พระอาจารย์
17/25 (580101B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 มกราคม 2558
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 17/25 ช่วง 1
มันก็จะชัดเจนๆๆ ขึ้นไปในที...ทีละเล็กทีละน้อย ...นี่ เรียกว่าปัญญาก็พอกพูน สะสม...แทนความยึดมั่นถือมั่น
แต่ถ้าไปคลุกเคล้าวนเวียนอยู่ในเรื่องราวธุระปะปัง
ความเป็นไปของคำพูดคนนั้น การกระทำของคนนี้ เรื่องอดีตอนาคตของคนนั้นคนนี้
ของตัวเราข้างหน้าจะเป็นยังไง อย่างนี้
ถ้ามันไปวนเวียนคลุกเคล้าปะปนอยู่ในตรงนั้นน่ะ ...มันจะรังแต่ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในกองขันธ์ ในความเป็นจริงของขันธ์ยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ...ว่าขันธ์นี้เที่ยง ว่าขันธ์นี้มีจริง
ว่าขันธ์นี้มันเป็นสุขเป็นทุกข์ให้เราจริง
มีเราอยู่ในขันธ์นี้จริง มีเราอยู่ในอดีตในอนาคตจริง
มีเราที่เป็นสุขข้างหน้าข้างหลังจริง
มีเขาที่ทำให้เราเป็นทุกข์ข้างหน้าข้างหลังจริง
นี่
มันก็เกิดความจริงจังมั่นหมายขึ้นไป แนบแน่นแข็งแรงในความยึดมั่นถือมั่นในกองขันธ์ ...ทั้งๆ ที่ว่าพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า...ความเป็นจริงในขันธ์น่ะมันไม่มี
ขันธ์ห้าน่ะมันไม่มี
ขันธ์ห้าเป็นของว่างเปล่า ขันธ์ห้าเป็นของไร้สาระ นี่ ขันธ์ห้ามันเป็นทุกข์
มันเป็นโทษ มันเป็นไฟ มันเป็นของร้อน ...แท้ที่จริงมันไม่มี
แต่เพราะความสำคัญผิด เพราะความเข้าใจผิด ...มันก็เลยไปว่าสมมุตินี่...สิ่งที่เป็นสมมุติ สิ่งที่เป็นการติ๊งต่าง
สิ่งที่เป็นการอุปโลกน์ขึ้นนี่...ว่ามีอยู่จริง
มันก็เลยเกิดการสับสนอลหม่านขึ้นมาในสามโลกธาตุ
ลุกเป็นไฟขึ้นในสามโลก ก็เพราะว่าความแผดเผา...ความเผาไหม้ของขันธ์ห้านี่แหละ
มันทำให้เกิดความเร่าร้อน
มันทำให้เกิดสุขทุกข์แก่เราแก่เขาขึ้นมา ...ทั้งๆ
ที่ว่าในความเป็นจริงนี่มันไม่มีอะไรเลย มันไม่มี...มันไม่มีความเป็นจริง
จนกว่ามันจะเห็นความเป็นจริงที่มีอยู่
ก็คือกายใจนี่...เป็นความเป็นจริงที่มีอยู่จริง ...แล้วก็เป็นความเป็นจริงที่มีอยู่ในสถานะที่เรียกว่าไม่มีฐานะ คือไม่ใช่เรา
ไม่ใช่เขา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล
มันเป็นความจริงของธรรม ...ธรรมนี่ไม่มีสถานะเป็นใคร
ธรรมไม่มีฐานันดรศักดิ์...ว่าสูง-ว่าต่ำ ว่าดี-ว่าชั่ว ว่าถูกหรือผิด ว่าบุญหรือบาป ...นี่คือธรรม
เป็นกลาง...ปรากฏอยู่ด้วยความเป็นกลาง
ตั้งอยู่ด้วยความเป็นกลาง เกิดขึ้นอยู่ด้วยความเป็นกลาง ดับไปด้วยความเป็นกลาง ...คือมันไม่มีอะไร มันไม่มีอะไรเลย
