พระอาจารย์
17/23 (571231E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 ธันวาคม 2557
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – นี่ ฟังครั้งแรก มีปัญหามั้ย
โยม – พอดีเมื่อคืนนอนดึกแล้วตื่นเช้า
พระอาจารย์ – ไม่เป็นไร
โยม – มีเรื่องอยากถามด้วยว่า เรื่องความคิดมาก
คนคิดมากนี่จะแก้ยังไง
พระอาจารย์ – ไม่ต้องแก้ ...ทวน ท่ามกลางความคิดน่ะ
มองทะลุลงไปถึงกาย ...อย่าไปต่อสู้อะไรกับความคิด ทั้งในแง่บวกแง่ลบ ทั้งในแง่ตัด ในแง่ไหนก็ตาม ...ให้ทะลุข้ามลงมา...กำลังนั่งคิดหรือยืนคิด
ระหว่างนั้น ให้เห็นการนั่ง
ความรู้สึกในการนั่ง ท่ามกลางความคิดนั้น ...นี่เขาเรียกว่าเอาศีลสมาธิปัญญาสู้กับกิเลสโดยตรง
สู้กับความคิด...โดยที่ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับความคิด หรืออารมณ์
ถ้าไปจมอยู่ในความคิดน่ะ...จะไม่เห็นกายเลย
เข้าใจมั้ย จะไม่เห็นความรู้สึกในการนั่ง การยืนน่ะ
พยายามดึงความรู้สึก
หยั่งเข้าไปถึงความรู้สึกในการยืนการเดิน ระหว่างที่กำลังจมอยู่ในความคิด
มุ่งมั่นอยู่ในความคิด ...ถอยถอน ท่านเรียกว่าถอยถอนออกมา
โยม – ก็ไปดูความรู้สึกในขณะนั้นน่ะ
พระอาจารย์ – ใช่ ...เรียกว่าเอาศีลสมาธิปัญญาเข้ามาแก้
คือเอาตัวนี่...สร้างความรู้สึกตัวขึ้นมาให้ได้
โยม – ว่าขณะนั้นเรารู้สึกอะไร ไม่ต้องไปมองที่ว่าเราคิดเรื่องอะไร
พระอาจารย์ – ใช่ ...อย่าไปค้นหา อย่าไปแก้ อย่าไปหนี
อย่าไปทำลาย ...เพราะระหว่างที่เราไปแก้ ไปหนี ไปทำลายกับความคิดนั้นน่ะ ...ขณะนั้นน่ะ
เราจะเกิด..บังเกิดความละเลยในศีล
คือจะไม่รู้ตัวเลย ว่าตัวกำลังอยู่ตรงไหน
รู้สึกอย่างไร ...นั่นน่ะ ภาวะนั้นเรียกว่าละเลยศีล หรือว่าออกนอกศีล
โยม – ความรู้สึกนี่ก็คือมาดูจิต ว่าจิตเราตอนนั้นรู้สึกยังไง
อะไรประมาณนี้ใช่ไหม
พระอาจารย์ – ไม่ใช่ ... จิตนี่..อะไรที่ออกมาจากจิตทั้งหมดนี่ ...อย่าไปต่อ อย่าไปแตะ อย่าไปข้องแวะ
เหมือนโยมเห็นขี้น่ะ โยมจะเอามือไปแตะมั้ย อยากแตะมั้ย เข้าใจไหม ...เพราะนั้นให้มองเห็นว่าอาการที่ออกมาจากจิตทั้งหมดนี่...เหมือนขี้
โยม – แค่รับรู้
พระอาจารย์ – เออ ...แล้วก็โยมอยู่กับขี้ โยมไปหอมมันไหม
โยมไปอยู่ใกล้มันไหม เข้าใจมั้ย ห่างๆ ไว้หน่อย ห่างออกมาๆ เหมือนกับมันเป็นขี้ ...เพราะนั้นห่างออกมา ไม่ไปแนบชิดติดกัน
โยม – แค่มองอย่างเดียว แค่รู้แต่ไม่เข้าไป
พระอาจารย์ – ไม่ต้องไปยุ่ง
ไม่ต้องไป...เข้าใจคำว่า ignore ไหม ignore ไม่แยแสมันเลย ...อย่าไปแยแสมัน อย่าไปค้นหาความจริงในมัน
อย่าไปคิดไปทำอะไรกับมัน ...คือมองเหมือนขี้น่ะ
แต่บางเรื่องมันไม่ยอมเป็นขี้ ใช่ไหม ...มันยังรู้สึกเป็นของหอมอย่างยิ่งน่ะ เข้าใจมั้ย ...มันดึงดูด
โยม – โดนหลอก
พระอาจารย์ – นั่นแหละ ขันธ์มันหลอก
เข้าใจว่ากิเลสมันหลอกโดยขันธ์มั้ย ...ก็พยายามฝืนทวนกลับมา
โยม – ให้มาอยู่ที่กายไว้อย่างเดียว
พระอาจารย์ – ใช่ ...แล้วคำว่ากายนี่ ไม่ใช่การนึกภาพกาย เข้าใจไหม ...หนาวนี่ รู้สึกไหม
โยม – รู้ครับ
พระอาจารย์ – เออ นั่นแหละกายตามจริง ...แข็ง ตึง แน่น
รู้สึกมั้ย
โยม – ก็รับรู้ว่าขณะนี้เรารู้สึกอะไร
พระอาจารย์ – ใช่ ...มาทดแทนการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความคิด
โยม – ก็เหมือนคล้ายๆ ว่าเรามีสติอยู่กับ...
