วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/23 (2)


พระอาจารย์
17/23 (571231E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 ธันวาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 17/23  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เพราะนั้น มีแต่ศีลสมาธิปัญญาเท่านั้นน่ะที่จะช่วยได้หมดเลย ไม่มีวิธีการอื่นเลยนะ ...นอกนั้นน่ะเขาเรียกว่าเมคและมั่ว โดยอ้างตรรกะ วิชาการ หลักสูตรต่างๆ นานา ...ไม่จริงอ่ะ 

พระพุทธเจ้าบอกมีศีลสมาธิปัญญาเท่านั้นเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ ...ไม่มีที่พึ่งไหนอื่นดีกว่า ประเสริฐกว่าศีลสมาธิปัญญาแล้ว ...แล้วศีลสมาธิปัญญานี่พึ่งได้จริง

แต่ตอนนี้มันยังไม่เชื่อว่าพึ่งได้จริง เพราะกิเลสมันยังขวางอยู่ ...มันเป็นไอ้เข้ขวางคลอง แล้วมันสร้างเงื่อนไขอยู่ตลอด คือความปรุงแต่งในจิตนี่

ไม่แง่นั้นก็แง่นี้ ..."น่าจะอย่างนั้นไหม มันน่าจะได้อย่างนี้  ถ้าไม่ได้อย่างนี้ ก็น่าจะได้อย่างนั้น" ...มันจะต่อรองตลอดเวลา  แล้วเราก็ถือหางมันอยู่ตลอด คือตามมันตลอด


โยม –  เราไปยอมมันทุกครั้ง

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ เราไม่ฝืน เราไม่ทวนกลับมาที่ตั้ง เพราะเราไม่รู้ว่าที่ตั้งอยู่ที่ไหน ...ถ้ามันรู้แล้วว่าที่ตั้งอยู่ตรงนี้...ทีนี้ก็ต้องประลองกำลังกันระหว่างศีลสมาธิปัญญากับกิเลส ...แพ้-ชนะเป็นเรื่องธรรมดา


โยม –  ศีลนี่คือศีล ๕ หรือครับ

พระอาจารย์ –  ไม่ใช่ เมื่อกี้เราก็บอก...ศีลนี่คือกาย ... ความหมายของศีลนี่ท่านแปลว่า ปกติกายวาจา นี่คือความหมายที่แท้จริงของศีลนะ

เพราะนั้นไอ้ปกติกายวาจาก็คือ ปัจจุบันของกายที่กำลังแสดงอยู่ ณ เวลานี้ ...ไม่ใช่ไปทำให้มันปกตินะ ...คือความปกติกายนี้มีอยู่แล้ว มีมาตั้งแต่เกิด แล้วจะมีไปจนวันตาย

เช่นนั่งตรงนี้ โยมต้องรู้สึกแข็ง ใช่ไหม ...เปลี่ยนได้มั้ย  สั่งมันได้มั้ย สั่งให้มันหายแข็งได้มั้ย ทำให้มันแข็งน้อยลงได้มั้ย โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนอิริยาบถนะ สั่งมันตรงๆ นี่เลย


โยม –  ไม่ได้ มันเป็นธรรมชาติของมัน

พระอาจารย์ –  นี่แหละคือความหมายแท้จริงของคำว่า “ศีล” คือปกติ...ปกติกายปัจจุบันกาย ...เพราะนั้นคำว่ารักษาศีล คือรักษายังไง ...ไม่ลืมมัน ไม่ลืมความปกติที่มันแสดงอยู่ นี่เรียกว่ารักษาศีล


โยม –  ก็เข้าใจว่า จริงๆ มันก็คือสิ่งที่มันเป็นปกติธรรมชาติ ในทุกสิ่งที่เรามอง

พระอาจารย์ –  เอาตัวเดียวก่อน อย่าไปมองอันอื่น อย่าไปมองนอก ...ต้องเอามองลงที่กายที่เดียว  เพราะว่าปัญญาเรายังต่ำ เราไม่สามารถกระจายธรรมได้ ...มันจะต้องหดจิตมาให้รวมเป็นธรรมเดียว ธรรมเอก คือกายเดียว

