พระอาจารย์
17/25 (580101B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 มกราคม 2558
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – เห็นมั้ยว่าการปฏิบัติธรรมโดยตลอดสาย ก็อยู่ในวง...แวดวงของสติ ศีล สมาธิ ปัญญา
เท่านั้นแหละ มันไม่มีอะไรหรอก
หน้าที่ของผู้ปฏิบัติก็คือ พอกพูน
สะสมสติเพื่อให้เกิดศีล สะสมศีลเพื่อให้เกิดสมาธิ สะสมสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา
สะสมปัญญาเพื่อให้เกิดวิมุติ แล้วก็สะสมวิมุติไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเกิดนิพพาน
คือความหลุดพ้น
หลุดพ้นอะไร ...คือหลุดพ้นจากความล่อลวงของกิเลส...ที่มันปรุงแต่งขันธ์มาล่อลวง หลอกล่อ ว่าอย่างนั้นดี อย่างนี้ไม่ดี อย่างนั้นควร อย่างนี้ไม่ควร เนี่ย ความคิด
ความคิดก็คือการปรุงแต่งในขันธ์ ...มันล่อลวงว่า อันนั้นยังมีอยู่จริง อันนั้นถูกจริง อันนั้นผิดจริง อันนี้ใช่
อันนี้ไม่ใช่ อันนั้นดีกว่า อันนั้นสวยกว่า อันนี้งามกว่า คนนั้นดี คนนี้ไม่ดีกว่า
พวกนี้คือการปรุงแต่งในความคิด นี่คือการปรุงแต่งขันธ์ ...แล้วมันล่อหลอก ว่าเป็นอย่างนั้นจริง เป็นอย่างนี้จริง เป็นจริงๆ ...นี่มันล่อหลอกอยู่ตลอดเวลา
แล้วทุกครั้งที่มันหลอกมันล่อขึ้นมา มีความคิดว่าอย่างนั้นอย่างนี้ มีความคิดว่าดีจริง-ไม่ดีจริงขึ้นมา... ก็เกิดความเชื่อ..เชื่อว่าเป็นอย่างที่คิดนั้นจริงๆ
มันก็เกิดความเข้าไปเป็นสุขเป็นทุกข์กับความคิดนั้นทันทีเลย...แบบมืดบอด แบบหน้ามืดตามัว
แบบยึดมั่นถือมั่น แบบไม่มีเหตุไม่มีผลอะไรเลย
นี่
ก็เรียกว่าปัญญามันยังไม่เท่าทันกิเลส ยังไม่เท่าทันขันธ์ ...มันยังไม่เห็นความเป็นจริงของขันธ์...ว่าแท้ที่จริง ไอ้ความคิดที่มันคิดว่านั้นจริง นี่ไม่จริง นั้นถูกนี้ผิด
นั้นไม่ดีนั้นดี อะไรต่างๆ นี่
ที่จริงมันเป็นการสมมุติขึ้น
หรือว่ามันเป็นการอุปโลกน์ขึ้น ...มันวาดภาพของมันขึ้นมาเอง
จิตน่ะมันวาดภาพ แล้วก็เป็นเค้าโครงของรูปร่าง คุณงามความดีบ้าง บุญบาปบ้าง
ถูกผิดบ้าง
มันวาดเค้าโครงขึ้นมา จำลองขึ้นมา นี่ ท่านเรียกว่าสมมุติขันธ์น่ะ
มันจำลอง ...แต่ด้วยความไม่เข้าใจสภาพที่แท้จริงของขันธ์ว่ามันเป็นการสมมุติขึ้น
จำลองขึ้น ปรุงขึ้นมา
ซึ่งมันไม่มีอยู่จริงอย่างนั้น มันไม่ได้เป็นจริงอย่างนั้นเลย ...นี่ พอไม่มีปัญญา มันก็เข้าไปหลง หลง
