วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/28


พระอาจารย์
17/28 (580109A)
9 มกราคม 2558


พระอาจารย์ –  การพูดแล้วเราจะไม่สามารถเข้าใจกับเขาได้อย่างนี้ ...ไม่จำเป็นหรอก รู้นอกน่ะ หูหนวกตาบอดไปเลย

ก็เคยบอกว่ากายนี่สว่าง ใจนี่คือสว่าง คือความบริสุทธิ์ ...เมื่อใดนี่ที่เอาจิตมาแนบ มาใกล้ หรือเพียรที่จะดึงให้มาใกล้ ...ตรงเนี้ย ก็ให้นึกภาพว่า มันกำลังใกล้ความสว่าง

แต่เมื่อใดนี่...ที่หันหลังกลับ แล้วมันไปหาอะไรข้างนอกนี่ ...หมายความว่าความสว่างนี่ มันจะเริ่มสลัว เท่าที่มันออกไปน่ะ ...ถ้ามันไปแบบกู่ไม่กลับ ไม่รู้ว่ากายอยู่ไหนเลย ในที่นี้เดี๋ยวนี้ นั่นเรียกว่ามืดบอด มืดมิด มืดมนอนธการ

แต่ในความมืดมนอนธการนั่น มันกลับมีขันธ์ห้านี่ปรากฏอย่างชัดเจน ...พวกเราเลยไม่เข้าใจว่า ที่ท่านว่าอยู่ด้วยความมืดมน มืดบอดนี่...มันมืดบอดยังไง ไม่รู้สึกเลยว่ามืดบอด

ก็มันจะรู้สึกยังไง ก็มันมีขันธ์ห้าปรากฏฉายอยู่รอบ...โดยความเห็น โดยภาษา โดยความเชื่อ โดยความสุขความทุกข์ เป็นรูปลักษณ์สัตว์บุคคลแวดล้อม มันเหมือนสว่างในขันธ์ห้า

แต่ท่านกลับกล่าวตรงข้ามกันว่ามันมืด ...ความสว่างมีอยู่สองที่ คือกายกับใจ  เพราะนั้นยิ่งออกไปไกลเท่าไหร่ ไปค้นหาอะไรในความมืดมิดนั้น ในขันธ์ห้าน่ะ ...มันมีแต่ความหลอกลวง

แล้วเราก็ไปเอาความหลอกลวงนั้นน่ะ หมายมั่นว่าเป็นจริงเป็นจัง เป็นธรรมบ้าง เป็นความรู้ในธรรมบ้าง เป็นภูมิปัญญาบ้าง เนี่ย เขาเรียกว่าไปหมายเอาสิ่งหลอกลวงมาเป็นจริงเป็นจัง เป็นตุเป็นตะขึ้นมา

ทีนี้ก็พูดภาษาบาลีคล่องปรื๋อเลย ใช่มั้ย จะเอาอะไรล่ะ นิยามไหน วรรคไหน บาทไหนล่ะ ...เดี๋ยวๆ เดี๋ยวไปแข่งกับพุทธวัจนะเลย  เอาไหมล่ะ คล่องเลย


โยม –  คือไม่เคยคิดอยากจะรู้เลย แต่ทีนี้มีความรู้สึกว่าพอมาดู เหมือนเราไม่มีความรู้ ...แต่ก็รู้สึกมันยุ่งมากเลยที่จะไปรู้ ก็เลยไม่อยากรู้แล้ว

พระอาจารย์ –  ดีแล้ว อย่าไปโง่ตามๆ กันไป ...รู้มากจะยากนาน รู้น้อยพลอยชำนาญ ...เขาก็ว่าไว้แต่โบร่ำโบราณ ว่ารู้ให้น้อยแต่ให้ชำนาญเถอะ

อะไรน้อย ...กายนี่น้อย ...ไม่นับรวมน้ำหนัก (หัวเราะกัน) ...มันน้อยยังไง คือกว้างคืบ ยาววา หนาศอก แค่นี้เอง มันน้อย มันไม่ใช่ใหญ่โตอะไร 

