วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/22 (1)


พระอาจารย์
17/22 (571231D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 ธันวาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ทีนี้ เวลาเรามาตั้งลงตรงกายนี่ ...ตั้งรู้ตั้งเห็น ตั้งสติ ตั้งสัมปชัญญะ  ตั้งอกตั้งใจ ตั้งกายตั้งใจ อยู่กับปัจจุบันกายปัจจุบันรู้ ...นี่ ตัวศีลสมาธิปัญญาบังเกิดขึ้นในปัจจุบัน 

ซึ่งตัวศีลสมาธิปัญญานี่ เป็นธรรม...ที่ไม่เอื้อเฟื้อกิเลส ...ศีลสมาธิปัญญาจะเป็นธรรมที่จะไม่เอื้อเฟื้อต่อกิเลส นี่ หมายความว่าอย่างไร ...ก็อย่างที่ว่า

“โคตรเบื่อเลย รู้เฉยๆ เนี่ยนะ ไม่เห็นได้อะไรเลย ...สุขก็ไม่สุข มหัศจรรย์ประหลาดล้ำลึกก็ไม่มี มันเป็นอะไรด้านๆ ทื่อๆ ตรงๆ เรียบๆ เฉยๆ ธรรมดาๆ”

เห็นมั้ย เห็นความไม่เอื้อเฟื้อต่อกิเลสมั้ย ...แล้วกิเลสล่ะ ก็คือไปยืนหน้ากระจก ดู นั่นคือตัวเรา เพราะนั้นศีลสมาธิปัญญามันจึงไม่เอื้ออารมณ์ต่อเรา

แต่ความปรุงแต่งในขันธ์ ที่จิตปรุงแต่งออกมา...อันนี้ไม่เอื้อเฟื้อต่อธรรม แต่เอื้อเฟื้อต่อกิเลส ...ซึ่งตรงกันข้ามกับศีลสมาธิปัญญา ที่ไม่เอื้อเฟื้อต่อกิเลส แต่เอื้อเฟื้อต่อธรรม...คือความจริงที่ปรากฏ

เพราะนั้น เมื่อขันธ์ห้านี่ หรืออุปาทานขันธ์ห้านี่ มันเอื้อเฟื้อต่อกิเลส ...แล้วเราคือกิเลส เราคุ้นเคยกับกิเลส เราติดข้องกับกิเลส เราเคยชินกับกิเลส เราอาศัยกิเลสเป็นที่พึ่ง เป็นที่อยู่ เป็นตัวชี้นำ

มันจึงรู้สึกเพลิดเพลิน ดีใจ สบายใจ พอใจ น่าใคร่ น่าค้นหา น่าครอบครอง น่าเข้าไปมี น่าเข้าไปถือ น่าเข้าไปครอง น่าเข้าไปเป็น น่าเข้าไปสร้างขึ้นมาให้มากขึ้น มากขึ้นๆ

เพราะนั้นในขันธ์ห้านี่ อุปาทานขันธ์ห้านี่ จึงมีความปรุงแต่งสุขแห่งเรา ทุกข์แห่งเรา...อย่างไม่มีคำว่าอับจน ...เนี่ย เรียกว่าเอื้อเฟื้อต่อกิเลสนะ แต่ไม่เอื้อเฟื้อต่อธรรมตามความเป็นจริงเลย

เพราะนั้นอย่าไปเข้าใจนะ ว่าการที่ไปดูจิตดูเวทนาโดยสติ แล้วมันจะเกิดความเข้าใจ แล้วออกจากกิเลสได้โดยเร็ว เป็นปัญญาวิมุติ...ไม่ใช่ ...ปัญญาวิมุติคือศีลสมาธิปัญญาโดยตรง 

แล้วประกอบกันกับมหาสติ สติปัฏฐาน ๔ เป็นตัวพี่เลี้ยง เพื่อเกิดความแข็งแกร่งในศีลสมาธิปัญญา ...นี่ พูดเพื่อให้เข้าใจ ไม่ใช่พูดเพื่อเอาไปเถียงใคร ...ให้เข้าใจแล้วก็ไปทำ มันก็จะได้บังเกิดผลแห่งศีลสมาธิปัญญา