พระอาจารย์ – กับกายศีลปัจจุบัน นี่...จึงจะเอาชนะความเป็นจริงในขันธ์
จึงจะชนะความเป็นไปในขันธ์ จึงจะชนะความปรุงแต่งในขันธ์ คือจิต...ที่มาจากจิตได้ ...ไม่มีวิธีการอื่นชนะเลย
เพราะว่าขันธ์น่ะ
ตัวที่เข้าไปโอบอุ้มขันธ์อยู่นี่ หรือว่าตัวที่เข้าไปหล่อเลี้ยงขันธ์อยู่นี่...คือเจตนาแห่งเรา ...มันมีเจตนาที่จะไปอะไรๆ ในความคิดนั้นๆ
เข้าใจมั้ย
ทั้งปรามมัน...นี่ก็เรียกว่าเจตนาปรามมัน
หรือเจตนาจะละมัน อย่างนี้ ...เพราะนั้น
ทั้งในแง่ปรามมัน ทั้งในแง่เจตนาจะไปละมัน ลักษณะนี้คือการหล่อเลี้ยง...เป็นการให้ข้าวให้น้ำมัน
นี่คือการต่อท่อน้ำเลี้ยงให้ความสืบเนื่องในขันธ์
ให้เกิดความสืบเนื่องในขันธ์ …เพราะนั้นถ้าเราดึงท่อหายใจมันออกล่ะ...คือละลงที่เจตนา
ละที่เจตนาที่จะเข้าไปอะไรๆ กับมัน
แล้วมาเจตนาแน่วแน่ในศีล เข้าใจมั้ย
ว่าเจตนาให้มันแน่วแน่กับศีล ...หมายความว่า ไอ้ตัวเจตนาก็จะพาให้จิตน่ะ
มาแน่วแน่กับศีล นี่เรียกว่าทำให้จิตนี่เกิดภาวะตั้งมั่น
และไอ้ตัวศีล ตัวที่เป็นกายนี่
ทำไมแน่วแน่กับมันได้ ...เพราะมันเป็นธาตุที่เป็นกลาง กายธาตุ เป็นกายที่..นี่ หนาวร้อนอ่อนแข็ง
มันเป็นกลาง มันไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อจิตโดยตรง เข้าใจมั้ย
เพราะนั้นเมื่อจิตมันรับรู้ หรือมาจดจ่อเพียรเพ่งอยู่กับกายนี่
มันจะไม่มีความที่ทำให้จิตนี่เกิดอารมณ์ ...อย่างที่เราบอกไงว่า มันไม่เอื้อเฟื้อต่อกิเลสน่ะ
เพราะมันเป็นธรรม เพราะมันเป็นศีล...มันไม่เอื้อเฟื้อต่อกิเลส แต่เอื้อเฟื้อต่อธรรม ...มันจึงจะเป็นไปเพื่อความเป็นกลางและเป็นความสงบถ่ายเดียว
นั่นแหละคือเอื้อเฟื้อต่อธรรม...สมาธิธรรมและปัญญาธรรมต่อไป ...ตัวศีลนี่จะเอื้อเฟื้อต่อสมาธิและปัญญา
จึงเป็นว่าศีลสมาธิปัญญาเอื้อเฟื้อธรรม ไม่เอื้อเฟื้อกิเลส
เพราะนั้น เมื่อมันไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อจิตนี่ ...จิตมันก็เกิดความแน่วแน่ มั่นคง และเป็นกลาง ด้วยความตั้งมั่น ...นี่คือมันเอื้อเฟื้อต่อสมาธิธรรม
ทีนี้เมื่อมันไม่มีเจตนาต่อขันธ์
มันก็ไม่ไปเอื้อเฟื้อต่อขันธ์ มันก็ไม่เอื้อเฟื้อต่อกิเลสในขันธ์ ...อารมณ์มันก็จะค่อยๆ
เจือจางหายไป ทั้งความรู้สึกเป็นเราเป็นเขาอะไรนี่ มันก็สลายไป...ค่อยๆ สลาย
หรือถ้าไม่สลาย มันก็อยู่ห่างๆ