นี่ ไม่ได้นับน้ำหนักนะ เราบอกว่าอาณาเขตในกายนี่ ถ้าตีแผ่ออกมานี่ มันก็แค่กว้างคืบ ยาววา หนาศอก แค่นี้เอง ...เนี่ย รู้ให้น้อย รู้กับสิ่งที่มันมีปรากฏอยู่แค่น้อยนิดเดียว

ถ้าเทียบกับอนันตาจักรวาล กับสิ่งที่มีอยู่ในอนันตาจักรวาล...มากเหลือเกิน กว้าง ใหญ่ ยาว ไม่มีจบไม่มีสิ้นสุดน่ะ วัตถุบางวัตถุ สภาวธรรม สภาวะอารมณ์ มันมากมายมหาศาลเลยน่ะ

จะไปทำความแยบคายลึกซึ้งในสภาพธรรมนั้นๆ น่ะ  บางทีบางเรื่องบางมุมนี่ ใช้เวลาหลายชาติๆ เลย กว่าจะ...อ๋อ เข้าใจสภาวะนี้แล้ว ...นั่น ดูขันธ์มันหลอกซิ

แล้วมันก็ดึงให้เกิดตายๆ เกิดตายมาเรียนรู้แค่ธรรมที่เรียกว่า อรูปฌาน...อย่างเนี้ย เอ้าสมมุติ ว่าง หาย กว่าจะบำเพ็ญเข้าสู่อรูปฌานเต็มแบบน่ะ...กี่ล้านๆ ชาติ

จนมันรู้สึกว่าอิ่มเต็ม พอ สบาย ก็ไปเป็นอรูปพรหมสบายแฮอยู่ จน...อย่างที่บอกแล้วว่าไม่มีอะไรในสามโลกธาตุนี่เที่ยง...ในที่สุดมันก็สลาย สุดท้ายก็สลาย

เห็นมั้ยว่า...ขันธ์ห้านี่มันหลอกไปแล้วเป็นล้านๆ ชาติ แล้วไปกินอยู่หลับนอนกับอานิสงส์แห่งอรูปฌาน สภาวธรรมสูงสุดที่มันว่านี่ อีกกี่ล้านชาติล่ะ อีกกี่ล้านๆๆ โกฏิแสนปีล่ะ

สุดท้ายสลายลงมา ก็มาสืบค้นในสภาพธรรมใหม่อย่างนี้ ...เพราะอะไร ...ก็ของเคยกินน่ะ มันไม่หายไปไหนนะ มันจดจำไว้ บอกแล้วขันธ์ไม่ตาย ขันธ์ไม่มีวันตาย มันก็มาเกิดในรูปสัญญาขันธ์

นี่ ลึกๆ มีความพึงพอใจ ...มาอ่านหนังสือธรรมะที่พูดเรื่องเหล่านี้ อย่างนี้ เป็นผลอย่างนี้  มันใกล้เคียงกับที่กูเคยได้ เคยทำมา ...แล้วทำได้ด้วย เพราะว่าทำแล้วมันคุ้นเคย ถูกจริต

นี่ ฉายหนังซ้ำแล้ว เริ่มฉายหนังซ้ำอีกแล้ว ...แล้วก็ระหว่างฉายหนังซ้ำ แล้วมันมีหนังเรื่องใหม่มาเสนออีก ใช่มั้ย อ่านตำราเล่มนั้น อ่านวิถีอย่างนั้น ...น่าลิ้มน่าลองหมดเลย

แล้วใช้เวลาอีกกี่ชาติกว่าจะไปถึงจุดที่มันพึงพอใจนั้นน่ะ ...นี่คือความหลอกลวงในขันธ์ห้า ที่มาพาให้เวียนว่ายตายเกิดวนเวียนซ้ำซากอยู่ ไม่มีคำว่าจบสิ้น ลดน้อยถอยลงเลย