ถ้าไม่เริ่มจากจุดเล็กๆ มันจะไม่สามารถขยายวงได้ ...คือกำลังศีลสมาธิปัญญาเทียบเท่าระดับเนอร์สเซอรี่ อนุบาล...แต่กูจะสร้างความรู้เท่าอนันตาจักรวาล ...มันคนละชั้นภูมิกัน

เพราะนั้นมันจึงต้องมาเรียนรู้ธรรมแคบๆ ด้วยการหดให้ธรรมมันเหลือแคบๆ ...คือกายที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน นี่ ท่านถึงรวมธรรมที่ศีลสมาธิปัญญา 

ต้องมารวมธรรมอยู่ในศีลก่อน แล้วเมื่อแจ้งในศีลจึงจะขยายศีลเป็นธรรม เรียกว่ามหาศีล ...แต่ตอนนี้มันยังไม่ถึงขั้นมหาศีลน่ะ แค่จุลศีล...มีรึเปล่ายังไม่รู้เลย

เพราะนั้นการรู้กับกายนี่...เริ่มต้นนะ จะได้เป็นแค่ขณิกะๆ   จนกว่าจะชำนาญ จึงจะเป็นอุปจาระ คือได้เป็นพีเรียด ไม่ขาด ไม่หาย ไม่ลืม ...แล้วมันก็เข้มข้นคือไม่จางคลาย

ก็คือหมายความว่า...อย่างพวกเรา เริ่มต้นจะรู้สึกว่ากายนี่มันอยู่ในภาวะที่จับไม่ค่อยได้ไล่ไม่ค่อยทัน มันเหมือนมันไม่ชัดเจนตลอดเวลาน่ะ เข้าใจมั้ย

มันเหมือนเป็นภาพเบลอ เป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างจะเบลอๆ จับแล้วก็ไม่ค่อยอยู่ จับแล้วไม่ค่อยชัด นี่เบื้องต้นที่จับกาย ...เขาเรียกว่าศีลยังไม่บังเกิด ไม่เกิดความชัดเจนในมันอย่างมาก

เพราะนั้นมันจึงง่ายดายต่อการหลงลืมและเผลอเพลินหายไป...กายนี่ ...ทั้งๆ ที่มันมีอยู่ตลอดเวลา นี่ไม่ใช่ว่ามันจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนตลอดเวลาได้เลย


โยม –  ศีลมันเกี่ยวกับเรื่องของจิตยังไง ตอนที่เรากำลังคิด มันไปเกี่ยวกับศีลยังไงครับ

พระอาจารย์ –  เกี่ยวสิ ...ระหว่างที่กายนี้มีอยู่ แล้วจิตนี้ยังทำงานอยู่ แปลว่าจิตนี่ได้บังอาจละเมิดล่วงเกินศีล ...หมายความว่าจิตมันทำงานนอกเหนือศีล

เพราะว่ามันออกนอก ออกไปคิดปรุงแต่งข้างนอก ...เนี่ย จิตที่มันออกนอก หมายความว่ามันล่วงเกินกายใช่ไหม มันก้าวข้ามกายออกไปใช่ไหม


โยม –  อ๋อ ส่งจิตออกนอก

พระอาจารย์ –  นั่นแหละคือการล่วงเกินศีล เข้าใจรึยังว่าล่วงเกินกายยังไง ...แล้วมันก็ไปจดจ่อกับไอ้นั่น อีนี่ อีอ้วนนี่ (โยมหัวเราะกัน) มันก็ไปคิด ทำไมมันอ้วนวะ มันกินอะไร ทำไมมันถึงอ้วน

