พระอาจารย์
17/22 (571231D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 ธันวาคม 2557
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 17/22 ช่วง 1
ทำไมถึงว่าไม่ดูแล้วจะเข้าใจ ...เพราะเมื่อมันมาตั้งอยู่ตรงนี้ แล้วไม่มีเจตนาในมัน ...เหมือนกับมันถอนเจตนาออก แล้วมาเจตนาแน่วแน่ลงในกายในศีลซะ
ไอ้ตัวเจตนานี่คือท่อน้ำเลี้ยง
เจตนาของเรานี่...ที่อยู่ลึกๆ มันจะเป็นตัวส่งน้ำเลี้ยงไปยังขันธ์ห้า
คือความปรุงแต่งที่เป็นรูปเป็นนาม เป็นทรวดทรง เป็นอารมณ์
หรือเป็นถูกเป็นผิด เป็นดีเป็นร้าย
เป็นควรเป็นชอบ เป็นสวยเป็นงาม เป็นไม่สวยไม่งาม เป็นคุณเป็นโทษ เป็นสุขเป็นทุกข์ ...เนี่ย พวกนี้ คือเจตนานี่มันไปอุ้มไว้
ทีนี้ พอรู้แล้วก็ถอนออก ...ไม่ต้องไปพิจารณานะ ท่านไม่ให้พิจารณาเลยนะ ...ถอนออกมาเลย ละออกมาเลย
ถึงมันจะไม่ดับก็ตาม แต่เราถอยออก
นี่คือดึงท่อน้ำเลี้ยงคือเจตนาออก
แล้วมาเจตนาต่อกายต่อศีลแทน ...มันก็จะเห็นว่า “เออะ มันหายไปไหนวะ” นี่ เดี๋ยวมันเห็นอย่างนี้
เดี๋ยวมันจะเห็นอย่างนี้
เห็นความสลายไปเองของขันธ์ เห็นความแตกสลาย หรือเห็นความกระจัดกระจาย รวมตัวกันไม่ติด
ไม่เป็นเรื่องเป็นราวใดๆ เอง ...ตรงนี้ต่างหากที่มันจะเรียนรู้ขันธ์ตามความเป็นจริง
แต่ขันธ์สลาย เรื่องราวในขันธ์สลาย
ความเป็นเราในขันธ์นั้นสลาย เพราะว่าเจตนามาอยู่ที่กาย ขันธ์ไม่มี ขันธ์สลาย
ขันธ์ว่าง หลุดพ้นไปจากขันธ์ชั่วคราว นี่ ...กายยังอยู่ กายไม่เคยสลายอ่ะ
ไอ้ตอนนี้ปัญญาญาณนี่ ปัจจัตตังนี่
มันก็ค่อยเห็นว่า “เฮ้ย อะไรจริงกว่ากันแน่วะ ไอ้นี่จริงกว่าขันธ์หรือว่าขันธ์จริงกว่า ...ก็ขนาดขันธ์ดับ ไอ้นี่ไม่ดับ เอ้าขนาดขันธ์มี ไอ้นี่ก็มี ตอนแรกขันธ์มี ไอ้ตัวนี้ก็มี”
เอ
มันก็สองจิตสองใจว่าอันนี้จริง หรืออันโน้นจริง ...พอถอน พอละวางจากขันธ์
ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ข้องแวะ ปรุงแต่ง ต่อเติม ตัดต่อ adapt หรือ upgrade มัน ...เจตนามันก็ไม่มีในขันธ์
พอไม่เจตนาในขันธ์ ...ตัณหาซึ่งไปปัจจยาภพ ปัจจยาอุปาทานก็ไม่มี ชาติก็ไม่มี ...มันก็ถอยๆๆๆ
จนมาถึงขั้นนามรูปปัจจยาผัสสะ ความรู้สึกเวทนาในเราในเขาในความคิด ...มันก็เหลือแค่นามรูปเปล่าๆ
เออ พอเหลือนามรูปเปล่าๆ นี่ ...ไอ้ตัวจิต...ตัวจิตเจตนาที่เข้าไปอุ้มสมไว้ด้วยเจตนาแห่งเรานี่ มันถอน ...รูปนามก็ดับ สลาย ค่อยๆ ดับ สลายไปๆ
คือมันไม่ได้ดับไปพรวดพราดหรอก มันค่อยๆ หมดไป ไร้สาระไป ...เป็นขันธ์ เป็นรูปนามเปล่าๆ ว่อนๆๆ อยู่อย่างนี้ ไม่มีอารมณ์ในนั้น