ไม่มีน้ำหนัก...ไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้เข้าไปข้องแวะ พอที่จะให้เข้าไปมี
เป็นกับมัน...ไปเอาเป็นเอาตาย เอาจริงเอาจัง
ความเป็นไปในกายใจก็จะชัดเจนขึ้นมาเอง
เกิดความรู้ซึ้งในความเป็นธาตุ เป็นธรรม ในความเป็นก้อนธาตุก้อนธรรมของกาย ที่ไม่ใช่ก้อนเราก้อนเขา ...มันจะชัดเจนเองน่ะ
เพราะธรรมก็คือธรรมวันยันค่ำคืนยันรุ่งน่ะ
เขาก็แสดง...จริงๆ
เดี๋ยวนี้เขาก็แสดงความเป็นก้อนธาตุก้อนธรรมอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เขาไม่ได้เคยปิดบังเลย
แต่เราไม่สืบค้น ไม่เพียรเพ่ง ไม่จดจ่อ
แค่นั้นเอง นี่ เขาเรียกว่ามีตำราแต่ไม่เปิดดู ...นั่นแหละ ไปฝึกเอา แล้วจะค่อยๆ เข้าใจ
โยม – แล้วอย่างทุกวันนี้ อย่างพวกผมนี่ทำงาน เจอคนโน้นคนนี้
มีกิจธุระมากมาย มันมีผลต่ออารมณ์ความคิดนี่ จะทำยังไงเพื่อให้สิ่งพวกนี้ไม่มีผลต่อความคิด
พระอาจารย์ – คือตราบใดที่เรายังมีกิเลส ก็ยังต้องมีอาการนี้
โยม – เจอคนทำร้ายอย่างนี้ ให้ร้าย
แทงข้างหลังอย่างนี้ เราจะแก้ยังไง
พระอาจารย์ – ไม่ต้องแก้ ...คือรับรู้ รับเฉยๆ ...หมายความว่า อะไรจะเกิด...ให้มันเกิด ...แต่ว่าเราจะต้องมีที่อยู่ จะต้องมีที่ให้จิตนี่อยู่
เพราะนั้น เราจะต้องจับกายให้อยู่
หากายเป็นที่ตั้ง ...ถ้าจิตไม่มีกายเป็นที่ตั้ง ไม่มีศีลเป็นเครื่องอยู่ เมื่อเกิดกระทบ
มันจะไม่สามารถทานทนต่ออารมณ์นี้ได้
แล้วมันจะต้องเข้าไปกระทำตอบสนองต่ออารมณ์ของตัวเอง
ที่มีต่อการกระทบจากการกระทำของอารมณ์ผู้อื่น เข้าใจมั้ย ...เพราะนั้นมันจึงจะเกิดความเร่าร้อนตลอดเวลา
แต่ถ้าเรามีเจตนาในศีล
ที่จะถือศีลครองศีลไว้ ให้จิตมันมาถือศีลครองศีลไว้ คือถือกายไว้ ...ทีนี้
มันจะมีอารมณ์ ก็ช่างหัวอารมณ์ แต่จะไม่ตอบสนองโดยเรากับอารมณ์นั้น
เพราะว่ามันมามัด...จิตน่ะมันมามัดอยู่กับกายตรงนี้ไว้
...นี่คือหลักการ ...เข้าใจคำว่าหลักการไหม
โยม – เอาศีลเป็นที่ตั้ง ยึดศีลไว้
พระอาจารย์ – เอากายเป็นที่ตั้ง...นี่คือหลักการ ...แต่ในความเป็นจริงน่ะ การทำได้-ทำไม่ได้นี่ มันจะไม่เป็นอย่างที่พูด ...มันจะได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ทานไม่ไหวบ้าง
หรือลืมไปเลย แล้วก็เพลิน ไปเอาจริงเอาจัง จะเอาเป็นเอาตายกับมันให้ได้ อย่างนี้ ในอารมณ์นะ ...อันนี้ก็เป็นภาคปฏิบัติที่จะต้องไปคัดหางเสือเอาเอง