นี่เขาเรียกว่ามันไปจดอยู่ที่กายข้างนอก นี่มันล่วงเกินกายตัวเอง ...แล้วจิตที่มันไปจดอยู่ คิดอยู่กับกายคนอื่นนี่  จิตตรงนี้ ที่เรียกว่าจิตได้ทำการละเมิดศีล ...แล้วไปเบียดเบียนผู้อื่น


โยม –  มันก็เกิดส่งจิตออกนอกไปปรุงแต่ง

พระอาจารย์ – เออ มันปรุงแต่งขึ้นมา มันจะยกรูปยกนามขึ้นมา ...ไอ้จิตที่มันยกรูปยกนามขึ้นมา นั่นน่ะเขาเรียกว่ามันปรุงแต่งขันธ์


โยม –  อย่างนั้นจิตที่มันไม่ส่งออกนอก จิตภายในก็คือจิตที่...

พระอาจารย์ –  เพียงแค่รู้และเห็น


โยม –  รู้และเห็น

พระอาจารย์ –  นั่นน่ะเขาเรียกว่าจิตเป็นกลาง จิตตั้งมั่นอยู่ที่ใจ ...มันจะอยู่ในลักษณะที่เป็นกลาง เพราะมันตั้งมั่นอยู่กับศีลซึ่งเป็นกลาง เข้าใจรึยัง

แต่ถ้าไปตั้งมั่นกับอีเนี่ย ...ไม่กลาง (หัวเราะกันอีก) ...คือถ้ามันได้ปรุงรูปปรุงนามขึ้นมา ในรูปและนามนั้นจะไม่มีความเป็นกลางเลย


โยม –  แล้วถ้าจิตนิ่งเฉยๆ เขาเรียกว่าอะไรครับ

พระอาจารย์ –  จิตยังไง


โยม –  ถ้านิ่งๆ เฉยๆ ไม่คิดอะไร

พระอาจารย์ –  ก็เรียกว่าจิตตั้งมั่น


โยม –  จิตตั้งมั่น รู้อยู่กับตัว รู้อยู่กับกาย

พระอาจารย์ –  ต้องเข้าใจนะว่าจิตตั้งมั่น ไม่ใช่จิตตกภวังค์ฌานนะ ...ถ้านิ่งๆ เฉยๆ ว่างๆ ลอยๆ นี่ ...ไอ้นี่เรียกว่าตกภวังค์ฌาน หรือโมหะ

ลักษณะของโมหะ โมหะฌาน หรือโมหะสมาธิ ...ซึ่งพวกเราชอบกันนักกันหนา นั่นน่ะ นั่งแล้วต้องถึงจุดนั้น  ถ้าไม่ถึงจุดนั้น แปลว่าวันนี้นั่งไม่ได้ผล ...แล้วมันติด

ถึงบอกว่า ถ้ามันเกิดเข้าไปอย่างนั้น แล้วเกิดเข้าไปอยู่ในอาการนั้น อารมณ์นั้นน่ะ ...เราบอกว่า ไปนอนซะดีกว่า ให้เป็นกิจจะลักษณะ


โยม –  ดีกว่าไปฝืน

พระอาจารย์ –  ใช่ ...เพราะนอนนี่ มันยังเป็นท่าทางที่ชัดเจน แล้วก็หลับ ...แต่ไอ้นี่ มันจะเกิดความเข้าใจผิดว่า นี่ เป็นสมาธิอย่างหนึ่ง จริงๆ มันไม่ต่างกับการหลับเลย

เพราะนั่นน่ะ จิตมันหลับหายเลย กายก็หาย โลกก็หาย ไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเลย  มันไม่ต่างกับคนหลับเลยนะ แต่คราวนี้มันยังมาติดในท่าทางนี้ แล้วเข้าใจว่าเป็นผลที่ได้จากการนั่งสมาธิ ...นี่ติดนะ