ไม่มีเราเขาในนั้น
แต่ยังมีอยู่นะ
ยังมีความรู้สึกเป็นรูปนาม เป็นภาพ เป็นบุคคล เป็นอะไร ...แต่ว่าไม่ค่อยเสียดแทงใจเท่าไหร่
ไม่ทิ่มแทงใจเท่าไหร่ ค่อยเป็นขันธ์ห้าที่ไม่เป็นภัยแก่จิตแก่ใจ
แต่กายก็ยังมีอยู่
แล้วกายเขาก็อยู่ของเขาอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ทื่อๆ แข็งๆ ตึงๆ ...ขันธ์จะมี ขันธ์จะไม่มี...กูไม่สน กูก็ทื่อ
กูก็แข็ง กูก็เป็นก้อนของกู
โดนหนาวกูก็หนาว โดนแข็งกูก็แข็งอย่างนี้ มึงมีขันธ์ ขันธ์จะปรุง ขันธ์จะไม่ปรุง
ขันธ์จะมี ...กายก็ทื่อๆ แข็งๆ ไหวๆ วูบๆ กึกๆ กึกๆ ของมันอยู่อย่างนี้
จนขันธ์มันดับไปให้เห็นเป็นบางช่วง ก็จะเห็นว่า “อือม์ ดูท่าไอ้นี่มันจะจริงกว่าความเป็นไปในขันธ์ว่ะ ...ขันธ์ห้ามันเป็นของไม่มีสาระนี่หว่า" นี่ มันเห็น
"เออ เฮ้ย ขันธ์ห้ามันเป็นของว่าง
ของไม่มีตัวตนอะไรเป็นแก่นเป็นสารเลย ...แต่ไอ้นี่มีอ่ะ” เห็นมั้ย
มันก็เกิดความรู้เห็นว่า...อะไรจริง อะไรไม่จริง
ตรงนี้เมื่อมันรู้ชัดในความเป็นจริงกับความไม่จริง ...นี่ เรียกว่าชัดในทุกข์นะ ชัดในการปฏิบัติต่อทุกข์ ...ว่านี่เรียกว่าทุกข์ที่ปรากฏ
ทุกข์ตามจริง...กับทุกข์ไม่จริง
เมื่อมันชัดเจนกับลักษณะอาการของทุกข์
คือการปรากฏขึ้นของสภาวะธาตุและสภาวะขันธ์ ...เมื่อมันเห็นความเป็นจริงว่าระหว่างสภาวะธาตุกับสภาวะขันธ์
อันไหนเป็นทุกข์ตามจริง
นี่ มันจึงสามารถกำหนดปฏิปทาในการปฏิบัติต่อทุกข์นั้น...ได้ตรง
และถูกตามอริยสัจ ๔ ...คือ พึงกำหนดรู้ทุกข์ที่มีอยู่จริง...คือกาย
ทุกข์ในขันธ์
ทุกข์จากการปรุงแต่งโดยจิตสร้างขันธ์ขึ้นมา...เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง
แต่มันหลอกหลอนว่ามีจริง มันอุปโลกน์ตัวมันเองว่ามีจริง...แล้วมีเรานี่เข้าไปอุ้มสมมันให้มีอยู่จริง
ตรงนี้มันก็เห็นเลยว่า...อันนี้พึงละ...และต้องละ นี่...กิจที่พึงกระทำต่อสมุทัย คือ...จาโค ปฏินิสสัคโค มุตติ อนาลโย ...นี่กระทำกันตรงนี้
พร้อมๆ กับค่อยแจ้งในอริยสัจ
ว่า...อ๋อ ไอ้ที่กระทำนี่ อะไรที่ควรรู้...แล้วรู้ อะไรที่ควรละ..แล้วละ ...ไม่มีการสลับสับเปลี่ยนกันระหว่าง อะไรที่ควรรู้..เสือกไปละ
อะไรที่ควรละ..ดันเสือกไปรู้
เออ มันก็ปรับได้ชัดเจนว่า...อ้อ
มรรคเป็นตัวตรวจสอบ ว่ามันตรงต่อทุกข์ ตรงต่อการละสมุทัยไหม ...เมื่อมันตรงต่อการละสมุทัยและรู้ทุกข์อยู่อย่างนี้ตลอดเวลา
นี่เรียกว่าอยู่ในมรรคสัจ
ทีนี้เมื่อมันอยู่ในมรรค แล้วมันไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากมรรคคือไอ้ทุกข์ควรรู้ก็ดันไปละ