เมื่อมันเห็นถ่องแท้ถี่ถ้วนไปเรื่อยๆ
เรื่อยๆ ...จิตมันก็คลายออกจากความยึดมั่นในขันธ์ คลายออกจากความจริงจังในขันธ์
คลายออกจากอารมณ์ คลายจากการค้นหาอารมณ์ สร้างอารมณ์
มันก็คลายออกจากการมี คลายออกจากการเป็น...ในอารมณ์นั้นๆ
ทุกอารมณ์ไป ...จิตมันก็คืนสู่สภาพเดิม ...คืนสู่สภาพเดิมคือเป็นกลาง
คงอยู่ด้วยความเป็นกลาง
นี่ จิตก็คืนสภาพเดิม คือที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวไว้ว่า
จิตเดิมแท้ประภัสสร จิตเดิมแท้มันบริสุทธิ์ ...มันก็คืนสู่สภาพเดิม ...ไม่ได้เป็นจิตที่อมอยู่ด้วยกิเลส
ที่มันพาให้ไปกลืนกินขันธ์
ไปกลืนกินอดีต-อนาคต...เป็นเรา เป็นเขา...ในสิ่งต่างๆ ที่ต่างๆ วัตถุต่างๆ บุคคลต่างๆ
อย่างนี้ ...มันก็คืน คลายออกๆๆ คืนเดิมๆ
คืนสู่ความบริสุทธิ์ดั้งเดิม
ที่ว่าต้นธาตุต้นธรรม ต้นจิตต้นใจ...ก็คืน กลับคืนสู่ธรรมชาติที่แท้จริงของธาตุ
ของธาตุมหาภูตรูป แล้วธาตุใจก็คืนเดิมๆๆ คลายออก
ด้วยศีลสมาธิปัญญา
ที่เข้าไปชำระขัดเกลา หรือว่าไปทำให้มันเห็น จนต้องเชื่อว่าความเป็นจริงคืออย่างนี้ ...แล้วมันก็คายสิ่งที่ไม่จริงออก ที่มันอมไว้...อมขันธ์ไว้
แล้วก็ความที่คอยเข้าไปแต่งเติมต่อเติมในขันธ์อยู่ตลอดเวลา...มันก็ละเลิกอาการเหล่านั้น...การกระทำที่มันจะก่อให้เกิดความผูกพันมั่นหมายในขันธ์ยิ่งขึ้นต่อไป ...มันก็ละ
มันก็เลิก มันก็เพิกถอนออกไป
ศีลสมาธิปัญญาก็ไปทำให้จิตนี่มันเกิดการพอกถอนขันธ์
เพิกถอนรูปนามออกจากกายใจ เพิกถอนอดีตเพิกถอนอนาคตออกจากกายใจ ...มันเพิกถอนออกหมด
มันก็ค่อยๆ
เพิกถอนไปตามกำลังของสติปัญญา...ระหว่างเดินไปในมรรคนี่ บางตัวก็เพิกถอนได้เร็ว
บางตัวก็ไม่ยอมเพิกถอนเลย มันก็จะคาไว้อยู่อย่างนั้น
บุคคลบางบุคคลมันก็วางได้
บางบุคคลมันก็คาไว้ ไม่ยอมวาง ไม่ยอมเพิกถอน …ก็ค่อยๆ
ใช้ศีลสมาธิปัญญาบ่มกำลังเพาะปัญญาไป จนกว่ามันจะเพิกถอนในสิ่งที่เพิกถอนได้ยากไปเรื่อยๆ
เรื่อยๆ
จนไม่มีอะไรยาก ...ศีลสมาธิปัญญาถ้ามันมากขึ้นเมื่อไหร่...ไม่มีอะไรยาก ไม่มีอะไรเพิกถอนได้ยากเลย มันง่ายดายเหมือนกับปอกกล้วยเข้าปากเลย
มันไม่มีอะไรสะดุดเลยในการเพิก ถอน ละ วาง ปล่อย
เหมือนแค่บายแค่รูปนี่
มันก็ร่อนหายหมด ไม่มีอะไร เป็นที่ข้อง เป็นที่คา เป็นที่ขุ่น เป็นที่ติด
เป็นที่เกาะ เหมือนตุ๊กแก เหมือนกาวที่ติด สลัดไม่ออก สลัดไม่พ้น
เพราะนั้นการฝึก การรู้อยู่กับตัวบ่อยๆ
