ ...คำว่าพลาดคืออะไร มันดับไปแล้ว แล้วก็ยังจำได้ว่าเมื่อกี้มันยังมีอยู่

อย่างนี้เขาเรียกว่ามันเป็นสัญญา มันยังพลาดอยู่ มันยังพลาดจากความรู้สึกที่มันเป็นปัจจุบัน ไม่ทัน ...ก็อย่าให้พลาด แล้วก็อย่าให้เผลอ อย่าให้เพลิน อย่าให้หาย

ถ้ามุมานะ ตั้งหน้าตั้งตาทำอยู่อย่างนี้...แค่นี้นะ เอาแค่นี้พอ ไม่มากกว่านี้ แล้วก็ไม่น้อยกว่านี้ ...เอาแค่นี้พอ ไม่เกินนี้ไป ไม่เกินการกระทำอย่างนี้ไป

จิตจะค่อยๆ ตั้งมั่น แข็งแรง มั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่ส่ายแส่ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กระจัดกระจาย ไม่ไปไม่มา ไม่ขึ้นไม่ลง ไม่บนไม่ล่าง ไม่ซ้ายไม่ขวา ...นี่ จะรู้สึกได้ด้วยตัวเอง มันจะรู้สึกได้ด้วยตัวเอง

ไม่ต้องถามใคร มันจะรู้สึกได้ด้วยตัวเองเลยว่า มันมั่นคงอย่างไร มั่นคงคือยังไง อะไรเรียกว่ามั่นคงมาก อะไรเรียกว่ามั่นคงน้อย อะไรเรียกว่าไม่มั่นคงเลย ...มันจะรู้เองเป็นปัจจัตตัง

เมื่อมันมั่นคงแล้วนั่นแหละ ก็ไม่ต้องย้ายที่ ก็ไม่ต้องเปลี่ยนที่ไปดู ไปรู้ ไปหาธรรมอื่นมาดูต่อ ...ก็ลงซ้ำที่เดิม กายเดิม กายเดียว กายปัจจุบัน...กายในกายนั้น

ซ้ำซากลงไป ด้วยจิตที่ตั้งมั่น ระงับ หยุดจากความคิดนึกปรุงแต่งไกล-ใกล้ น้อย-ใหญ่ ...ก็เพ่งจ้องลงไปในความรู้สึกในกายต่างๆ นานา ที่มันมี ที่มันกำลังแสดง

เฝ้าดูอย่างเงียบๆ และใจเย็น สุขุมคัมภีรภาพ ลึกซึ้งและนุ่มนวล ในการเพ่งจ้องนั้นๆ ...มันจะเป็นความรู้สึกอย่างนี้นะ ที่เพ่งจ้องในสมาธิ

มันจะไม่ใช่กระแทกกระทั้น ไม่ใช่เอาเป็นเอาตาย ...แต่มันจะเป็นไปด้วยความลึกซึ้ง สุขุม นุ่มนวล ละเอียดลออ...ในการเพ่งจ้องนั้น

ความรู้ความเข้าใจที่มีต่อกาย ต่อความรู้สึกของกาย จะค่อยๆ เปลี่ยนไปเอง ...ไม่ใช่โดยเราทำ โดยเราสั่ง โดยเราบังคับ ...มันจะต้องค่อยๆ เปลี่ยนไปเอง

เปลี่ยนไปในแง่มุมที่ว่า...มันไม่ใช่ใครของใคร มันไม่ใช่เราของเรา มันเป็นเพียงแค่สิ่งหนึ่ง มันเป็นเพียงแค่อาการหนึ่ง ตรงเนี้ย จึงเรียกว่าได้ว่า เห็นกายนี้ด้วยปัญญา ...ค่อยๆ เห็นกายนี้ด้วยปัญญา

แต่ก่อนพวกเราเห็นกายนี้ด้วยกิเลส ด้วยความคิด ด้วยความเห็น ด้วยความปรุง ด้วยความแต่ง ด้วยบัญญัติ ด้วยภาษา ด้วยความหมายตามที่คนอื่นเขาว่า

มันก็เห็นว่าไอ้ความรู้ความเห็นที่ได้อย่างเนี้ย ไม่ใช่ความรู้ที่แท้จริงต่อไปถ้าเราดำเนินอยู่ในหลักอย่างที่เราอธิบายนี่ มันจะเกิดความรู้แจ้งรู้จริงต่อกาย


โยม –  คือโยมเอาจิตจับที่กาย ยากกว่าจิตจับที่ลม ...อยากมีวิธีไหนที่จะเห็นกายอย่างที่ว่านี้  