ทำไมถึงต้องบังเกิดผลแห่งศีลสมาธิปัญญา ...เพราะนี้คือปัจจยาการสายดับ จนถึงดับที่สุดคือนิโรธ ...ไอ้ตัวนิโรโธนิโรธังนี่ คือนิโรธ คือความดับโดยสิ้นเชิง...นี่ นัยยะความหมายก็คือนิพพาน

มันคือปัจจยาการของการที่...ประกอบเหตุแห่งศีล ประกอบเหตุแห่งศีล-สติ ประกอบเหตุแห่งสติ-ศีล-สมาธิ ประกอบเหตุแห่งสติ-ศีล-สมาธิ-ปัญญา ...นั่นต่างหากคือปัจจยาการสายดับ

เพราะนั้น ถ้าปฏิบัติไม่สมควรแก่เหตุ ผลจะไม่สมควรที่จะเกิดขึ้นควรแก่เหตุนั้นๆ ...เพราะนั้นถ้าไปประกอบเหตุในขันธ์ ผลคืออย่างไรล่ะ หือ

นามรูปปัจจยาอะไร ผัสสะปัจจยาอะไร อายตนะปัจจยาอะไร เวทนาปัจจยาอะไร ตัณหาปัจจยาอะไร อุปาทานปัจจยาอะไร ภพปัจจยาอะไร ชาติปัจจยาอะไร ...ชรา พยาธิ มรณะมาจากไหน

เนี่ย ในปัจจยาการของปฏิจจสมุปบาท ...ไม่มีศีลสมาธิปัญญาปนเปื้อนเลย ไม่มีกายใจปนเปื้อนเลย ไม่มีนิพพานปนอยู่ในปฏิจจสมุปบาทเลย ...ไปดูเอา

มีแต่ขันธ์คือรูปนาม มีแต่จิตคือความปรุงแต่ง ...นั่นแหละพ่อแม่ของขันธ์ นั่นแหละพ่อทูนหัว พ่อเลี้ยง พ่อเลี้ยงใหญ่...โดยมีผู้ลงทุนให้ทุนคืออวิชชา...คือมือที่มองไม่เห็น

จิตเป็นผู้ปรุงแต่งรูปนาม คือนอมินี...เออ นี่พอจับได้  แต่ถ้าไปจับอวิชชา...คือหาตัวไม่เจอ ...เพราะนั้นไอ้ตัวที่เราพอเห็นกันได้อย่างชัดที่สุดในเบื้องต้น ท่ามกลาง เกือบที่สุด คือ “ตัวเรา”

นี่จึงเป็นนอมินี เป็นผู้ดำเนินการ เป็นผู้สำเร็จราชการแทน...อวิชชา มันมุดหัวอยู่ ไม่มีทางเห็น ไม่เห็นหน้าค่าตามัน ...เอาง่ายๆ เห็นจิตเกิด มันเกิดขึ้นมาลอยๆ นี่ ...เกิดจากไหนล่ะ หือ

จากความว่างใช่ไหม อยู่ดีก็ผุดขึ้นมา นี่ จะไม่เห็นเลยนะว่าหน้าตาของอวิชชามันคืออะไร หน้าตามันคือความว่างเหรอ ใช่รึเปล่าก็ไม่รู้ จะไม่เห็นเลย

แต่พอมันออกมาเป็นจิต ออกมาเป็นความรู้สึกแห่งเรา...นี่เห็น เห็นอยู่ ตัวนี้พอจับได้ พอจับได้แล้วก็ไล่ทัน..นี่โดยสตินะ โดยสติปัฏฐาน ๔ นะ...จับได้และไล่ทัน

ไล่ทันคือละ...ทันตรงไหนละตรงนั้น เรียกว่าไล่ทัน ...จับได้นี่..อ้อ เกิดแล้ว มันไปถึงขนาดไหน ไกลหรือยาว หรือสั้น...อ้อ รู้

