พระอาจารย์
17/24 (580101A)
1 มกราคม 2558
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – เป็นยังไง มาจากกรุงเทพฯ
เมื่อวานรึ ...ฟังรู้เรื่องมั้ย
โยม – รู้เรื่องครับอาจารย์ ก็มีหลุดๆ
บ้างครับ บางช่วง แต่ก็เข้าใจอยู่ครับ
พระอาจารย์ – ที่ไหลง่ายน่ะ ...อิริยาบถ
๔ นี่ พยายามจำให้ได้ จำความรู้สึกใน ๔ อิริยาบถนี่ให้ได้ ว่ายืน เดิน นั่ง นอนนี่ ความรู้สึกทุกครั้งน่ะ...สังเกต
ระหว่างนั่ง ขณะนั่งนี่
ความรู้สึกส่วนใหญ่มันจะเป็นยังไง...ให้มันจำ ยืน...ความรู้สึกมันเป็นยังไง จำไว้
ให้มันจำ หรือเดิน อย่างนี้ ความรู้สึกมันอยู่ยังไง
ทีนี้พอมันจำได้ว่าลักษณะนั่งนี่
ความรู้สึกส่วนใหญ่มันจะเป็นตรงไหน แบบไหน ที่มันรู้สึกได้บ่อย ...ก็พยายามน้อมลงไปที่ความรู้สึกเดิมนั้นน่ะ
เพราะนั่งมันก็มีความรู้สึกเหมือนเดิมนั่นแหละ
การนั่งทุกครั้งน่ะ มันก็มีความรู้สึกแข็ง
ตึงทางก้น แล้วก็หลังพิงพนักอย่างนี้ มันก็มีความรู้สึกแน่นๆ อยู่ตรงนั้นน่ะ
ความรู้สึก
เพราะนั้น พอมันระลึกได้ว่านั่งปุ๊บ
ไม่ต้องไปค้นไปหา มันก็หยั่งลงไป แนบ...เอาจิตน่ะไปแนบ ไปแนบอยู่กับความรู้สึกนั้น ความรู้สึก...ที่เอว
ที่ก้น ที่ขา
เดิน..ความรู้สึกมันก็ชัดอยู่แล้ว
ที่ขาก้าว ความรู้สึกมันจะชัดอยู่ในเบื้องล่าง ขาก้าว กระทบฝ่าเท้า...ฝ่าเท้าเหยียบยันพื้นๆ อย่างนี้ ยวบๆ ความรู้สึกที่มันเป็นยวบๆ แข็งๆ นี่
ก็พยายามแนบ แนบ...เอาจิตลงไปชิด แนบ ดู
คลอเคลีย...เอาจิตไปคลอเคลีย จ่อ เหมือนกับคลอเคลีย ลูบไล้อยู่กับความรู้สึกตรงนั้น
ให้มันต่อเนื่อง
แล้วก็ในขณะนั้นน่ะ
ก็พยายามแกล้งทำเป็นไม่สนใจกับเรื่องราวอื่นๆ ...เพราะมันจะมีเรื่องราวในความคิด
เรื่องราวในอดีต-อนาคต คนนั้นคนนี้ ...มันก็มี
ก็ทำเป็นแกล้งไม่สนใจมัน แล้วก็ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน ...มันจะมี
มันจะไม่หาย มันจะวนเวียนซ้ำซากอะไรอย่างนี้ ก็ไม่ต้องไปใส่ใจ เหมือนกับไม่แยแสมัน
อย่างนี้
ก็เอาจิตมาแนบอยู่กับความรู้สึกในตัว
ตรงไหนมันชัดก็จับไว้ ถือ...เรียกว่าถือไว้ ถือความรู้สึกนั้นไว้ อย่าปล่อย ...อย่าปล่อย...ถ้าปล่อยปุ๊บนี่ มันจะลอย
จิตมันจะลอย...ลอยไปกับอารมณ์ ลอยไปกับความคิด
ลอยไปกับภายนอก ลอยไปกับรูปเสียง...ที่มันมีอยู่ตลอด ...รูปเสียงนี่มันจะมีอยู่ทุกปัจจุบันนั่นแหละ
เพราะนั้นมันจะไหล ลอยออกไปกับรูปเสียงภายนอก ...ส่วนมากมันจะเป็นรูปเป็นเสียง กลิ่น-รสมันก็ไม่ค่อยมี
กลิ่นรสมันจะมีบางเวลาเท่านั้นแหละ
ส่วนมากที่มันจะหลงไปภายนอก ก็หลงไปกับรูปเสียงภายนอก