หลงว่าเป็นอย่างนั้นจริง เป็นดี เป็นร้าย เป็นถูก เป็นผิด เป็นสุขเป็นทุกข์จริง
เมื่อมันไปหลง หลงขันธ์ ว่ามันเป็นจริง
ว่ามันมีจริง ในความดี-ความร้าย คุณ-โทษ สุข-ทุกข์ ...มันก็อุปโลกน์หรือว่าสร้างความรู้สึกแห่งเรานี่เข้าไปเสพเสวยทันที...ในความรู้สึกนั้นๆ
ก็เป็นเวทนาแห่งเรา
เป็นเวทนาภายในขึ้นมา ...เนี่ย ทั้งหมดนี่
มันเกิดขึ้นมาเพราะเราไม่เข้าใจความเป็นจริงของขันธ์
เราไม่เห็นความเป็นจริงของขันธ์ห้า
แต่เมื่อเรามาเดินในเส้นทางของศีลสมาธิปัญญา
แล้วก็ยืนหยัดเหยียบหยั่งไว้อยู่บนรากฐานของศีลสมาธิปัญญา ก็คือรากฐานของปัจจุบัน
รากฐานของความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่บนปัจจุบัน ในปัจจุบัน
การเดินอยู่บนเส้นทางแห่งศีลสมาธิปัญญา
การเดินอยู่บนองค์มรรคนี่ ...มันก็จะค่อยๆ เข้าใจสภาพที่แท้จริงของความปรุงแต่งในขันธ์พร้อมๆ
กันไป
มันก็ค่อยๆ เป็นไป พร้อมๆ กันไป ที่มันค่อยๆ
เข้าใจความเป็นจริงของขันธ์ ว่ามันเป็นของล่อ ของลวง ของหลอก
หาความเป็นจริงในขันธ์นี้ไม่ได้
แต่ว่าการที่มันมาเรียนรู้ขันธ์
ว่ามันไม่มีจริง ว่ามันเป็นของลวงนี่ ...มันไม่ได้จะรู้ได้ทีเดียวพร้อมกันหมด
แล้วก็ละความเป็นจริง ความไม่จริงในขันธ์ ได้ทุกเรื่องราว ทุกเหตุการณ์
ทุกขณะไปได้หรอก
เพราะว่าการยึดมั่นถือมั่นนี่
มันมีในแต่ละขันธ์ ในแต่ละความรวมตัวของขันธ์ในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งนี่...มันมีความยึดมั่นถือมั่นไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน
มันจึงค่อยๆ เข้าใจแล้วก็ละวางขันธ์
ความปรุงแต่งในขันธ์ ในเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างค่อยเป็นไป ...ตั้งแต่ขั้นที่ติดน้อย
จนถึงติดปานกลาง จนถึงติดมาก จนถึงติดมากที่สุด ...อย่างช้าๆ
แล้วมันก็ค่อยๆ กระจ่างในขันธ์ ในทุกแง่มุมขึ้นไปเอง ...มันกระจายออกไปในทุกส่วน ทุกความรู้สึกที่เป็นเราเป็นเขากับการปรุงแต่งของจิตทุกดวง
ทุกอาการ
จนถึงขั้นที่เรียกว่า
มันหลอกไม่ได้แล้วน่ะ ไม่ว่าขึ้นบน-ลงล่าง ซ้าย-ขวา ปรุงละเอียด-หยาบขนาดไหน ซับซ้อนขนาดไหน
ดูดีขนาดไหน ดูจริงขนาดไหน
มันจะดูเที่ยง ดูน่าเชื่อถือในขันธ์ขนาดไหน
ในความปรุงแต่งน่าเชื่อขนาดไหนก็ตาม ...ก็ไม่สามารถหลอกผู้ภาวนาที่มีศีลสมาธิปัญญาที่เต็มเปี่ยมได้