ไม่ต้องไปตีโพยตีพาย ไม่ต้องไปเสียดมเสียดาย ไม่ต้องไปคาดหมายถูกผิด ไม่ต้องไปหาเหตุหาผล ...รู้ตรงไหน...ละตรงนั้น

นี่ท่านเรียกว่าการเจริญสติปัฏฐาน ท่านให้ทำอย่างนี้ ... จิตหดหู่..รู้ จิตตั้งมั่น..รู้ จิตไม่ตั้งมั่น..รู้ จิตมีกิเลส..รู้ จิตมีราคะ..รู้ จิตไม่มีราคะ..รู้ จิตมีโทสะ..รู้ จิตไม่มีโทสะ..รู้

นี่ท่านให้รู้..แล้วละเลย ...ไม่ต้องไปเอ้อระเหยกับมัน ไม่ต้องไปหาความเป็นจริงในมัน ...บอกแล้วเหมือนเราดูละคร ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นละคร...มึงโกหกกู มึงหลอกกู

มันสร้างขันธ์ห้า ...ขันธ์ห้าคือของหลอกลวง ขันธ์ห้าไม่มีอยู่จริง ขันธ์ห้าไม่มีอะไรเป็นสาระ ...ท่านบอกให้ทิ้ง ให้วางเลย โดยไม่ต้องเหลียวหลัง วางแบบไม่เหลียวหลังไม่หันหลัง

นั่นแหละจะเข้าไปสู่อนาลโย ไม่หวนคืน...ในขันธ์ ในอารมณ์ ในความรู้สึกของในขันธ์นั้นๆ ...มันต้องกล้าที่จะละโดยฉับพลันนั้นๆ 

ละตรงที่รู้ตรงนั้นเลยว่า กำลังคิด กำลังมีอารมณ์ กำลังมีความคิด กำลังมีความอยาก กำลังไม่มีความอยาก อย่าไปดูนะ รู้...ละ

ทีนี้มันจะรู้แล้วละโดยที่ไม่ต้องไปตั้งแง่ตั้งมุมดู ปูเสื่อดู ...นี่ มันจะต้องมีฐานที่อยู่ คือกาย คือปัจจุบันกาย ...เพราะปัจจุบันกายไม่ใช่ส่วนที่มาจากจิตสร้าง

มันเป็นธาตุ เป็นธรรม เป็นธรรมธาตุที่เป็นกลาง ที่มีอยู่แล้ว เป็นปกติธาตุปกติธรรมที่มีอยู่...เป็นอาจิณ เป็นนิจสิน เป็นธรรมดา ...ไม่ผิดธรรมดา แล้วก็ไม่ถูกตามธรรมดา แต่มันเป็นปกติธรรม

ตรงนี้ต่างหากที่พระพุทธเจ้าบอกว่าจับให้อยู่เถิด อยู่กับเขาให้ได้เถิด เอาให้มั่นคั้นให้อยู่ ...จึงเรียกว่าเป็นผู้ถือศีล รักษาศีล เป็นผู้เข้มงวดในศีล ตรงนี้ตรวจสอบได้ด้วยตัวเองเลย

อย่ามาตรวจสอบว่าวันนี้ตบยุงหรือเหยียบมดไปกี่ตัว อย่าไปตรวจสอบว่าใครๆ เขาโดนเราโกหกบ้าง ...อันนี้ไม่ต้องตรวจสอบหรอก คนอื่นเขาตรวจสอบให้เองน่ะ ลองไปทำเหอะ เดี๋ยวโดนเองๆ 

แต่ตรวจสอบศีลภายในของตัวเอง ว่าเดี๋ยวนี้รู้ไหม กายทำอะไร กายมีอยู่รึเปล่า กายหายหรือกายไม่หาย กายหายไปยังไง ...อันนี้ตรวจสอบได้ ตรวจสอบความมีศีลทรงศีลของตัวเอง

ส่วนใครเขาจะมีศีล ใครเขาจะไม่รักษาศีล ใครเขาจะไม่รู้จักศีล...ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ...เรื่องของมึง เรื่องของมัน เรื่องของเขา เรื่องของคุณโยม เรื่องของเอ็ง 

