วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/21 (2)


พระอาจารย์
17/21 (571231C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 ธันวาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 17/21  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  แต่ด้วยสติที่เท่าทันในสติปัฏฐาน ๔  เมื่อรู้ว่าคิด..รู้ เมื่อกำลังคิด..รู้ เมื่อกำลังมีอารมณ์พอใจ-ไม่พอใจ มีความรู้สึกพอใจ-ไม่พอใจของเรา..รู้

เมื่อกำลังคิดปรุงเรื่องนั้นไม่ดี คิดถึงคนนี้ไม่ดี..รู้ กุศล-อกุศล..รู้ คิดไปถึงรูปทรงรูปกายคนนั้นคนนี้ไปมาไปต่อเนื่องปฏิสัมพันธ์..รู้ คิดไปนั่น

รู้แล้วละ รู้แล้วถอย รู้แล้วไม่ตาม ...นี่เขาเรียกว่าเท่าทันโดยสติปัฏฐาน ๔ เกิดตามฐานนี้แหละ ...นี่แหละช่องทางที่จะเกิดการปรุงแต่งขันธ์หรืออุปาทานขันธ์

เมื่อทันแล้วนี่ มันจะไปอยู่ลอยๆ ไม่ได้...ไอ้ตัวรู้นี่ ไอ้ตัวใจนี่ ...ถ้าลอยเมื่อไหร่ กิเลสโมหะจับ หรืออารมณ์ที่แนบเนียน หรือว่าขันธ์ที่แนบเนียนน่ะ...จะมาจับ

จึงต้องเอารู้นี่มาเกาะกุมไว้กับศีลคือกายปัจจุบัน...เป็นรากฐาน เป็นบรรทัดฐาน เป็นจุดหลัก จุดยึด จุดโยง ...ใจมันถึงอยู่ จิตมันถึงอยู่..ในฐาน อยู่กับศีล อยู่กับฐานปัจจุบัน

จะไปปฏิบัติโดยเอาถือสติปัฏฐานลอยเลย...ไม่ได้ ...มันจะต้องเป็นการปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ในหลักของศีลสมาธิปัญญา  โดยมีศีลสมาธิปัญญานี่เป็นพื้น เป็นบรรทัดฐาน เป็นที่รองรับ

ไม่ใช่ไปเอาตัวสติปัฏฐานเป็นฐาน เป็นที่รองรับ เป็นการปฏิบัติ เป็นแนวทางโดยตรง ...มันจะหลงเข้าไปตามขันธ์ เห็นขันธ์ รู้ในขันธ์ เข้าไปอยู่ในความปรุงแต่งในขันธ์โดยไม่รู้ตัว

แล้วก็เข้าไปพิจารณาความถูก-ความผิด ความดี-ความชั่ว ความเกิด-ความดับในขันธ์ ว่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เป็นเกิด เป็นดับ ...โดยไม่รู้ตัว

แล้วก็เข้าใจว่าเกิดความรู้ในธรรมขึ้น โดยการเจริญสติปัฏฐาน ...แต่ถ้าให้เราเปรียบ เหมือนโยมนี่ ไปนั่งดูละคร ดูใหญ่เลย ดูเพื่อไปจับผิดมันน่ะ เข้าใจมั้ย

มันจะเกิดตรงไหน เออ ไอ้นี่ดับไปแล้ว ไอ้นั่นตายแล้ว ไอ้นั่นเกิดมาใหม่ แน่ะเกิด-ดับๆ ใช่มั้ย จะดูไอ้นี่มา แล้วเกิดอารมณ์อย่างนี้ เออ ดูจบ..สบาย เกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นมาจากละครนี้แล้ว

จริงหรือ หือ มีความจริงอยู่ในละครนั่นหรือ ...ชื่อมันก็บอกว่าละคร มันคือการสร้างสรรค์ขึ้นมา มีการเขียนบทบาทขึ้นมาใหม่ หรือจำลองสถานการณ์ให้เหมือนจริง ...แต่ไม่ใช่จริง มันคือละคร

เพราะนั้นถามว่า มันมีความจริงในละครหรือ ...มันไม่มี ...เมื่อมันไม่มี แล้วกูจะดูทำไม หือ กูจะดูมึงหลอกกูทำไม กูจะดูให้มึงมาหลอกกูอีกเหรอ