นั่นน่ะคือเป้าหมายของการปฏิบัติ คือหลักการปฏิบัติที่แท้จริง คือการเข้าถึงศีลสมาธิปัญญาโดยตรง
โดยไม่อ้อมค้อมเลย โดยไม่ต้องใช้กุศโลบายเลย
นี่ โดยไม่ต้องใช้สถานที่
โดยไม่ต้องใช้อายุ โดยไม่ต้องใช้เพศว่าต้องเป็นพระ เป็นฆราวาส
โดยไม่ต้องใช้จังหวัด เพราะถือว่าชุมชนสงบหรือไม่สงบ ...มันไม่เกี่ยว
นี่เป็นการเข้าสู่ศีลสมาธิปัญญาโดยตรง ไม่ใช่โดยอ้อม
ไม่ใช่โดยกุศโลบาย ไม่ใช่โดยน้อมนึกคิดพิจารณาอะไร ...ก็เพียงแค่ระลึกขึ้น
แล้วก็รู้ลงไป หยั่งลงไปในความรู้สึกที่เป็นตัวตนของกาย
เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง แน่น ไหว นี่
ลมหายใจเข้า-ออก ปวด เมื่อย หนัก เบา อะไรอย่างนี้ ...มันมีอยู่ อยู่ท่ามกลางกิเลสน่ะ ท่ามกลางกิจวัตร
ท่ามกลางเรื่องราว...มันมี
ความรู้สึกทั้งหลายนี่ไม่เคยหายไปไหนหรอก
มันไม่เคยหลบลี้หนีหน้าไปด้วย ...เพียงแต่ว่ามันถูกคลุมไว้ แล้วพวกเราก็ไม่ใส่ใจที่จะแหวก ที่จะค้น...หยั่งลงไปดู
มันไม่หยั่งลงไปดู ไม่ลงไปจับต้อง ลงไปคลอเคลีย
ลงไปเอามาเป็นธุระ เอามาเป็นที่อยู่ที่พึ่งที่อาศัย ทำความชัดเจน ทำความกระจ่างกับมัน
แค่นั้นเอง
เพราะนั้นศีลสมาธิปัญญามันก็อยู่กับตัวเองนั่นแหละ ...ไม่ใช่ว่าไปอยู่ที่ฟากฟ้าป่าหิมพานต์ที่ไหน ไม่ใช่ว่าต้องไปดำดินบินบนค้นหา
ภายนอกออกไป ไม่ได้มีในผู้อื่น ไม่ได้มีในพระ ไม่ได้มีในถ้ำในป่าในเขา
ศีลสมาธิปัญญามันก็มีอยู่ท่ามกลางการนั่ง..ระหว่างนั่ง ท่ามกลางการเดิน..ระหว่างเดิน ท่ามกลางการยืน..ระหว่างยืน ท่ามกลางการนอน..ระหว่างนอน ...มันมีความรู้สึกอยู่อย่างนั้น
เขาแสดงความเป็นจริงอยู่อย่างนั้น
ไม่ได้ผกผัน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกิเลสตัวใดตัวหนึ่ง ไม่ได้เปลี่ยนไปตามความอยาก
ไม่ได้เปลี่ยนไปตามความพอใจ-ไม่พอใจแห่งเราแห่งเขา
จะพอใจ-จะไม่พอใจศีลสมาธิปัญญาก็อยู่อย่างนั้น
แสดงอยู่อย่างนั้น มี-เป็นอยู่อย่างนั้น เกิดดับในตัวของมันอยู่อย่างนั้น ...ไม่มีอะไรมาสั่นคลอนศีลสมาธิปัญญาได้ ไม่มีอะไรมาสั่นคลอนกายใจปัจจุบันได้
นี่ มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ...ถ้าเราฟันฝ่ากิเลสลงไปจนถึงเนื้อแท้ธรรมแท้
ศีลแท้ สมาธิแท้ ปัญญาแท้อยู่ภายในได้...มันไม่ต้องพึ่งอะไรแล้ว มันจะไม่ไปหาที่พึ่งอันอื่น
ไม่ไปไหว้ศาลพระภูมิ ไปไหว้เจ้าพ่อเจ้าแม่ ไปไหว้พระแก้วมรกต
ไปไหว้พระธาตุนู้นพระธาตุนี้ ไปไหว้พระอรหันต์ ...มันไม่เอา มันพึ่งไม่ได้จริง
มันพึ่งตัวเองนี่มันพึ่งได้