นี่ผลจากการรู้นอก ไปหาความรู้ภายนอก เพราะนั้น พอความรู้มันไม่ขยายออกไปนี่ หดลงมา พร้อมๆ กับสิ่งที่ถูกรู้นี่ ...อย่าให้มันขยายออกไป ให้มันหดลงมา

จนมันเหลือเป็นจุดเล็กๆ จุดความรู้สึกในกายเล็กๆ จุดหนึ่ง ...อย่างที่เราพูดว่าอิฐก้อนแรก ให้ลงมาจุดเล็กๆ จุดหนึ่งในกายนี่...ความรู้สึกเล็กๆ จุดหนึ่งนี่

ต้องเริ่มจากบาทฐานอย่างนี้ อย่างเล็กๆ นี่ก่อน เป็นเบื้องต้นก่อน ...แล้วมันจึงค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวศีลขึ้นมา...เป็นอธิบ้าง หรือมหาศีลบ้าง ...ก็ต้องจุดเล็กๆ จุดเดียว จุดแรกในปัจจุบัน

ทีนี้จากที่หดความรู้ในจิตลงมาเหลือแค่จุดรู้จุดเดียวนี่ จนมันเกิดปัญญา คือความถ่องแท้ในธรรมที่ปรากฏ ...แล้วธรรมที่ปรากฏเนี้ยจึงจะขยาย 

รู้ที่ว่าหดมาเหลือจุดเดียว ที่ว่ารู้แค่สิ่งเดียวนี่ ก็จะขยาย...จากสิ่งแรกเล็กๆ จุดเดียวนี่ มีขอบเขตปริมณฑลเล็กๆ นี่ ...รูปที่เคยครอบปริมณฑลนี้ไว้นี่ มันก็สลาย 

มันก็ขยายออก ธรรมก็ขยายกว้างออกมา เรียกว่าความสว่างมันแผ่ออก จนมันที่เรียกว่าครอบคลุมสามโลกธาตุ ใจก็รู้ครอบคลุมสามโลกธาตุ ...นี่ รู้ตรงนี้ รู้จากนี้ รู้แบบนี้ ที่เรียกว่ารู้จริง รู้แจ้ง

ที่รู้จากตรงนี้แล้วขยายเป็นรู้จริงรู้แจ้งนี่ รู้โดยรอบ รู้โดยไม่มีประมาณ เป็นอัปปมาโน ...ธรรมก็เป็นอัปปมาโน ธรรมก็ไม่มีประมาณ เทียบเท่าอนันตาจักรวาล ...รู้ก็ไม่มีประมาณเช่นกัน นั่นน่ะถึงจะเรียกว่ารู้แจ้ง โลกวิทู 

แต่ถ้าตราบใดที่ยังไปพอกพูนความรู้โดยวิธีการอื่นอยู่นี่ มันเรียกว่าเป็นการรู้ไม่จริง สิ่งใดที่มันเป็นสิ่งที่รู้มาจากวิถีทางอื่น เป็นความรู้ไม่จริงขึ้นมานี่ ...ความรู้ไม่จริงที่ได้ มันจะเป็นผลให้เกิดความติดและข้อง

แต่ผลของการรู้จริงกับธรรมที่มีจริงนี่ ผลคือการละ ปล่อย และวาง ความรู้สึกแห่งเรา ...เพราะนั้นเมื่อมันวางบ่อยๆ จนความรู้สึกแห่งเรานี่ หมดไปสิ้นไป นั่นแหละ ธรรมจึงจะขยายขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ

พร้อมกับใจรู้ก็ขยายจนเรียกว่าไม่มีอะไรมาขวางกั้น ...ไม่มีอะไรมาขวางกั้นธรรม ไม่มีอะไรมาขวางกั้นใจ นัตถิ ปัญญา สมาอาภา แสงสว่างเสมอเท่าปัญญาไม่มี ไม่มีอะไรปิดบังขวางกั้นได้เลย