ไอ้สมุทัยควรละก็ดันไปรู้นี่ ...มันไม่คลาดเคลื่อนจากมรรคน่ะ
มรรคมันคอยตรวจสอบอยู่...ด้วยศีลสมาธิปัญญานี่แหละ
มันรวมอยู่ในที่เดียวกันนั่นแหละ
ผลมันก็ค่อยบังเกิดเป็นนิโรธ คือเห็นขันธ์ดับไปพร้อมกับเรา และเห็นขันธ์ดับไปพร้อมกับเราพร้อมกับทุกข์ในเรา
พร้อมกับสุขในเรา ...เออ นี่นิโรธเบื้องต้นนะ
จะเห็นขันธ์ดับไปพร้อมกับเรา
เห็นขันธ์นี้ดับไปพร้อมกับความสุขในเรา เห็นขันธ์เขาดับไปพร้อมกับเขา
ความทุกข์ของเขา ความสุขของเขาก็ดับไปพร้อมกับขันธ์
แต่มันยังดับไม่หมด...มาแล้วมาอีก
มาอีกมาแล้ว นี่ มันไม่อนาลโย จึงไม่เรียกว่าเป็นนิโรธโดยสิ้นเชิง ...แล้วจะทำยังไง
หือ มันก็คงไม่โง่พอที่จะไม่รู้หรอกว่า ถ้ามันเห็นอย่างนั้นแล้วจะทำยังไง
ด้วยตัวเอง
เนี่ย คือวิถีแห่งมรรค
ที่เข้าไปแจ้งในอริยสัจ ๔ เพราะอย่างไร ที่เข้าไปแจ้งในปฏิจจสมุปบาทได้อย่างไร
ที่เข้าไปเห็นปัจจยาการสายดับได้อย่างไร ที่เข้าไปชัดเจนในศีลสมาธิปัญญาอย่างไร
เห็นมั้ยว่ามันอยู่ตรงไหน...มันอยู่ในที่เดียวกันหมดเลย …เมื่อมันอยู่บนบาทฐานของศีลสมาธิปัญญา มีหรือมันจะไม่แจ้งในอริยสัจ มันจะไม่แจ้งในปฏิจจสมุปบาท
ที่มาที่ไปของกิเลส ที่มาที่ไปของธาตุและธรรม ที่เกิดที่ดับของธาตุธรรม ที่เกิดที่ดับของขันธ์ห้า ...มันก็เป็นหม้อใบใหญ่ที่มันเรียนรู้จนกระจ่าง
ทำความแยกแยะจากการคละเคล้าแบบไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
โดยอำนาจของกิเลสมันพาเข้ามายำกัน จนกลายเป็นตัวเราของเราอย่างเดียว ท่าเดียว
แบบเดียวตลอดเวลา
นั่นการปฏิบัติเลยกลายเป็นเรื่องยากเรื่องยุ่งไปซะอย่างงั้น ทั้งๆ ที่ว่ามันไม่สมควรจะยุ่งยากอะไรถึงขนาดนั้นหรอก ...นี่เขาเรียกว่าโดยปัญญาวิมุตินะ ถือว่าง่าย...แต่ทำยาก
ความเพียรนี่ยาก
เพราะว่ามันต้องเป็นประเภทสะเทินน้ำสะเทินบก ไม่อ้างกาลเวลา ไม่อ้างสถานะ ไม่จำกัดเหตุการณ์ ไม่จำกัดอารมณ์
ไม่จำกัดบุคคล ที่ไหน เวลาใดก็ได้ ...จนกว่ามันจะถึงขั้นที่เรียกว่า มหาสติ
มหาสมาธิ มหาศีล มหาปัญญา
เมื่อนั้นน่ะ
ศีลสมาธิปัญญาอันบริบูรณ์เขาจะทำงานอย่างเต็มภาคภูมิเอง...ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ด้วยตัวเรา
...เพราะนั้นเมื่อเกิดผลขึ้นมา จึงไม่มีเราเข้าไปรับสมอ้างในธรรม
เห็นมั้ย
มือที่อยู่เบื้องหลังจะไม่มีแล้วนะ ...ไม่งั้นมันจะมีมือที่อยู่เบื้องหลังที่มองไม่เห็นนี่
ชุบมือเปิบ ว่าธรรมนี้เป็นของเรา เราได้ธรรมนี้ เราถึงธรรมนี้นะ