ไม่ใช่เรื่องของเรา ...อย่าเอามาเป็นธุระ ...เดี๋ยวจะเกิดความขัดแย้งกันในศีล เดี๋ยวจะเกิดความปีนเกลียวแล้วไม่เข้าใจ เดี๋ยวจะด่าถึงครูบาอาจารย์กัน ...ไปใหญ่เลยๆ

ก็เคยบอกแล้ว...หนองป่าพง ๒๒๗  นาป่าพงลดเหลือ ๑๕๐ ...มาอาจารย์นี่เหลือ ๑ ไปใหญ่เลย ทีนี้ไปใหญ่เลย ...แล้วอย่าเข้าใจว่า ๑ นี่ลัด ง่าย และสั้น และตรงนะ ...ยากนะ ยากกว่า ๑๕๐ , ๒๒๗ อีก

เนี่ย เรานั่งอยู่นี่ เราถือศีลครบหมดเลยห้าพันข้อ เอามั้ย จะเอากี่ข้อล่ะ เราไม่ได้ทำอะไรเลย เราถือครบหมดแล้วนะนี่ ง่ายนะนี่ ...แต่ถือแค่ตัวเดียวตลอดนี่ ถือได้ไหม

ขณะที่ถือศีล ขณะที่เขามายืนด่าๆๆๆ นี่ ถือศีลได้มั้ย ...อาจจะมีศีลวิรัตินะ ไม่ด่าตอบ ไม่ตอบโต้ ...แต่ว่ากายนั้นปรากฏอยู่รึเปล่า หรืออยู่ในความเดือดปุดๆๆๆ โดยที่ไม่มีกายตรงนั้นหลงเหลืออยู่เลย

เห็นมั้ยว่า ศีลข้อเดียวนี่  ถ้าไม่ To die for นะ ...ศีลนี้จะไม่บังเกิดขึ้นท่ามกลางสมรภูมิเดือดนั้นได้เลย

ถึงบอกว่าผู้ที่แน่วแน่ในศีลน่ะ จึงเป็นผู้ที่มีคุณธรรมในระดับศีล ไม่ใช่เล็กน้อยแล้วนะ  ถ้าใครมีคุณธรรมในระดับศีลนี่ ไม่ถือว่าเล็กน้อยเลยน่ะ

เพราะฉะนั้น พระอริยะท่านรักษาศีลในระดับที่เรียกว่า อริยกันตศีล ไม่ใช่อธิศีล ...ยอมตายมากกว่าศีลหาย ...ต่อให้ความตายจะมาดึงกระชากไปเบื้องหน้าให้แตกดับด้วยเวทนานี่

ท่านจะไม่ลืมเลยในความเป็นไปของกายปัจจุบันนี้ ท่านจะไม่ให้ออกนอกปัจจุบันกายนี้เลย เท่าชีวิต ...นั่นน่ะอริยกันตศีล นี่คือศีลของพระอริยะขั้นสูง เบื้องสูงด้วย ...อริยะขั้นต่ำยังไม่ได้

สกิทาคา โสดา ยังถือว่าเป็นศีลที่ในระดับที่ต่ำ ...ความเข้มข้นในศีลนี่ ถือว่าในระดับที่ยังต่ำอยู่ กิเลสยังบายหัวได้เลย ยังมีกิเลสบายหัวได้อยู่เลย เช่น รู้อยู่ๆ แต่อารมณ์บายหัวมึงอยู่นี่

คือมีความคิดร้อยแปดพันประการ ...แต่เจือจาง ไม่มีน้ำหนัก จะไม่มีน้ำหนัก ...ยกเว้นบางเรื่องที่หนักๆ เช่นราคะ โทสะ พวกนี้ ...แต่โดยลึกๆ ทั่วไป จิปาถะนี่...หื้ย ไร้สาระว่ะ 