แล้วก็ไปคิดนึกต่อกับรูปกับเสียงนั้น เป็นเรื่องราว เป็นอารมณ์พอใจ-ไม่พอใจขึ้นมา
เพราะฉะนั้นนี่ ถ้ามันปล่อยออกจากกายเมื่อไหร่
จิตน่ะมันจะลอยไปกับอารมณ์ ...แล้วทีนี้ก็เผลอเพลิน ล่องลอยไปแบบไร้จุดหมายเลยแหละ
มันจะเป็นจิตที่มันไร้จุดหมายปลายทาง
ไปอย่างนั้น วนเวียนอยู่ในโลกน่ะ วนเวียน คละเคล้า คลุกเคล้าอยู่กับอารมณ์ในโลก...ทั้งโลกอดีต โลกอนาคต โลกปัจจุบัน
เพราะนั้น พอมีสติ ได้สติปึ๊บนี่
กลับมาตรงที่มันจดจำความรู้สึกทางกายไว้นั่นแหละ ...มันก็จะมีอยู่ของมันตลอดเวลาอยู่แล้ว อย่างว่าความรู้สึกในท่านั่งยังไง ตรงไหน
ซึ่งมันก็ไม่ใช่ว่ามันต้องไปทำอะไรขึ้นมาในความรู้สึกนั้น
หรือไปทำอะไรกับความรู้สึกนั้น
มันก็ไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขความรู้สึกของกายนั้น
มันปรากฏตึง แน่น แข็ง ยังไง ก็เอาจิตแนบลงไป ให้ได้นานๆ ให้มันต่อเนื่อง ...มันต่อเนื่องแล้วก็อะไรที่มันค้าง
อะไรที่มันคาอยู่ในจิต เป็นความคิด เป็นเรื่องความถูก-ผิดของบุคคลนี่
ก็พยายามฝืน ...อย่าไปเติม อย่าไปแต่ง
อย่าไปหาอะไรกับมัน ...ก็พยายามฝืนให้มันมาแนบอยู่กับความรู้สึกในกายไว้เสมอ...อย่างสม่ำเสมอ
ฝืนไว้...บ่อยๆ บ่อยๆ ...เผลออีก ลอยไปอีก ก็เอาอีก...คอยดึงกลับมา คอยกลับมาแนบ
สติพาจิตมาแนบชิดอยู่กับความรู้สึกในตัวของตัวเองนั่นแหละ
ถ้าใส่ใจทำอย่างนี้บ่อยๆ ตลอดวัน
ทุกวันไปนี่ จิตมันก็จะมีกำลัง...กำลังของสมาธิ ...มันไม่ใช่กำลังของกิเลส ...ถ้ามันเป็นกำลังของสมาธิ
มันก็จะเกิดความตั้งมั่น
แต่ถ้าปล่อยจิตให้มันลอยไปตามอารมณ์
ความคิดนึกปรุงแต่ง ...จิตมันจะมีกำลังของกิเลส คือกำลังแห่งอารมณ์
มันจะมีความแรงในอารมณ์ มันจะมีความจริงจังกับอารมณ์
แล้วก็มีความมั่นหมาย...เอาเป็นเอาตายกับเวลามีอารมณ์อะไรขึ้นมา นี่ มันก็หน้ามืดตาบอดไปเลย หน้ามืดตามัวไปกับอารมณ์นั้นเลย ...แรงมาก
นี่ จิตมันก็มีกำลัง...ที่เรียกว่ากำลังของกิเลส มันเป็นกำลังแห่งความเร่าร้อน
มันเผาไหม้...เผาไหม้ มันเผาไหม้ตัวเองนั่นแหละ เผาไหม้ตัวมันเองนั่นแหละ
ก็ตัวเรานั่นแหละ
แต่มันจะมีกำลังแรง แล้วก็เผา
คับแค้น คั่งแค้นอยู่ภายในนั่นน่ะ ความเผาไหม้ ...ทีนี้ก็ถ้าไม่ฝึกให้จิตมันมีกำลังด้านสมาธินี่
มันก็จะไม่สามารถสู้กำลังของกิเลสที่มันแผดเผาได้
เวลามันออกมาเป็นอารมณ์แล้วนี่ ...การละการวาง การถอดการถอนนี่ มันก็จะเป็นไปได้ยาก มันก็ใช้เวลาในการมอดไหม้เผาผลาญ
ร้อนรนอยู่ภายใน...จนนาน เสวยเป็นทุกขเวทนาแห่งเราอยู่อย่างนั้น
แต่ถ้ามันมีกำลังของสมาธิดีแล้ว