เพราะนั้นเมื่อรู้ในระดับนี้ที่ทรงศีลสมาธิปัญญาไว้นี่ มันเจออะไรขวางอยู่กั้นอยู่โดยรูป โดยนาม โดยสมมุติ โดยบัญญัติ โดยความเชื่อ โดยความเห็นใดก็ตามนี่ ...มันก็แผดเผาหมด สลายหมด 

สลายขันธ์หมด สลายรูปนามในขันธ์หมด สลายอดีตสลายอนาคตหมด ...เนี่ย ที่จุดนี้ ปัญญาขั้นนี้ ที่ท่านเรียกว่า อยู่ในขั้นลบล้างกิเลส ลบล้างขันธ์ ทำลายขันธ์ห้า ไม่มีขันธ์ห้าไหนมาขวางกั้น

ไอ้ที่มันติดเป็นขอบเป็นเขตนี่คือขันธ์ห้านะ อวิชชานี่มันจะสร้างขันธ์ห้า...ว่ามี ว่าเป็น ว่าเที่ยงนี่ มาขวางไว้ ...แล้วมันข้ามไม่ได้ ทำลายไม่ได้ ทำลายขันธ์ห้าที่มาขวางนั้นไม่ได้

เพราะปัญญาแสงสว่างไปไม่ถึง ...ปัญญาต่ำ มันก็ไปคา มันก็ไปติด มันก็ไปข้องอยู่กับความหมายนั้น กับความเป็นนั้นมีนี้อยู่ ไม่สามารถทะลุปรุโปร่งออกไปในขันธ์

เพราะนั้นเมื่อปัญญามันเริ่มน้อยเริ่มต่ำ ก็ต้องรู้ว่า...มันก็ต้องเหมือนกับอบรมปัญญา ชาร์จขึ้นมาใหม่ ให้มันมีแสงสว่างมากขึ้น ...ก็ต้องลงมาที่ศีลสมาธิปัญญา...ซ้ำลงอย่างนั้น ปัญญามันก็กว้างไกลขึ้นไปอีก

จนมันไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาขวางกั้นได้น่ะ ....ขันธ์ห้ามันก็เริ่มหมดสภาพไป ใช้ไม่ได้ ...อวิชชา ตัณหา มันก็ไม่สามารถจะใช้ขันธ์ห้ามาเป็นเครื่องขวางกั้น เครื่องให้ยึดเหนี่ยว ติดรั้ง ก่อเกิดเป็นที่ตั้งแห่งเราได้ 

มันก็ค่อยๆ หมดกำลังไปเอง หมดสภาพ เหือดแห้งหายไป ...ที่มันยังมีเรี่ยวมีแรง มีกำลังอยู่ในตัวอวิชชา ก็คือว่ามันไปสร้างขันธ์ ไปดึงขันธ์ใดขันธ์หนึ่งไว้...ในความหมายใดความหมายหนึ่งไว้นี่ 

แล้วมีเจตนาแห่งเรานี่เข้าไปผูกพันมั่นหมายกับขันธ์ห้าที่มันสร้างไว้นั่น จนบังเกิดเป็นสุขบ้างทุกข์บ้างขึ้นมา ...ตัวนี้ ความรู้สึกที่เป็นเราสุขเราทุกข์อยู่กับความเป็นไปในขันธ์ห้านี่ ตัวนี้คือที่หล่อเลี้ยงอวิชชา ให้มันมีกำลังอยู่

แต่คราวนี้ว่า เวลาที่มันสร้างขันธ์ห้าขึ้นมาแล้วนี่ ด้วยการคิด ด้วยการหมาย ด้วยการคาดคะเน อะไรก็ตามขึ้นมา เป็นเหตุการณ์บุคคล คำพูดอะไรก็ตามนี่ เมื่อมันปรุงขันธ์ห้าอย่างนี้ขึ้นมา