โยม – ก็ฝึกไปเรื่อยๆ
พระอาจารย์ – ฝึกไปเรื่อยๆ จนกว่าเกิดนิสัยใหม่
คือนิสัยถือศีลเป็นอาจิณ เป็นนิสสยปัจโย เป็นสันดานใหม่ เกิดใหม่ แทนสันดานเก่า...ที่คุ้นเคยกับมันมา
มึงด่ามา..กูด่าตอบ มึงทำมา..กูเพิ่มเติมออกไป ...โดยที่ไม่ต้องยั้งคิดเลย โดยไม่ต้องสั่งการเลย มันเป็นอัตโนมัติ
การตอบสนองต่ออารมณ์นี่ จะเป็นโดยอัตโนมัติ
เพราะนั้น พอเราฝึกฝนในศีลสมาธิปัญญาบ่อยๆ ศีลสมาธิปัญญาจะเป็นอัตโนมัติขึ้นมา ...พอกระทบปุ๊บ แทนที่มันจะออก มันกลับเข้ามาจับ มาเกาะกุมกายนี้ไว้เลย
แล้วแม้ถึงว่ามันเกาะกุมไว้แล้วมันสู้ไม่ไหว
หมายความว่ามันรู้ด้วยตัวของมันเองเลยว่าสู้ไม่ไหว ...มันจะพากายใจนี้หลีก...หลีกออกจากสถานที่นั้น
ถือว่าสถานที่นั้น บุคคลนั้นเป็นอโคจร นี่ มันเอาตัวรอดก่อน ...คือไม่ได้หนีอารมณ์นะ
แต่มันยกกายใจนี่หนีโดยศีลสมาธิปัญญาพาออกเลย ออกห่างเลย
เพราะว่ามันยังห่างจากขันธ์ไม่ได้น่ะ ...เพราะนั้นถ้าอยู่ใกล้นี่ ไหม้แน่ๆ เผาแน่...ด้วยอำนาจกิเลสเรา กิเลสเขา ...นี่ มันก็พาออกเลย
ไม่ถือหน้าถือตา ไม่ถือแพ้ถือชนะ
มันถือศีลสมาธิปัญญาเป็นใหญ่ เข้าใจมั้ย
จะไม่ถือหน้าตาเป็นใหญ่ ...เขาว่าตามหลัง เฮ้ยมึงแพ้นี่หว่า...ไม่สน กูถือศีลโว้ย
กูไม่ถืออารมณ์ กูไม่ถือเอาถูกผิดของมึง
หรือว่าคนรอบข้างเขาจะเป็นกองเชียร์ขนาดไหน...ก็ไม่เอา ถอยออก ...นี่เหมือนกับยอมแพ้ แต่ชนะโดยศีลสมาธิปัญญา
นี่คือผู้ชนะที่พระพุทธเจ้าต้องการให้เป็น...และให้ฝึก
เพราะนั้นไม่ใช่อยู่ดีๆ มันจะเป็นได้นะ...มันต้องฝึก ...แล้วในระหว่างฝึกนี่ หมายความว่า ยิ่งกว่าแรงเยอร์น่ะ ยิ่งกว่าฝึกมนุษย์กบดำน้ำน่ะ ...ทรมาน ทรมานมาก
เพราะมันฝืนตัวเองมาก ฝืน...ฝืนกิเลสตัวตนของเรามาก ...มันจะไม่ยอมท่าเดียว มันจะเอาๆๆ มันจะเอากับเขาให้ได้น่ะ นั่น ต้องทวนอย่างเดียว
เพราะนั้นกำลังแห่งการทวนนี่ ถ้าศีลสมาธิปัญญายังไม่แข็งแกร่ง ...กำลังแห่งการทวนมีอย่างเดียวคือ อดทน...คือความอดทนหรือว่าขันติ ...แล้วศีลสมาธิปัญญาก็จะค่อยๆ ตามหลังขันตินี่มา
แต่ถ้าไม่มีความอดทน ...ศีลสมาธิปัญญาเกิดยาก...เกิดยากมาก
...อย่างพระ...ที่ท่านนั่งกับความปวดเมื่อยได้เป็นวันๆ นี่ ท่านไม่มีศีลสมาธิปัญญาอะไรหรอก...อดทนเอา