จนมันตอบได้อยู่ในใจว่า...ไม่มีอะไรจริงกว่าศีลสมาธิปัญญา ...ไม่มีอะไรคงอยู่ ปรากฏอยู่จริง มากกว่าศีลสมาธิปัญญา
คือกายใจปัจจุบัน
เมื่อมันมีความที่ปัญญามันเต็มพร้อมอยู่อย่างนั้น ...ไม่ว่าขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง ลักษณะอาการใดอาการหนึ่งที่ปรากฏขึ้นมาจากจิตนี่ ...มันสลัด...สลัดทิ้งเลย
มันกล้าที่จะสละทิ้ง ไม่เข้าไปสืบค้น
ไม่เข้าไปหมุนวน ไม่เข้าไปต่อเนื่อง ไม่เข้าไปหมาย …อย่าว่าแต่ต่อเนื่องเลย แค่เข้าไปหมายว่าคืออะไร เป็นอะไร
มันยังไม่เข้าไปหมายเลย
มันสลัดออก สลัดทิ้ง สลัดๆ อยู่ตลอด
ไม่ให้เกิดความเกลือกกลั้วมัวเมาอยู่ในขันธ์
หรือว่าให้มันตั้งอยู่ด้วยความยืดเยื้อ เยิ่นเย้อ ยืดยาว ยาวนานได้เลย
กายใจก็จะเกิดความสว่าง สะอาด บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง ไม่มีกิเลสมาแผ้วพาน ไม่มีการแทรกซึมขึ้นมาโดยขันธ์ที่จะทำให้เกิดความหมองมัวในจุดใดจุดหนึ่ง
มันก็สำรวจตรวจตราอยู่ตลอดทั่วถ้วนในกองกายกองใจ
กองธาตุ ว่ามันมีมลทินแห่งขันธ์ โดยการที่จิตมันสร้างขันธ์นี่ขึ้นมาแอบตรงส่วนใดส่วนหนึ่งบ้างไหม
ความรู้สึกในกายในเวทนาตรงไหนบ้าง
ที่มันว่าเป็นเรา ที่มันจะเอาขันธ์มาหมาย มาแอบ มาอิง ...มาหมายว่าชื่อนั้นชื่อนี้
อดีตนั้นอนาคตนี้ มันก็คอยเห็น
พอทันว่า..อ๋อ มันมาแอบซุกอยู่ตรงนี้
ตรงส่วนใดส่วนหนึ่งของความรู้สึกในกายนี้...มันก็ปัดออกๆ ชำระออกๆ ...นี่เรียกว่าซักฟอก ซักฟอกตัวมันเองตลอด
มันก็สะอาดเอี่ยมอยู่อย่างนั้น ...เพราะนั้นการซักฟอกนี่มันไม่ใช่ว่าใช้สบู่-น้ำภายนอก
แต่ตัวซักฟอกก็คือสติสมาธิปัญญานั่นแหละ มันคอยซักฟอกตัวมันเองอยู่ตลอด
มันก็คงความบริสุทธิ์กายบริสุทธิ์ใจไว้ได้
อย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้ขาดตกบกพร่องเลย ...นั่นคือการเข้าไปสู่ความเป็นวิมุติ
หรือว่าหลุดพ้น หลุดพ้นจากกิเลส หลุดพ้นจากความข้องเกี่ยวในโลก
หลุดพ้นจากความสืบเนื่อง
เกี่ยวพันกับสัตว์บุคคลภายนอก หลุดพ้นจากความปรุงแต่งในขันธ์
หลุดพ้นจากการที่เข้าไปหมายมั่นจริงจังในขันธ์ หลุดพ้นจากอดีต หลุดพ้นจากอนาคต
นี่ ความที่มันหลุดพ้น
มันหลุดพ้นหลายอย่าง ...หลุดพ้นจนมันพ้นจากทุกสิ่งน่ะ มันพ้นหมด
มันไม่มีอะไร
ไม่มีอาการใด ไม่มีปรากฏการณ์ใด