แล้วด้วยอำนาจแห่งความแน่วแน่ในการปฏิบัติ ความมุ่งตรงในองค์มรรค ...มันไม่เข้าไปเอาสุขเอาทุกข์ มีสุขมีทุกข์ เป็นสุขเป็นทุกข์ของเรากับขันธ์ห้าที่มันกำลังปรุงขึ้นมานี่

มันก็น้อมลงมาอยู่ที่กายใจปัจจุบัน นี่ สุขทุกข์โดยเราแห่งเราที่ได้จากขันธ์ห้าก็ไม่ค่อยมี ...ตรงนี้ ไอ้ท่อน้ำเลี้ยงหรือเสบียงที่จะส่งให้ตัวแม่มัน คือตัวอวิชชานี่...ก็ไม่ถึง ก็ไม่ได้

เห็นมั้ยว่าตัวศีลสมาธิปัญญามันเป็นตัวตัดท่อน้ำเลี้ยง ...ถึงแม้จะไม่รู้หรอกว่ามันตัดท่อน้ำเลี้ยงยังไง ถึงแม้ไม่รู้ว่ามันจะตัดได้จริงไหม...แต่โดยวิธีการน่ะมันใช่

พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า...มันมีทางเดียวที่จะทำให้อวิชชา ตัณหา อุปาทานนี่อ่อนแอลง ..มันอ่อนแอลง แต่ยังไม่ตายดี แค่อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ

แต่พอเผลอเพลินเมื่อไหร่ แล้วมันสร้างเรื่องอะไรขึ้นมาให้คิดให้จำ ...แล้วก็เข้าไปคลุกเคล้าคลุกคลีกลืนกิน จนมีอารมณ์เศร้าหมองขุ่นมัวเป็นทุกข์เป็นสุข มีเวทนาแห่งเราเกิดขึ้น

ตรงเนี้ย มันก็ได้ท่อน้ำเลี้ยงขึ้นมาอีก อวิชชามันก็มีกำลังขึ้นมาอีก นี่ถ้าปล่อยเวลาให้ผ่านเลย แล้วก็ขี้เกียจที่จะน้อมนำจิตให้กลับเข้ามาอยู่ตรงนี้บ่อยๆ 

มันก็ทำงานอย่างสบายมือ ...ปรุงได้ไม่มีจำกัด ไม่มีจำกัดจนเหมือนที่เรียกว่าทำงานหัวหมุนเลยน่ะ ใช่มั้ย หูยอะไรไม่รู้มันประดังประเดไปหมด ทำไม่ทันเลย ...นี่ มันปรุงได้ไม่จำกัด

จนคิดว่าในช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมง หนึ่งอาทิตย์นี่ทำไม่ทันเลย มันหลายเรื่องเหลือเกิน ...ไอ้ทำไม่ทันนี่ ถ้าเกิดตายตอนนั้น...ก็มาทำต่อแล้วกัน ใช่มั้ย มันก็ต้องเกิดใหม่ เพราะมันยังทำไม่ทันน่ะ

บอกแล้วว่าถ้าปล่อยให้อวิชชามันปรุงแต่งนี่ ไม่มีคำว่าประมาณ ไม่มีเรื่องไหนหยุดหย่อนเลย ...เกิดตายตามธรรม ตามล้านธรรมที่มันปรุงไว้นี่...อเนกชาติแล้วนี่ ยังไม่ทันเลย

แล้วยังจะเป็นอีกอเนกชาติต่อไปอีกด้วย ถ้ายังไม่ลดกำลังแห่งการปรุงแต่งในขันธ์ที่ออกมาล่อออกมาลวง จนอดไม่ได้ที่จะกระโดดเข้าไปมีเป็นในมัน กับมัน เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งสุขทุกข์ของเรา

นี่ ที่ท่านเรียกว่าเป็นกระแสกิเลส  มันเป็นกระแส แล้วไม่เคยหยุดเลย ...แต่พอคอยรั้ง คอยเหนี่ยว คอยดึงไว้ อยู่ตรงนี้ อยู่ในมรรคนี่ อยู่ในปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบันนี่ให้ได้...ให้ได้นาน