อดทนไปอย่างนั้นน่ะ มันยึดก็ยึดๆ ไม่รู้จะว่ายังไง ก็อดทนเอา ...แล้วมันค่อยๆ ...ศีลสมาธิปัญญามันค่อยตามมา
แต่พวกเราไม่ค่อยอดทน ...ศีลสมาธิปัญญามันก็เลยอยู่ในกลีบเมฆกลีบหมอก หรือว่าอยู่ในฟากฟ้าป่าหิมพานต์ ...คือไม่รู้มันอยู่ที่ไหน
นะ
เพราะนั้นต้องอดทนต่อกิเลส ...เราสู้กับกิเลส
เราอยู่กับกิเลส ยังไงกิเลสมันก็แสดงหน้าตาของมันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ...แล้วไม่ต้องเสียใจเมื่อไม่เท่าทันกิเลส
มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว
เพราะนั้นมันจะต้องลืมก่อน
แล้วเข้าไปมี เป็น...ในอารมณ์นั้นก่อน จึงค่อยรู้ตัวทีหลัง ...อันนี้คือเป็นรูทีนเลย ...ยกเว้นพระอริยะขั้นสูง
ศีลสมาธิปัญญาขั้นสูง นั่น ศีลสมาธิปัญญาจะเกิดก่อนกิเลส จะอยู่อย่างนั้นน่ะ
กิเลสเกิดไม่ได้เลย
แต่ตอนนี้กิเลสเกิดก่อน
ศีลสมาธิปัญญาตามหลัง ...แล้วจากตามหลังแบบห่างๆ ก็ตามหลังแบบกระชั้นชิดขึ้นมา จนตามหลังถึงที่เรียกว่าเท่าทันกันเลย ...นั่นน่ะคือผู้ที่พัฒนาอยู่ในศีลสมาธิปัญญา นะ
แต่เบื้องต้นนี่มีแต่จะถอยห่างศีลสมาธิปัญญา ...คือด่าเขาไปจนมันร้องไห้ไปเจ็ดวันแล้ว... “กูไม่น่าด่ามันเลย” นึกขึ้นได้ว่าไปด่าเขา เพิ่งระลึกขึ้นได้
อย่างนี้
มันมารู้ตัวตอนหลังผ่านไปตั้งหลายวันแล้ว นี่ ไม่มีสำนึก guilty หิริโอตัปปะอะไรหรอก ...คือว่าเป็นพวกเฉื่อย นามสกุลเชื่องช้า
(หัวเราะกัน) ...เพราะนั้นศีลสมาธิปัญญามันจึงตามกิเลสไม่ทัน
แล้วระหว่างนั้นน่ะมันจะก่อเกิดกรรมผูกพันมากมายเลย ...ช่วงที่ไม่มีศีลสมาธิปัญญา ไม่ได้อยู่ในศีลสมาธิปัญญา
จิตมันจะออกไปก่อกรรม มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม...สะเปะสะปะ เลอะเทอะ
พอมันรู้ตัวปุ๊บนี่ จิตมันหยุด...หยุดอยู่ที่ตั้ง นี่ หยุดอยู่ที่ตั้งปุ๊บ...หยุดก่อกรรมเลย จิตหยุดก่อกรรมเลย
โดยมีศีลสมาธิปัญญานี่เป็นตัวตัด เป็นตัวตัดการสร้างกรรม มันเป็นตัวควบคุมการก่อกรรมด้วยมโนกรรม
…เพราะมโนกรรมนี่เป็นรากเหง้าของกายกรรมและวจีกรรม
พอมันจับที่มโนกรรมได้ปั๊บนี่...กายกรรม
วจีกรรมนั้นหยุดหมด..หยุดหมด ...ทีนี้มันหยุดนี่
มันก็อยู่ในฐานะเป็นพระรอง คือเป็นรองเขา เข้าใจมั้ย ข้างนอกมันก็เอาใหญ่เลยๆ นี่...เขาเรียกว่าชดใช้กรรม
(ต่อแทร็ก 17/23 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น