ที่มันจะมาฉุดรั้งให้กายใจนี้ไปเกี่ยวเกาะผูกพันได้อีก ...มันก็หลุดพ้นโดยตลอด
อยู่ด้วยความหลุดพ้น ไม่เกาะเกี่ยว ไม่ถือครอง ไม่ครอบครอง
เพราะนั้นท่ามกลางขันธ์นี่ ...เราอยู่กันท่ามกลางขันธ์ ในการใช้ชีวิต
ดำเนินชีวิตนี่ มันจะดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางขันธ์ ท่ามกลางอารมณ์
ท่ามกลางความปรุงแต่ง
ท่ามกลางความนึกคิด ท่ามกลางเรื่องราวของบุคคลต่างๆ
ในอดีตอนาคต ...นี่ เราจะมีชีวิตอยู่ท่ามกลางกิเลสอย่างนี้ ท่ามกลางกองขันธ์น้อยใหญ่
หยาบ ละเอียด
เพราะนั้นในท่ามกลางขันธ์
ท่ามกลางกิเลสที่มันแวดล้อม หมกมุ่น ครอบงำ ปกคลุมอยู่ ...จะต้องมีความเพียรเรียนรู้
หยั่งลงไปให้ถึงศีล ถึงกาย ถึงสมาธิ ถึงใจ..ให้ได้..ท่ามกลางอารมณ์ ท่ามกลางกิเลส
เพราะว่ากายใจทุกคนมีเป็นเจ้าของอยู่แล้ว
ทุกปัจจุบัน..มันมี ...เพียงแต่ว่ามันถูกคลุม เพราะเราอยู่ท่ามกลางกิเลส
ทั้งของตัวเอง ทั้งของข้างนอก มันปกคลุมไปหมด
แล้วเราก็ไปวุ่นวี่วุ่นวายสับสนอยู่ในอารมณ์ในขันธ์อยู่ตลอดเวลา ...จนละเลย จนไม่เข้ามาค้นหาภายใน หยั่งเข้าไปให้ถึงศีล ถึงสมาธิ ถึงปัญญาภายใน
ซึ่งก็คือกายใจปัจจุบันอย่างที่เราบอกแล้วน่ะ คือความรู้สึกในการนั่ งการยืน การเดิน การนอน ...นั่นแหละ มวลธาตุมวลธรรมน่ะมันอยู่ตรงนั้น
เส้นทางของมรรค..มันก็อยู่ตรงกายใจที่มันอยู่ท่ามกลางอารมณ์
ท่ามกลางกิเลส ท่ามกลางความหลงลืม ท่ามกลางความไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั่นแหละ
มันก็มีศีลสมาธิอยู่ตรงนั้น
ก็พยายามน้อมหรือว่าหยั่งลงไปให้ถึง
บ่อยๆ ...จนมันเกิดความชัดเจนในความรู้สึกของตัวเอง ในทุกที่
ในทุกอิริยาบถที่มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในระหว่างวัน ในทุกที่ ในทุกเหตุการณ์
ในทุกสถานการณ์
จนมันสามารถจับได้ถือได้ในความรู้สึกของกายนี้...อย่างชัด
อย่างต่อเนื่อง ...นั่นน่ะที่ท่านใช้คำว่า ศีลสมาธิปัญญาก็เริ่มชัดเจนในตัวเอง
แล้วก็เป็นผู้ที่ถือครองศีลสมาธิปัญญาเป็นที่พึ่ง
มากกว่าที่จะเอากิเลสเอาอารมณ์เป็นที่พึ่ง เอาความคิดเป็นที่พึ่ง
เอาบุคคลเป็นที่พึ่ง เอาความเป็นไปในโลกเป็นที่พึ่ง ..ซึ่งคนทั่วไปมันจะเอากิเลสเป็นที่พึ่งอยู่ตลอด
แต่เมื่อเจอกายเจอใจ
หยั่งถึงกายหยั่งถึงใจ แล้วก็น้อมรักษากายใจไว้อยู่เสมอ
ไม่ให้ขาดไม่ให้หายไปอย่างง่ายดาย ...นี่