มีศีลสมาธิปัญญาเป็นที่พึ่งของตัวเองได้ เพราะว่ามันไม่หวั่นไหวไปกับอะไรเลย ...ศีลสมาธิปัญญาต้องอย่างนี้เลย มันไม่หวั่นไหวไปกับกิเลส มันไม่หวั่นไหวไปกับโลก
มันเป็นอย่างเนี้ย ...แข็ง ตึง แน่น
มันหวั่นไหวกับความคิดไหนล่ะ มันหวั่นไหวกับเสียงไหม มันหวั่นไหวไปกับรูปภายนอกไหม ...มันไม่หวั่นไหว มันก็แสดงของมันอยู่ คาราคาซังของมันอยู่อย่างนั้น
ความรู้สึกที่ตึงที่แน่นน่ะ..ระหว่างได้ยินเสียง ระหว่างเห็นรูป ความรู้สึกก็ยังตึงแน่นเหมือนเดิม...ไม่หวั่นไหวกับรูปกับเสียงที่มันเปลี่ยนแปลงไปมา
มันจะเดี๋ยวดีบ้าง เดี๋ยวร้ายบ้าง เดี๋ยวน่าฟังบ้าง เดี๋ยวไม่น่าฟังบ้าง เดี๋ยวน่าดูน่าเห็นบ้าง เดี๋ยวไม่น่าเห็นน่ามองบ้าง ...แต่ความรู้สึกที่เป็นตึงแน่นนี่ ไม่หวั่นไหวไปตามรูปเสียงเลย มันก็คงสภาพอยู่อย่างนั้น
เพราะนั้นถ้าเราเอาตัวนี้เป็นที่พึ่งที่หมายไว้ ...จิตจะเกิดความไม่หวั่นไหวไปตามอาการภายนอก
และอาการภายในคือความคิดความเห็นของตัวเอง
เพราะนั้นต้องแนบแน่นอยู่กับศีล
ต้องแนบแน่นอยู่กับปัจจุบันกาย ต้องแนบแน่นอยู่กับความรู้ตัว ...จิตก็จะเกิดกำลังแห่งสมาธิ เกิดกำลังแห่งความมั่นคง
นี่ มันเกิดกำลังแห่งความไม่เหลาะแหละ ไม่โลเล
ไม่อ่อนปวกเปียก ไม่ไหลไม่เลื่อนไปกับอะไรในสิ่งที่มันมากระทบอย่างง่ายดาย
ไม่หลงไม่ลืมไปอย่างง่ายๆ
ตอนนี้ปัญหาใหญ่พวกเราก็คือว่า...อยู่ได้แป๊บนึงก็หาย ก็ลืม ...ความหลงความลืมนี่เป็นข้าศึก
ข้าศึกแห่งศีลสมาธิปัญญาตัวใหญ่...ตัวสำคัญ ...หลงลืมๆ แล้วก็ลอยหาย
นี่ หลงลืมๆ
แล้วก็เผลอเพลินหายไป ...อันนี้เป็นตัวที่ปิดบังศีลสมาธิปัญญาตัวสำคัญตัวหนึ่ง ...แล้วก็มีอีกตัวหนึ่งที่มันจะต้องเจอกันใหญ่ๆ
คือไอ้หลงลืมเผลอเพลินนี่คือเวลาอยู่คนเดียว..ลอย ...แล้วอีกตัวหนึ่งก็คือการพบปะผู้คน มันจะมีอารมณ์...ตัวอารมณ์นี่ก็ตัวใหญ่ที่มันมาปิดบังกายใจ ...ถ้ามีอารมณ์ขึ้นมาแล้ว
มันไม่เอาแล้วกายใจ
มันจะเอาแต่ความพอใจ-ไม่พอใจเป็นที่ตั้งแห่งการคิดนึกปรุงแต่ง
สืบค้นหาไป เท้าความไปถึงอดีตยันอนาคตน่ะ ...มันจะไปเอาเป็นจริงเอาเป็นจังอยู่ตรงนั้น
นี่ สองตัวนี้ที่เป็นปัญหาหลัก ปัญหาใหญ่...ที่มันไม่เจริญในศีลสมาธิปัญญา
หรือว่าทำให้ศีลสมาธิปัญญานี่เสื่อมถอยหรือว่าหายไป
จริงๆ มันก็ไม่ได้เสื่อมถอย ...แต่ว่ามันมาปกคลุมจนที่เคยรักษาไว้ได้ ที่เคยชัดเจนอยู่ได้ มันจางหมด มันสลาย
มันเข้าไปอยู่ในอารมณ์ เข้าไปมีอารมณ์ เข้าไปเป็นในอารมณ์ ในขันธ์นั้นแล้ว