แต่ถ้าโดยศีลสมาธิปัญญา ยืนหยัดมั่นคงอยู่ในศีลสมาธิปัญญา
ชัดเจนในศีลสมาธิปัญญา ...จะไม่มีเราไปชุบมือเปิบเลย ...ธรรมคือธรรม
เป็นเรื่องของธรรม ไม่ใช่เรื่องของเรา
ที่เกิดดับเป็นธรรม ไม่ใช่เรา
ไม่ใช่ของใคร เป็นอนัตตา ...เกิดตรงไหน ตั้งตรงนั้น ดับตรงนั้น ...ดับแล้วดับเลย
จบ ไม่ค้างเป็นอดีต
ไม่ต่อเนื่องเป็นอนาคต ไม่สามารถถือครองครอบครองได้
แล้วจะมีใครเป็นผู้ครองธรรม...ไม่มี ...มีแต่เห็นความเป็นธรรมแสดงล้วนๆ
ตลอดเวลา มีแต่เห็นความเป็นธรรมแสดงตลอดเวลา ...ไม่มีเรานะ
มีแต่เห็นธรรมแสดงตลอดเวลา
จวบจนวาระสุดท้ายลมหายใจขาดสิ้น ...การแสดงธรรมจบ
ยุติ ณ บัดนั้น...เรียกว่าดับขันธ์ห้าโดยสิ้นเชิง ...ก็จบ พอ เท่านี้แหละ (โยมหัวเราะกัน)
ไปดับขันธ์ห้าซะ...ถึงจะสิ้นเชิง-ไม่สิ้นเชิงก็ดับมันเข้าไป ...การดับก็คือการไม่ไปตามมัน ไม่ไปหลงมัน
ไม่ไปต่อเนื่องกับมัน ไม่ไปจริงจังกับมัน แล้วก็ไม่ไปค้นหาความเป็นจริงในมัน..วางลูกเดียว
แล้วก็ถือไว้อย่างเดียว คือศีลเอก ธรรมเอก จิตหนึ่ง กายหนึ่ง ...นี่
ถือไว้เท่าชีวิต อย่าละเลย อย่าปล่อย
ตายไปกับศีล ตายไปกับธรรม ...อย่าไปตายกับกิเลส
อย่าไปตายกับขันธ์ อย่าไปตายในขันธ์ข้างหน้าข้างหลังอะไร ...ขันธ์นี่มันคือความสืบเนื่อง
กายใจไม่สืบเนื่องกับอะไร เกิดตรงไหน
ตั้งตรงนั้น ดับตรงนั้น...ไม่มี …แต่ขันธ์นี่สืบเนื่องถึงอดีตถึงอนาคต
ไม่มีจบ ไม่มีสิ้น ...ให้สังเกตดู ไปเรียนรู้เอา
ดูเอาเอง
ว่าตัวพาเกิดพาตายคือตัวขันธ์ กายใจไม่เคยพาเกิดพาตายเลย เป็นเรื่องของเขา
เกิดตรงไหนดับตรงนั้น ...ใจไม่ต้องถาม ไม่เกิดไม่ดับ ใจ ใจนะไม่ต้องถาม
ไม่เกิดไม่ดับ
แต่กาย...เกิดตรงไหนตั้งตรงไหน ไม่เหลือ...ไม่เหลือทิ้งเป็นอดีต
ไม่เหลือสืบเนื่องเป็นอนาคตเลยนะ ...การขยับแต่ละครั้ง ดับตรงนั้นเลยนะ
ไม่มีเป็นอดีตนะ แล้วก็ไม่สืบเนื่องเป็นอนาคตนะ
อย่าไปหานะ
มันอยู่ไหนในการดับไปของความรู้สึกนั้นๆ …แต่ถ้าเป็นความจำในขันธ์แล้วนึกขึ้นมา
ยังมีนะ ยังคงค้างอยู่นะ ...ขันธ์นี่เป็นตัวสืบเนื่องนะ
แต่กายใจไม่สืบเนื่องกับอะไรเลยนะ เป็นเอก
เป็นอิสระธรรม เป็นเอกธรรม เป็นธรรมเอก ธรรมหนึ่ง เกิดตรงนั้น ดับตรงนั้น...เกิดตรงไหน
ดับตรงนั้น
ส่วนใจไม่เกิดไม่ดับ รู้ๆๆๆ เกิด..รู้
ตั้งอยู่..รู้ มากขึ้น..รู้ น้อยลง..รู้ ยังไม่ดับ..รู้ ดับแล้ว..รู้ นั่น มันรู้อย่างเดียว
ไม่สน...ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
อะไรเกิด..รู้ อะไรไม่เกิด..รู้