เอ้า ถ้ารู้อย่างนี้แล้วจะทำยังไง ถอดปลั๊กออกดีกว่าไหม...ก็ไม่ดู ...นี่ เข้าใจคำว่ารู้แล้วละมั้ย  ดูสติปัฏฐานนี่ ท่านให้รู้ตามฐานที่กิเลสหรือว่าจิตน่ะมันจะปรุงขันธ์ออกมานี่ใน ๔ ลักษณะ

เพราะนั้นความพอใจ-ไม่พอใจ ที่เรียกว่าเวทนานุสติปัฏฐานนี่ ลักษณะนี้คือความพอใจ-ไม่พอใจแห่งเรา นี่คือการปรุงแต่งขันธ์ห้าในลักษณะหนึ่ง คือขันธ์ห้าในลักษณะหนึ่ง

แต่โดยส่วนใหญ่มันจะเป็นความรู้สึกพอใจ-ไม่พอใจ ...ไอ้เมสเสจข้อความไม่ค่อยมีอะไรมากหรอก ไม่ค่อยมีรูปทรงรูปคนปรากฏ อาจจะมีบ้างเล็กๆ น้อยๆ ต่อไป

แต่ความรู้สึกมันใหญ่...ว่ากูไม่ค่อยพอใจว่ะ ...นี่คือการปรุงแต่งในขันธ์ ในแง่มุมและโดยรวมออกมานี่ เนื้อใหญ่ใจความมันเป็นลักษณะความพอใจ-ไม่พอใจ ...มันชัด

ท่านจึงเรียกลักษณะนี้ว่า เวทนานุสติปัฏฐาน …และเมื่อมีสติเท่าทัน ว่ามีอารมณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น นั่น เรียกว่าสติในเวทนานุสติปัฏฐานเกิดขึ้น

นี่พ่อเล่นไป..จนกว่าจะจบกันไปข้างนึง หือ เอาเสื่อมั้ย ...เออ จบแล้ว เกิดดับแล้ว สบาย เก็บเสื่อ นอน  เอ้าเดี๋ยวมีมาใหม่เป็นลิเกโรงใหญ่เลย อ่ะ ดู...รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง อ้าว ปิดแล้วเหรอ ...กลับบ้านนอน

แล้วก็ว่า...โอ้ อาตมานี่อยู่ในสติปัฏฐาน ๔ ตลอดเลยนะนี่ ละสักกายได้แล้ว ...มึงเก่งมากๆ ละสักกาย...โดยที่ไม่มีพื้นฐานของศีลสมาธิปัญญา โดยที่ไม่มีกายเป็นที่อ้างอิง...มึงเก่งมาก

เออ กายานุสติปัฏฐาน...รู้อยู่ๆ มันคิดมันนึกเป็นรูปคน ...เอ้า กายานุสติปัฏฐาน ก็คือกายสังขาร คือความปรุงแต่งในกาย คือรูป รูปเป็นใหญ่ในขันธ์

ถ้าเวทนาก็เวทนาเป็นใหญ่ในขันธ์ห้า มันก็เลยออกมาในลักษณะเวทนาคือความรู้สึกแห่งเรา ...ถ้าสังขารเป็นใหญ่ในขันธ์ห้า ก็เรียกว่าจิตตานุสติปัฏฐาน

แต่คราวนี้ในกายานุสติปัฏฐานนี่ ท่านว่าไว้ถึงกายคตาสติ อาการ ๓๒ อาหาเรปฏิกูล กายอสุภะ เหล่านี้ที่พูดมาทั้งหมดนี่คือกายสังขาร คือเกิดจากการปรุงขึ้นของจิตเหมือนกัน

เฉกเช่นเดียวกับเวทนา เฉกเช่นเดียวกับสังขารจิต เฉกเช่นกับกุศล-อกุศล ธรรมารมณ์ ...แต่คราวนี้ว่าในกายานุสติปัฏฐาน ท่านยังรวมเอาหมวดอิริยาบถบรรพลงไปด้วย

เพราะนั้นตัวอิริยาบถบรรพคืออะไร ยืนเดินนั่งนอน อิริยาบถใหญ่ เคี้ยวเหลียวก้มเงย คู้งอเหยียดกลืนน้ำลาย กระพริบตา เมื่อย ตึง แน่นหนักร้อนหนาว พวกนี้ รวมอยู่ในอิริยาบถย่อย

เพราะนั้นไอ้ตัวส่วนอิริยาบถบรรพนี่ คือความรู้สึกในตัว ...จึงพูดง่ายๆ ว่าในกายานุสติปัฏฐาน จึงรวมเอาหมวดศีลเข้าไว้ด้วย รวมเอาหมวดกายศีล รวมไปกับกายปรุงแต่งด้วย