เพราะนั้นมันก็มีตัวที่ปิดบังหรือทำลายศีลสมาธิปัญญาอยู่ไม่กี่แง่มุมหรอก ...ความหลงลืมก็แก้ได้ด้วยความตั้งใจ แล้วก็จดจำสภาพความรู้สึกของกายในแต่ละอิริยาบถอย่างแม่นยำชัดเจน
อย่างว่านั่งแล้วมันรู้สึกยังไงเป็นส่วนใหญ่
ทุกครั้งในการนั่งมันก็จะมีความรู้สึกเหมือนเดิมแหละ ต้องจำ ต้องให้มันชัดจนจำได้
ว่าเออ ความรู้สึกหนักๆ ความรู้สึกตึงๆ กดๆ ตรงไหน
มันก็..ทุกครั้งที่นั่ง
ไม่ว่าจะนั่งบนรถ นั่งบนรถเมล์ นั่งบนเครื่องบิน นั่งบนรถไฟฟ้า
มันก็ความรู้สึกเดิมนั่นแหละ อย่าไปหลงลอยเผลอเพลินค้นหาอะไร ...ก็ความรู้สึกอันเดิม
เวลายืนน่ะ อย่างเวลาขึ้นรถเมล์-รถไฟฟ้า มันก็ไม่ค่อยได้นั่ง
มันก็ต้องยืน ...เห็นมั้ย ยืนมันมีความรู้สึกตรงไหนชัดที่สุด
มันก็จะมีความรู้สึกเหมือนเดิมนั่นแหละ
มันเมื่อย...เมื่อยตรงไหน ตรงเข่าตรงขา
ตรงฝ่าเท้าที่มันกดลงมา น้ำหนักมันทิ้งลงมา มันบดลงมา ...มันมีมวลน่ะ
ธาตุน่ะมีมวลน้ำหนัก มันก็กด ห้าสิบ หกสิบเจ็ดสิบโล น้ำหนัก มันก็กดลงมา
มันก็มีความเกร็งตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วง
มันก็มีความรู้สึก นี่ ยืนก็จะยืน...มีความรู้สึกแบบเดิม เหมือนเดิม มันก็เป็นอาการเดิมๆ
ซ้ำซากในศีลสมาธิปัญญานั้นเอง
มันไม่ได้ประหลาดมหัศจรรย์ขึ้นไปหรอก ...ศีลสมาธิปัญญาตัวเก่านั่นแหละ ศีลตัวเก่านั่นน่ะ ความรู้สึกตัวเดิมนั่นแหละ
ก็เหมือนเดิมทุกอิริยาบถนั่นแหละ วนเวียนๆ อยู่อย่างนั้น
เพราะนั้น จำให้ได้ เวลานั่ง เวลายืน
เวลาเดิน ความรู้สึกเป็นอย่างไร ...เวลาเดินมันก็จะมีความรู้สึก กึกๆๆ ยวบๆ ยวบๆ
อย่างนี้ จับความรู้สึก จำความรู้สึกเหล่านี้ไว้
พอเผลอ พอเพลิน พอลอยปุ๊บ ก็จับความรู้สึกนี้ไว้...แล้วกลับมา ...ไม่ต้องไปคิดไปค้น จับลงมา จับเลย ส่องลงไป สอดส่องลงไปในกาย
สอดส่องลงไปในความรู้สึกของการเดิน การยืน การนั่งนั้นๆ
เวลานอนก็ไม่ใช่ว่าจะเอาแต่หลับ
มุ่งแต่หลับอย่างเดียว ...นอนก็ดูความทาบทาไปของเนื้อตัวกับที่หลับที่นอน คอ ไหล่ หลังเอว
เท้า ...ดู หลับไปพร้อมกับความรู้สึกตัว
จริงๆ
มันหลับไปพร้อมกับความรู้สึกตัวไม่ได้ เพราะถ้ารู้สึกตัวอยู่มันจะไม่หลับ
มันจะไม่หลับเลย ...แต่มันค่อยๆ จางไป แบบสโลปลงไปแค่นั้นเอง
แต่อย่าทิ้ง
สติมันก็จะจางไปพร้อมกับความรู้สึกตัว มันก็ค่อยปล่อยหลับไป ...แต่อย่าไปหลับเอาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว แล้วก็ให้มันหลับไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
แบบจงใจจะหลับท่าเดียวอย่างนั้น
(ต่อแทร็ก 17/26)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น