ก็สามารถน้อมนำขึ้นมาใช้ได้...ด้วยความชำนิชำนาญ มันก็สามารถจะกลับ...เหมือนมันกลับจากร้อนเป็นเย็นได้ โดยไม่ใช้เวลานานในการละวางอารมณ์ที่เกิด
หรือว่าที่มันคาข้องอยู่
แต่คราวนี้ว่า การที่มันจะละเลิก
ละวางอารมณ์ กิเลสที่มันเกิดขึ้นภายในนี่...โดยเร็ว โดยไว หรืออย่างฉับไวนี่ ...มันจะต้องมีความชำนาญที่จะกลับมาตั้งฐาน
กลับมาตั้งอยู่ในฐานของกายใจ
อย่างชัดเจนและว่องไว ...ไม่อย่างนั้นน่ะ มันก็จะเกิดอาการซาว ค้นหาวิธีแก้
หรือว่าจะแก้ยังไง ยังใช้ความคิดอย่างนั้นอย่างนี้ ...มันก็ยังแก้ไม่ถูก
ถ้ามันชำนาญในการแก้จริงๆ นี่
มันต้องชำนาญในศีล-สมาธิ...คือกลับมาน้อมลง หยั่งลงที่เบื้องต้นที่ฐานศีลก่อน...ในฐานกายที่ว่ามันเคยเอาจิตมาแนบมาแน่นคลอเคลียอยู่กับความรู้สึกในกายของตัวเองนั่นแหละ
พอมันคุ้นเคย
ชำนาญในการที่เอาจิตมาแนบกับกายอยู่บ่อยๆ นี่ สมาธิก็เกิดได้ไว
จิตมันก็เกิดกำลังของสมาธิตั้งมั่นรวมอยู่ ...เวลามันเกิดอารมณ์ปุ๊บ
ด้วยความคุ้นเคยในศีลสมาธิ มันก็ดึงลงที่กายปั๊บนี่
จิตก็เกิดความตั้งมั่นโดยทันทีได้ ...การคลายออก การจางลงของอารมณ์ก็เกิดได้ไวขึ้น ...มันก็ไว ไม่เผาไหม้ให้เกิดความร้อนรน
กรุ่น หรือว่าหมองมัว ขุ่น ในอารมณ์แห่งเราจนนาน
การละวางมันก็เป็นไปโดยเร็ว
นี่คือการที่ว่าให้กลับมารู้ตัวบ่อยๆ
เพื่อเอามาใช้เวลามันเผชิญหน้ากับอารมณ์ ...เพราะว่าอารมณ์นี่มันจะเกิดได้ทุกครั้งน่ะ
ตลอดเวลาที่มันเผลอหรือลืมตัว มันจะมีอารมณ์อยู่ตลอด ในเวลาเจอผู้คนนี่
แล้วเราก็มักจะปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้มันไปตามอารมณ์ ...หมายความว่าไม่พยายามคัดง้าง คัดค้าน หรือว่าไม่พยายามหยุดจิต หยุดอยู่ที่กาย
หยุดอยู่ที่ใจ หยุดอยู่ที่ศีล อยู่ที่สมาธิไว้น่ะ
มันเคยชินไปตามอารมณ์ มันไม่เคยชินกับการละอารมณ์
...มันใช้อารมณ์ มันอยู่กับอารมณ์จนเกิดความเคยชิน จนมันรู้สึกว่าไม่เสียหายแต่ประการใดในการที่จะปล่อยไปตามอารมณ์ หรือว่าทำไปตามอารมณ์
อย่างนี้ มันก็ต้องมาแก้ ...เพราะว่าถ้าปล่อยไปตามอารมณ์ทำไปตามอารมณ์นี่ มันก็จะมีแต่ทุกข์กับทุกข์ มีแต่ความเร่าร้อน
มีแต่ความขุ่นมัว มีแต่ความวิตกกังวล มีแต่ความไม่จบสิ้น เนี่ย
ก็ต้องให้เห็นว่ามันเป็นโทษ ...พยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นโทษ มันเป็นทุกข์ มันเป็นไฟ มันเป็นของร้อน...อารมณ์
กิเลสนี่ อารมณ์ที่เกิดมาจากความถือตัว ความถือเราถือเขา ความถือหน้าถือตา
มันมีอารมณ์
เพราะว่าความถือตัวนี่แหละ การถือหน้าถือตา ถือตัวถือตน
ถือว่าเราถือว่าเขาอย่างนี้ ...มันมีความถือตัวอย่างนี้ มันจึงก่อให้เกิดอารมณ์