เพราะนั้นตรงจุดนี้นั่นแหละ ที่ครูบาอาจารย์ท่านจึงจับเอาตัวกายานุสติปัฏฐานนี่มาเป็นหลัก...ทั้งโดยวิปัสสนากรรมฐาน สมถกรรมฐาน และทั้งโดยปัญญาโดยตรง...คือกายศีล

ถ้าจะไปจับเอากายสังขาร คืออสุภะบ้าง ปฏิกูลบ้าง  ท่านก็หยิบยกเอากายนี้มากำหนดเป็นกรรมฐาน สมถะ ...ถือว่าเป็นธรรมที่ใกล้เคียงศีลที่สุดแล้ว ในลักษณะของการปรุงแต่งในจิต

แล้วก็มาเกลา...เกลาโดยวิปัสสนากรรมฐาน จนถึงที่สุด ...พิจารณาจนถึงที่สุดคือถึงอะไร ...ถึงแค่ดับไป หมดความคิด ไม่รู้จะพิจารณาอะไรแล้ว มันดับหมด

มันดับหมดแล้วตรงนั้นน่ะ กายที่แท้จริงจะบังเกิด ...ทุกอย่างดับหมด ความคิดไม่ออก มันไปไม่รอด มันสลายๆๆ ดูตรงไหน พิจารณากายตรงไหน สลายกลายเป็นธาตุ ลมสลาย นิมิตปฏิภาคสลายหมด

นั่นน่ะคือที่สุดของวิปัสสนากรรมฐาน  เมื่อมันสลายหมด จิตมันปรุงแต่งไม่ได้ ออกมาดับ ออกมาสลาย จะนึกรูปนึกนามอะไรของกายใคร สลายหมด

เป็นกระดูกเป็นเถ้า เป็นเน่าเป็นเปื่อยสลาย ไฟมอดไหม้เผาเป็นจุณหมดน่ะ ไม่เหลืออะไรปรากฏ ...แต่กายนี้ปรากฏ กายศีล เพราะไม่มีอะไรสลายกายนี้ได้

ศีลเป็นเอก ศีลเป็นเลิศ ...กิเลสไม่อาจลบล้างได้  ความอยาก-ความไม่อยากไม่สามารถลบล้างได้  ไม่มีอำนาจไหนลบล้างศีล ลบล้างกายปัจจุบันได้ ...ยกเว้นวันตาย นี่ เออ

ทีนี้ ทุกอย่างที่มาครอบงำมันหมด ด้วยอำนาจของวิปัสสนากรรมฐานที่มาจากฐานของสมถะกรรมฐาน กายจริงกายแท้จึงปรากฏพร้อมกับใจ ...นั่นแหละญาณ บังเกิดปัญญาญาณ ณ ท่ามกลางกายใจนั้นเอง

แต่ถ้าท่านไปบังเกิดท่ามกลางญาณ บังเกิดด้วยอำนาจของสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน กายใจนั้นบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ชัดเจนอย่างยิ่ง ไม่สงสัยอย่างยิ่ง จบไหมล่ะ...จบ ง่ายนะ ง่าย

ถ้าถึงตรงนั้นแล้ว มันบริสุทธิ์ มันไม่มีอะไรเจือปนเลย มันชัดแจ๋ว เหมือนกับกระจกใสที่ไม่มีฝ้า ไม่มีละอองเลยว่าเป็นเราเป็นเขาแต่ประการใด ท่านจึงบังเกิดความหลุดพ้นจากความเห็นผิดในกาย...อย่างดูเหมือนด่วนและไว

เอ้า อย่างพวกเรานี่ให้รู้ตัว ...ท่ามกลางการรู้ตัวว่านั่ง ว่าแข็งนี่  มันยังมีอะไรวนในอารมณ์ วนเป็นความคิดอยู่ตลอดเวลา ...ใช่ไหม 

มันไม่เบ็ดเสร็จ มันไม่สะอาดทีเดียวให้เห็น มันก็ยังคาอยู่ว่า...เฮ้ย กูหรือเปล่า  เอ๊อะ มันหรือกูวะ นี่...มันยังมีความเห็นครอบบางๆ หรือบางครั้งก็หนาอยู่