พระอาจารย์ –  คือลมนี่ มันก็เป็นกายหนึ่งเหมือนกัน ...แต่ลมนี่ การที่จับลมอย่างเดียวเป็นเมนนี่ มันจะมีผลข้างเคียงอื่นด้วย 

คือมันจะเกิดผลที่นอกเหนือจากปัญญาในองค์มรรค มันจะเกิดอะไรเป็น accessory หลายอย่างตามมา ...เพราะพวกเราไม่ชำนาญในการแยกลมแยกรู้

เพราะนั้น ถ้าไม่ชำนาญในการแยกลมแยกรู้นี่ ...เดี๋ยวลมนี้แหละ มันจะสร้างสภาวธรรมมากมายเลย ให้ติดและข้อง ให้เข้าไปหาความเป็นจริงในนั้น

เพราะนั้นวิธีง่ายๆ คือเอาลมคู่กับกาย เข้าใจมั้ย ...สูดลมไปถึงก้น สูดไปถึงความรู้สึก ...รู้สึกมั้ย คือให้มีทั้งลมและมีทั้งก้น ที่ความรู้สึกแน่นๆ นั่นน่ะ

ถ้าติดลมนี้นะ จะหากายไม่ค่อยเจอน่ะ นั่น...สูดไปให้ถึงความรู้สึก แล้วก็ลมหายใจออก ก็ออกจากความรู้สึกนั้น คือให้มีทั้งลม ทั้งความรู้สึกแน่น แข็ง


โยม –  ไม่จำเป็นต้องเป็นภาพใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  ไม่เป็นภาพ ...เป็นความรู้สึก ...เดี๋ยวพอความรู้สึกในกายหยาบนี่ มันชัดขึ้น ปล่อยลมซะ ปล่อยลมเลย ...ไม่ต้องกลัวยางแบน ปล่อยเลย

มันก็จะเหลือแต่ความรู้สึกที่เป็นกายธาตุ หนักๆ อยู่ ไม่ไปไม่มา แล้วก็ชัด ...ทีนี้ พอกายธาตุ กายแข็ง กายตึง กายเป็นก้อน กายเป็นหนา กายเป็นหนัก ...มันชัดขึ้นแล้ว

นี่ เดี๋ยวก็เห็นลมเองน่ะ เดี๋ยวก็...เห็นก็ได้-ไม่เห็นก็ได้ ช่างหัวมันเถอะ  บางครั้งก็เห็นขึ้นมาลอยๆ อยู่สักพักหนึ่ง แล้วก็หายไป ...ช่างหัวมันเถอะ ไม่ต้องจับมาเป็นอาจิณนะ

แต่มันจะเห็นได้บ้าง เป็นบางครั้ง แล้วก็เห็นแบบเป็นลมสบายๆ เข้า-ออกตามธรรมชาติ  ไม่เกร็งไม่เครียดกับลมเลย แล้วก็ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับลมเลย จะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ 

แต่ว่าไอ้ตัวที่เป็นเมนเลยน่ะ...ตัวความรู้สึกนะ ความรู้สึกหนัก เบา ...ธาตุดินน่ะ ธาตุดิน ธาตุแข็ง ตัวนี้ ...ตัวนี้ถึงจะเป็นมวลธาตุ ที่มันจะคงอยู่ได้นานและต่อเนื่อง

เพราะนั้นถ้าในลักษณะของมวลธาตุที่หนักนี่ ของกายนี่ มันต่อเนื่อง ...จิตที่มันจับอยู่ มันจะอยู่ได้นาน ...เข้าใจรึยัง ทำไมเราไม่ให้จับลมเป็นหลัก

เพราะจับลมมันจะอยู่ได้ไม่นาน จิตมันจะอยู่ได้ไม่นาน หรือว่าถ้าอยู่นานก็จะไปพรหมโลกเลยน่ะ เคยไปมั้ย...เคยอยู่แล้ว แบบหาย อยู่ดีๆ ว่างหายเลย ทั้งลมทั้งรู้หายหมด

นั่นน่ะ กูกำลังไปอยู่กับอาจารย์พระพุทธเจ้า เก่งกว่าพระพุทธเจ้าด้วยนะ รู้จักอาจารย์พระพุทธเจ้ารึเปล่า อาฬารดาบส อุทกดาบส ...ไปเฝ้าอยู่นั่นน่ะ ในความว่าง ...นี่ลมพาไปนะนั่นน่ะ

แต่ถ้าจับอยู่ที่กายหนักนี่ ที่มันมีทรวดทรง มีน้ำหนักอยู่ตรงนี้ ...จิตไม่ไปไม่มา จิตไปไหนไม่ได้ จิตอยู่ อยู่...แต่อยู่ในฐานะที่ว่า เป็นจิตที่ควรแก่งาน


(ต่อแทร็ก 17/30)





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น