แต่ถ้ามาเป็นรูปรสสัมผัสที่ดี  ที่งดงาม ที่ไพเราะอย่างนี้ มันกระหวัดแล้วก็ไปจม นี่เขาเรียกว่าไม่เข้มแข็งในศีลอันสมควรแก่ราคะและปฏิฆะ การให้ค่าให้ความหมายในขันธ์ที่มันสร้างรูปเป็นราคะหรือปฏิฆะ

พอเข้มข้นในศีลขึ้นมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนถึงระดับพระอนาคานี่...ไม่ได้กินแล้ว ...รูปนาม ขันธ์ห้านี่ ไม่ได้กินแล้ว ไม่สามารถจะมาแย่งพื้นที่จากศีลนี้ได้

นี่คือความเข้มข้นของศีลที่จะมากขึ้น สำหรับผู้ที่เข้มข้นในการปฏิบัติ ...แต่ถ้าไม่เข้มข้นในการปฏิบัติในองค์ศีลนี่ ก็จะเกิดความหย่อนยานในศีล ปวกเปียก ปลิว ล่องลอย

ศีลในระดับต่ำ คือระดับที่ว่า...กิเลสยังไม่ทันมาถึง แค่กิเลสมันลุกจากที่น่ะ ก็ล้มดิ้นตายไปแล้ว ...เข้าใจมั้ย กิเลสเขายังไม่ทันได้แตะเนื้อต้องตัวเลย แค่เขาลุกขึ้นชะเง้อมา ...ก็ล้มระเนระนาดไปเลย

อย่างนี้มันจะเอากำลังที่ไหนไปสู้กิเลส ...เช่นว่า เขายังไม่ทันด่าเลย แค่ชี้หน้านี่ ...ไปแล้วศีลกู ไปแล้ว  เตรียมขุดๆๆ เอ็นไซโคปิเดียภาษาเลยล่ะ...ไว้ต้อนรับ ไว้รับรองเลย

แทนที่จะเอาศีลสมาธิปัญญารองรับ ...มันกลับไปเอาเอ็นไซโคปิเดียคำด่ามารองรับ มันรีบเปิดใหญ่หาคำเตรียมๆ เตรียมอารมณ์ เตรียมภาษา เตรียมท่า...ยังไงจะสู้กับมัน

แทนที่จะเอาศีลสมาธิปัญญาเข้าสู้...มันกลับเอากิเลสเข้าสู้ ...นี่ โดยสัญชาติญาณของสัตว์ จะเอากิเลสสู้กับกิเลส...ใครแรงกว่าชนะ ไม่มียอมกันล่ะ ว่างั้นเถอะ

ถ้าไม่ได้ฝึก ถ้าไม่ได้มีการขัดเกลามาก่อนโดยสันดาน โดยสืบนิสัยมาแต่อดีต ...มันจะต้องเอากิเลสเป็นตัวห้ำหั่นกันก่อน แพ้-ชนะค่อยว่ากันอีกที

บางทีก็ชนะแบบ...หามลงจากเวที ปางตายเลยกู กว่าจะรอดจากมันได้  ดีไม่ดีต้องหาผู้ช่วยด้วยนะ ไปหลายๆ คนหน่อย ถึงจะได้...โอ้โห ไม่งั้นกูไม่รอดเลย

นี่ ยิ้มกริ่มแก้มปริมาเลย...ชนะ แต่ปางตาย ต้องหลายคนช่วย ...นี่ มันเอากิเลสสู้กัน แล้วก็มาวัดประเมินว่าใครเก่งกว่ากัน กิเลสมากกว่ากัน...คนนั้นชนะ

แต่ศีลสมาธิปัญญานี่ บอกเลย...เป็นผู้รับและผู้เผชิญ รับอย่างเดียว ...ชนะโดยการที่ว่า มันด่าจนเมื่อยปากน้ำลายเหนียว เลิกไปเองว่ะ ...นี่ ควรยกย่อง ชนะโดยศีลสมาธิปัญญา แม้จะเป็นระดับเล็กๆ ก็ตาม