แต่ถ้าโดยสมถะกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน พอมาถึงจุดที่กายใจปรากฏ เหลือสองสิ่ง...เหลือสองสิ่งจริงๆ สามโลกธาตุนี่เหลืออยู่สองสิ่งจริงๆ ไม่มีอะไรเจือปนแปดเปื้อนเลย 

เนี่ย ไม่วางตรงนั้น ท่านจะไปวางตรงไหน ท่านจะไปวางตอนไหนเล่า ...นี่เรียกว่าเจโตกึ่งปัญญาวิมุติ

ส่วนการที่มาลงที่กายศีลตรงๆ ไม่ผ่านสมถะกรรมฐาน ไม่ผ่านวิปัสสนากรรมฐาน ...นี่เรียกว่าปัญญาวิมุติ  ...จึงเป็นแบบค่อยเป็นไป...แต่อาศัยความเพียรพอๆ กันนั่นแหละ

แต่คราวนี้ถ้าให้เทียบประเมินกำลัง แล้วให้พวกเราไปทำสมถะกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานนะ บอกให้...เอาไปเลยพันชาติ นี่ต่อให้แล้วนะ

ประมาณสักพันชาติ เนี่ย ยังไม่ถึงขณิกะสมาธิเลย ยังไม่ถึงอุปจาระฌานเลย ไม่ต้องพูดถึงวิปัสสนากรรมฐานนะ ...แล้วยังอาจจะมีไปงมโข่งอยู่ในอุปจาระอีก

เห็นผี เห็นเทวดา เห็นอดีต เห็นจิตคนอื่น ...แต่ไม่เห็นกาย ไม่เห็นอสุภะ ไม่เคยหยิบยกมาเป็นวิปัสสนา ...นี่ อีกสองพันชาติ พอดีหมดอายุศาสนา เอ้า ตายล่ะ...ยังหาศีลสมาธิปัญญาไม่เจอเลย


โยม –  ก็อยู่กับหลวงพ่อก่อน

พระอาจารย์ –  ไม่แน่นะ เราอาจจะโกหกก็ได้ (โยมหัวเราะกัน) ...จะมาฝากผีฝากไข้กับเราโดยตรงไม่ได้  บอกแล้วว่าทุกอย่างต้องอาศัยการปฏิบัติเป็นเครื่องตรวจสอบ อย่ามาฟังเสียงเรา 

ต้องเอาการปฏิบัติของตัวเองในศีลสมาธิปัญญาตรวจสอบเลย ต้องพิสูจน์ทราบด้วยตัวเอง...ปัจจัตตัง เวทิตตัพโพ วิญญูหิติ ...นี่ พระพุทธเจ้าท่านพูดมาตั้งสองพันห้าร้อยปีแล้ว

อย่ามาเชื่อเพราะว่าเป็นอาจารย์ อย่ามาเชื่อเพราะว่าเป็นที่น่าเชื่อถือ อย่ามาเชื่อว่าโบร่ำโบราณเขาทำมากันอย่างนี้ อย่ามาเชื่อว่ามีเหตุผลพอน่าฟัง ...ต้องเชื่อเพราะทำเอาเอง นี่...กาลามสูตร

อย่าเชื่อเพราะเขาเป็นคนที่น่าเชื่อถือ อย่าเชื่อเพราะเขาเป็นอาจารย์ อย่าเชื่อเพราะเป็นประเพณีเขาถือกันมา ...นี่ท่านพูดไว้แล้ว ท่านดักไว้เลย ดักจิตไว้ตั้งแต่สองพันห้าร้อยปีก่อน

เพราะนั้นอย่าไปปฏิเสธสมถะ อย่าไปเข้าใจว่ามันไปติดไปข้อง ...มันเป็นวิถีอุบาย เพื่อให้เข้าถึงศีลสมาธิปัญญาในช่วงกาลสมัยและภาวะการณ์ที่แตกต่างกันน่ะ

แต่ ณ ขณะปัจจุบัน สมัยนี้ ภาวะการณ์ตอนนี้ ...มันไม่เอื้อ ไม่เกื้อต่อธรรม ที่เรียกว่าสมาธิ หรือสมถะธรรม และวิปัสสนาธรรมโดยตรง ...แต่เอื้อต่อศีลสมาธิปัญญาโดยตรง

นี่หมายถึงตอนนี้นะ ช่วงนี้นะ ต่อนี้ไปจวบจนวาระหมดสิ้นอายุพระศาสนา ...จะต้องเข้าศีลสมาธิปัญญาโดยตรง โดยปัจจุบันเช่นนี้


(ต่อแทร็ก 17/22)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น