ไม่มีอะไรเกิด...ก็รู้ เออ เอากะมันดิ ...นี่คือธรรมนะ
นี่คือความเป็นจริงของธรรม...มีอยู่แค่นี้เอง
แต่กิเลสคือความไม่จบไม่สิ้น
ขันธ์ห้าคือความไม่จบไม่สิ้น ไม่มีวันจบสิ้น...ถ้ายังไปถือหางมันอยู่ ถ้าไม่เข้าใจในความเป็นจริงของมัน
ว่ามันไม่มีอะไร
แต่ยังเข้าใจว่ามันมีอะไรในนั้นอยู่
ยังมี something right or wrong , something good or
bad , it or me...มึงหรือกู ...ถ้ามันยังมี
ถ้ามันยังคิดว่ามีมึง มีกู มีเรา มีเขา อยู่ในความปรุงแต่งนั้น ...ไม่มีวันจบสิ้นนะ
หยุด
และเห็นความดับไปของขันธ์ห้าบ่อยๆ จึงจะเห็นความไร้สาระในขันธ์ห้า ...แล้วมาทุ่มเทกับการมีค่าของศีลสมาธิปัญญาแทนขันธ์ห้า
กายใจไม่ใช่รูปนาม
กายใจไม่ใช่ขันธ์ห้า ... กายคือกาย..ไม่ใช่รูป กายคือธาตุ..ไม่ใช่รูป ... รูปคือรูป ปรุงขึ้นแต่งขึ้นโดยจิต ...ต้องแยกให้ออกระหว่าง กายคือกาย...จิตคือจิต
แล้วสิ่งที่เนื่องด้วยจิตคือยังไง และที่เนื่องด้วยกายคืออะไร
เย็นเป็นเย็น ร้อนเป็นร้อน ...มากน้อยขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความอยาก-ไม่อยาก
มันไม่ได้ขึ้นกับความอยากหรือไม่อยากของจิต ของอวิชชา ของเรา ของเขา ...มันขึ้นด้วยตัวของมันเองตามสภาวะแวดล้อม
ตามเหตุตามปัจจัย
นี่คือความจริง ที่ต้องเรียนรู้กัน..ซ้ำๆๆๆ
...จนจิตมันเถียงไม่ได้ จนกิเลสเถียงไม่ได้ จนหมดคำเถียง จนหมดคำเถียงจนหายดื้อ จนหายโง่ จนหายอหังการ
นั่นแหละ มันยอมต่อศีล นอบน้อมต่อศีล จึงจะเกิดภาวะนอบน้อมต่อธรรม
นะโม ตัสสะ ภควะโต คือเกิดความนอบน้อมต่อธรรมทั้งหลายทั้งปวง
ไม่อย่างนั้นแล้ว...กิเลสไม่เคยนอบน้อมต่อใคร
เถียงคอเป็นเอ็น หัวตั้งชูชันขู่ฟ่อๆๆ กับทุกสิ่ง ที่มัน...ทั้งปรารถนาและไม่ปรารถนา
นี่ ให้เห็นความน่ากลัวของมัน ความร้ายกาจ
ความเลว ความร้อน ความเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้แก่กิเลสของมัน ...ไม่ได้มีคุณงามความดีอะไรในมันเลย
ฆ่าได้..ฆ่า ทิ้งได้..ทิ้ง ตัดได้..ตัด ละได้..ละ ...อย่าไปเห็นดีเห็นงามไปในมัน..ทุกอารมณ์
ไม่ว่าอารมณ์ไหน จะดีเลิศประเสริฐศรีขนาดไหน กูก็ไม่เอา ...กล้าวางทิ้งโดยสิ้นเชิง
เอากายไว้ เอารู้ไว้
จนไม่เหลียวหน้าแลหลัง จนไม่เงยหน้า เงยขึ้นเงยลงน่ะ ...นั่นแหละผู้ที่พอดีโดยศีลสมาธิปัญญา
พองาม พอดี พอสมควรแก่ธรรม พอสมควรตามเหตุและปัจจัย
แล้วก็พอสมควรแก่คำพูดด้วย...เหนื่อยแล้ว
(หัวเราะกัน) ...เอ้า ไป นี่เขาเรียกว่าธรรมส่งท้าย
(ต่อแทร็ก 17/23)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น