ก็เรียกว่าเป็นผู้ที่มีศีลสมาธิปัญญาเป็นที่พึ่งเป็นที่ถือ เป็นที่เหนี่ยวรั้ง
เป็นสรณะ
เพราะนั้นศีลสมาธิปัญญาระดับนี้ โดยปุถุชนคนทั่วไปนี่
มันจะหาได้ยาก ...มันหาได้ยาก เพราะว่า
มันต้านทานต่อการครอบงำครอบคลุมของกิเลสของขันธ์ไม่ได้
มันไปติดมันไปข้องอยู่ในขันธ์
อยู่ในอารมณ์ ...จนมันถึงพูดกันว่า ไม่มีเวลาเลยในการภาวนา มันจะพูดกันธรรมดาติดปากคุ้นปากว่า
“ไม่มีเวลา หาเวลาไม่ได้”
จริงๆ น่ะ มันก็อยู่ตรงนั้นแหละ
มันไม่จำเป็นต้องใช้เวลาอะไรเลย ....มันอยู่ท่ามกลางกิเลสนั่นแหละ
ตัวกายตัวความรู้สึกในกาย มันก็อยู่ท่ามกลางของสิ่งที่มันครอบงำครอบคลุมอยู่ตลอด
เพียงแต่ว่ามันไม่ใส่ใจที่จะเหยียบหยั่งค้นหาลงไปแค่นั้นเอง ...มันก็จะใช้ข้ออ้างแต่ว่าไม่มีเวลา มีแต่เรื่องราวเต็มไปหมดทั้งวัน มีแต่ธุระปะปัง
มีแต่เรื่องคนนั้นเรื่องคนนี้เข้ามา
นี่ มันก็ไปวกวนผกผันอยู่ในนั้นน่ะ
อยู่ในความมัวเมาเลื่อนลอย เหมือนกับมันไปอยู่ในชั้นบรรยากาศน่ะ แล้วไอ้ตัวกายกับใจนี่
มันอยู่ในชั้นของโลก เข้าใจมั้ย
มันก็ไปวนอยู่ในชั้นบรรยากาศ
ลอยอยู่อย่างนั้น ไปตามเมฆ ตามหมอก ตามฟ้า ตามฝน ตามพายุ ตามอะไรของมัน ...ก็ไปไร้สาระอยู่ตรงนั้นไป
แต่ถ้าพยายามให้เข้าถึงบ่อยๆ พยายามให้เข้าถึงศีลบ่อยๆ ให้เข้าถึงกายตัวเองบ่อยๆ
ให้เข้าถึงความรู้สึกในกายของตัวเองในปัจจุบันบ่อยๆ ...ความชัดเจนในการปฏิบัติก็จะเกิดขึ้นเอง
มันไม่ต้องไปเลือกที่รักมักที่ชังอะไร ว่าวิธีการนั้นวิธีการนี้อะไรหรอก ...หาศีลให้เจอ จับศีลให้อยู่ ให้เชื่อมั่นในศีล...ก็คือความเป็นไปของกาย คือความเป็นไปของความรู้สึกในกายปัจจุบันนี่แหละคือศีล
ให้เชื่อมั่นลงไป ...แล้วก็พยายามจับไว้ไปบ่อยๆ
เป็นขณะๆ ไป ...แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้น จากเป็นขณะๆ
ก็เป็นช่วง เป็นช่วง เป็นระยะเวลาที่เยิ่นยาวขึ้น
แล้วก็มีเวลาให้กับศีลสมาธิปัญญามากขึ้นๆ
มากกว่าที่ไปมีเวลากับคนโน้นคนนี้ มากกว่าไปมีเวลากับธุระภายนอก
มากกว่าไปมีเวลากับการคิดค้นหาไปในอดีตอนาคต
ก็มาให้มีเวลาอยู่กับศีลสมาธิปัญญาให้มันได้นานขึ้น ต่อเนื่องขึ้น ...นี่ ความชัดเจนชัดแจ้งในธรรม
ในความเป็นจริงของธรรม ที่ไม่ใช่เราของเรา มันก็จะชัดเจนชัดแจ้งขึ้น
(ต่อแทร็ก 17/25 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น