ทั้งพอใจ ทั้งไม่พอใจ อยู่ตลอดเวลา นี่คือความเร่าร้อน
เพราะนั้นถ้ามันมองเห็น
หรือสอนให้มันเห็น...ว่ามันเป็นของร้อน ...เมื่อเป็นของร้อนแล้วก็อย่าไปกลืนกิน อย่าไปเสวยกับมัน แล้วก็อย่าไปพอกพูนให้มัน อย่าไปให้กำลังมัน
แล้วก็อย่าไปทำตามมัน
นี่คือวิธีละกิเลส ละอารมณ์...มันจะต้องฝืนอย่างนั้น ...โดยที่เวลามันฝืนแล้วไม่ใช่ฝืนเฉยๆ ฝืนแล้วต้องกลับมาตั้ง ตั้งมั่นอยู่ในฐาน...ฐานศีลฐานกาย
เพราะนั้นว่าในการฝึกจิต
ในการละอารมณ์นี่ หรือว่าเท่าทันอารมณ์อยู่ในชีวิตประจำวันเป็นกิจวัตรนี่ ...มันคือการบ่ม...บ่มพละ บ่มอินทรีย์ บ่มศีลสมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญาขึ้นมา
ลักษณะนี้มันเป็นเพียงแค่การบ่ม ...มันยังไม่สามารถจะได้ปัญญาเป็นชิ้นเป็นอัน
เป็นกอบเป็นกำอะไรได้หรอก ...มันเพียงแค่บ่มศีล-สมาธิ บ่มสติไว้สม่ำเสมอ
ให้มันได้เกิดกำลัง ให้มันเกิดความชำนาญ ในการรักษาเจริญสติสมาธิศีลไว้ ...พอมันมีกำลังของสติศีลสมาธิได้ดีพอสมควรแล้วนี่ ...นั่นแหละ ปัญญามันจะค่อยๆ เกิด
เมื่อมันละหรือว่ามันอยู่ในที่สงบ อยู่ในที่คนเดียว ...คือเมื่อมันอยู่ในที่ที่มันไม่มีกิเลสภายนอกวนเวียนมาเร้าให้เกิดอารมณ์หรืออะไรอย่างนี้ จิตมันก็จะอยู่ตัวของมันเองโดยง่ายดาย แล้วก็อย่างต่อเนื่องยาวนาน
แปลว่าศีลสมาธินี่มัน
มันบ่มได้ที่แล้ว...ด้วยสตินี่ กายมันก็อยู่กับใจโดยง่าย อย่างง่าย อย่างไม่ได้ด้วยการบีบคั้น
ด้วยการบังคับ ไม่ได้ด้วยการควบคุมอย่างเข้มงวดเท่าไหร่ ...มันก็อยู่
พอมันอยู่แล้ว
ปัญญามันจะเกิดในขณะช่วงเวลาอย่างนั้น คือมันเกิดการรู้เห็น...รู้เห็นความเป็นไปของกายในปัจจุบัน...ในตลอดอิริยาบถปัจจุบัน
และในระหว่างเปลี่ยนอิริยาบถ
มันก็ยังมีการติดตาม สืบค้น วิเคราะห์...ด้วยความถี่ถ้วน ด้วยความแยบคาย
ถึงความเป็นไปเป็นมาของมัน การปรากฏอยู่ของมัน การดำรงคงอยู่ของมัน
ว่ามันมีความเป็นไปอย่างไร
มีความเป็นจริงตามที่มันแสดงอย่างไร ...มันเป็นกระบวนการของธาตุ
กระบวนการของการรวมตัวกัน การก่อเกิดของธาตุ หรือว่าการคงอยู่ของธาตุวัตถุ
ไม่ใช่การดำรงคงอยู่ในลักษณะที่เป็นบุคคล
เป็นสัตว์ เป็นเรา ...มันก็จะมีการแยบคาย ถี่ถ้วน ในกองกาย กองอิริยาบถ
ความรู้สึกต่างๆ ที่มันอยู่ในอิริยาบถนั้นๆ
มันก็จะค่อยเกิดความเข้าใจถ่องแท้
ตามสภาพที่แท้จริงของกาย...ที่ว่าเป็นเพียงแค่ก้อนธาตุก้อนวัตถุ
มากกว่าที่จะเป็นก้อนเรา ก้อนสัตว์ ก้อนสิ่งมีชีวิต ...นี่ มันจะเห็น
(ต่อแทร็ก 17/24 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น