ขันธ์ห้า...การปรุงแต่งในขันธ์ห้านี่มันก็หลอกไม่ค่อยได้แล้ว ก็มีได้เป็นบางเรื่อง ...แล้วก็ค่อยๆ จำกัด จำกัดลงมา อดทนเข้มแข็ง อดทนเข้มแข็งหนักแน่นไว้ มันก็จำกัดๆๆ ความคิดนึกปรุงแต่ง

มันจะปรุงแต่งซ้ำๆ ซ้ำเดิมได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวมันก็หมด หมดกำลังไป แล้วเดี๋ยวมันก็ปรุงใหม่ เรื่องใหม่...ก็อดอีก อยู่ตรงนี้อีก ผูกไว้ พร้อมๆ กับทำลายความเป็นตัวเราด้วยปัญญาอยู่ภายใน

อันนี้มันเกื้อในการที่ว่า อวิชชานี่อ่อนแอลงเรื่อยๆ เรื่อยๆ การปรุงแต่งในขันธ์ ...การสร้างความน่าจะมีน่าจะเป็นในขันธ์ มันก็ค่อยๆ หมดความน่าเชื่อถือลงไปเรื่อยๆ

แต่ตอนนี้...รู้สึกมันน่าเชื่อถือมาก จนถึงมากที่สุด ใช่มั้ย กินไม่ได้นอนไม่หลับเลยกับ...บางความคิด บางเรื่องราว บางเหตุการณ์ นี่ มันอยู่ด้วยความทุรนทุราย บีบคั้น

แต่พอถึงจุดที่เราให้กำลังกับศีลสมาธิปัญญามากกว่าให้กำลังอวิชชาแล้วนี่ ...ต่อไปนี่ ความปรุงแต่งในเหตุการณ์ความน่าจะเป็น น่าจะมี อะไรนี่ มันไม่ค่อยน่าเชื่อถือ ไม่ค่อยมีน้ำหนักแล้ว

ดูเหมือนไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะให้เข้าไปดิ้นรนค้นหาในมัน กับมัน ...เจตนาในขันธ์น้อยลงๆ ไปเรื่อยๆ สุขทุกข์แห่งเราที่จะได้มาจากการเข้าไปเกลือกกลั้วมัวเมาในขันธ์ก็น้อยลง

ทุกอย่างน้อยลงหมด ที่พูดมานี่ทุกอย่างน้อยลงหมด ...มีอย่างเดียวที่มากขึ้น ก็คือศีลสมาธิปัญญา

พวกเรายังไม่มีทางเข้าใจหรอกว่าศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริง โดยปราศจากขันธ์นี่...ในนิยาม ความหมาย ในความรู้สึกที่อยู่ตรงนั้นน่ะ ...มันเทียบไม่ได้เลยกับสภาวะที่มีขันธ์ห่อหุ้มล้อมรอบนี่ แม้เป็นเรื่องดีที่สุดแล้วก็ตาม

ถ้าไปอยู่ถึงจุดที่มันว่างเปล่าจากขันธ์ แล้วเหลือแค่กายใจล้วน โดยที่ไม่มีขันธ์ใดขันธ์หนึ่งเล็ดลอดหลุดรอดออกมาเจือปนเป็นมลทินเลยนี่ ...ความรู้สึกที่อยู่ตรงนั้นนี่ เป็นยังไง 

มันไม่สามารถจะยกคำใดมาอธิบายกล่าวอ้างได้เลย ว่าความลึกล้ำมหัศจรรย์แห่งศีลสมาธิปัญญา อานิสงส์แห่งสติศีลสมาธิปัญญา มันยิ่งกว่าความสุขในขันธ์นี่ มากมายมหาศาล เทียบกันไม่ได้เลย 

เพียงแต่ว่าพวกเรายังเข้าไม่ถึงจุดนั้นเอง ...เพราะนั้นก็เพียรทำไปเถอะ



(ต่อแทร็ก 17/29)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น