แต่อย่าไปหาเรื่องให้เขาด่าบ่อยๆ นะ มันไม่ควรแก่เหตุ เข้าใจมั้ย (โยมหัวเราะกัน) ...มันมีเหตุของมันอยู่แล้ว ไม่ต้องไปสร้างเหตุให้เขามาด่า ...มีเหตุเขาด่าเองน่ะ ไม่ต้องกลัว


โยม –  ทดสอบความแข็งแกร่งค่ะหลวงพ่อ

พระอาจารย์ –  เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวจะเจอลูกฮุค เจออัปเปอร์คัทลูกเดียว...น็อค ...เพราะนั้น อย่าลองกัน...กิเลส  เข้าใจคำว่าไฟมั้ย อย่าแตะต้อง

มันสงบระงับโดยศีลสมาธิปัญญา หรือมันพักตัวอยู่แล้วนี่...อย่าไปขุดคุ้ยขึ้นทีเดียว ...ทรงไว้ๆ ...เดี๋ยวมันมาลองของเอง เราอย่าไปลองของกับมัน ...ต้องรักษาเท่าชีวิตเลย 

แล้วไม่ต้องกลัวหรอกว่ามันจะไม่เกิดกิเลส  ...ตราบใดที่กิเลสมันอยู่ภายใน มันคอยจ้องจังหวะและโอกาส...มึงอย่าเผลอนะๆ  หรือไม่ก็ด้วยความแนบเนียน มันจะมาแบบเนียนๆ

ว่ารู้ตัวแล้วนี่ เนียนๆ เลยแหละ ...ที่ไหนได้ พากูไปต้มยำซะ ยิ่งกว่าโป๊ะแตกอีก ...ยิ่งกว่าโป๊ะแตกคือโป๊ะแตกนี่มันเติมน้ำเป็นกะละมัง ...เพิ่งรู้ว่ากูโดนหลอก นึกว่ารู้ตัวอยู่นะนี่

เนี่ย กิเลส...มันไม่ใช่ว่ามันมีหน้าตาเดียวซะเมื่อไหร่ ...ท่านถึงบอกว่าร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม ร้อยแปดพันเก้า กิเลสพันห้า ตัณหาร้อยแปดน่ะ มากมายเหลือเกิน

ว่าทันตรงนี้แล้ว เดี๋ยวมันก็แอบมาตรงนี้ หมดเรื่องนี้แล้ว เดี๋ยวก็มาเรื่องใหม่ ที่ดูแตกต่างกว่าเก่าไป ...ถ้าไม่ตั้งมั่นกันในปัจจุบันกายปัจจุบันศีลจริงๆ จะไม่เท่าทันกิเลสได้เลย

แล้วก็จะมาแบบ...เอ้า ว่าเท่าทันจิตแล้ว เดี๋ยวมันก็ออกมาเป็นอารมณ์ มาแบบไม่มีเมสเสจน่ะ ...อยู่ดีๆ ก็ซึมกะทือไปซะอย่างนั้นแหละ แล้วก็หมองไปเลย มัวหม่น

เหมือนแบกโลกเป็นอีเพิ้งเก็บเห็ด “กูได้แต่เห็ด ไม่เห็นได้อะไร ชีวิตช่างน่าเบื่อหน่าย” ...นี่ โดยที่ไม่มีภาษานะ โดยที่ไม่มีตัวตนผู้คนเลยนะ มันก็มาของมันน่ะ  

แล้วก็ตั้งกายตั้งใจขึ้นไม่ได้เลย จม ซึมกะทือ เศร้า ขุ่น ...แต่อย่าให้ได้ยินเสียงใครปาลูกหินก้อนดินมานะ นั่นๆ นั่นน่ะทางของกิเลส มันออกได้ทุกช่องทางเลย 

แล้วยังไปทนดูกับมันอยู่อีกหรือ หือ ยังไปจมแช่อยู่กับมันหรือ ...จะไปดูหาความเป็นจริงอะไรในมันอีกล่ะ ...มันก็คือกิเลสล้วนๆ นั่นแหละ


(ต่อแทร็ก 17/22  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น