โยม –  ถ้าอย่างนั้นช่วงที่เราง่วงๆ ร่างกายเพลียๆ

พระอาจารย์ –  นอนเลย


โยม –  ไม่ต้องไปห่วงมันจะหลับ

พระอาจารย์ –  เอาดิ ง่วงมากๆ นี่ลองไปนอนนะ ไม่หลับด้วย ...เอาเหอะ พอตั้งใจให้มันนอนนะ ไม่หลับ บอกแล้วพวกนี้มันเป็นกิเลส เป็นถีนมิทธะ แค่นั้นเอง

พอเวลาให้มันนอนจริงๆ มันไม่หลับ เสือกไม่หลับ ...แต่พอมานั่งสมาธินี่ ห๊าวววว น้ำตานี่ไหล หาวแล้วหาวอีกอยู่นั่น ...แต่พอลุกไปนอนนะ หายเลย

นี่เล่นกับกิเลส ต้องแบบ..มันฉลาด...แต่กูฉลาดกว่า ...ต้องเอากันอย่างนี้ เรียกว่าสู้ไม่ถอย อย่ายอมแพ้ ...แล้วพอนอนแล้วไม่หลับ ทีนี้เอาแล้ว นั่งทีนี้ล่ะนานกว่าความหลับมาเยือน


โยม –  ผมนั่งสมาธิตอนกลางคืนนี่ ห้าทุ่มเที่ยงคืนก็นั่งไป แต่นอนไม่หลับเลยทั้งคืน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร

พระอาจารย์ –  ดี มันตื่น ตื่นโดยที่ไม่รู้ตัวนี่


โยม –  พอจะนอน มันก็ไม่หลับ

พระอาจารย์ –  เพราะนั้นการนั่งสมาธิคือไม่ได้ไปมุ่งหาความสงบ ...ต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่ อย่าไปมุ่งหาความสงบ ...ให้มุ่งไปสู่ความรู้ตัว

นั่งให้รู้สึกตลอดเวลาว่ากำลังนั่ง แล้วรู้สึกถึงการนั่งจริงๆ โดยไม่ลืมความรู้สึกของการนั่งระหว่างนั้นเลย ...สงบ-ไม่สงบ...ช่างหัวมัน  คิด-ไม่คิด...ช่างหัวมัน

เอาอย่างเดียวว่า จะรู้สึกถึงการนั่งนี้อย่างชัดเจนที่สุด นั่นแหละถึงเรียกว่า การนั่งสมาธิ ...เพราะนั้นการนั่งสมาธิ ไม่ได้หมายความถึงนั่งเอาความสงบหรือนั่งเอาความรู้อื่นใด ...แต่นั่งเอารู้เดียวคือ “รู้ตัว”


โยม –  รู้ตัวว่าขณะนี้เรากำลังนั่ง

พระอาจารย์ –  กำลังนั่ง นี่ ตรงนี้...นั่ง แล้วความรู้สึกในการนั่งเป็นยังไง หยั่งลงไป สังเกต ...จนมันจดจำ คุ้นเคย กับความรู้สึกนี้

เมื่อมันจดจำและคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้นะ ...ต่อให้โยมจะไปนั่งที่ไหน มันจะจำได้ในความรู้สึก และมันจะกลับมาที่ความรู้สึกนี้โดยง่ายดาย ไม่ต้องหาเลย เข้าใจมั้ย

ทีนี้ มันไม่ใช่แค่นั่ง...อิริยาบถมี ๔   เดินอีก ...เพราะนั้นเวลาเราเดินจงกรม เดินแล้วจับผัสสะที่ตีนกระทบพื้น เอาที่เดียวนั่นแหละ ที่ฝ่าตีนกระทบเบียดบดพื้น ให้ตรงความรู้สึกนั้น...ให้ทัน


โยม –  แล้วตอนมันย่าง

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องไปรู้มาก เอาแค่ฝ่าตีนกระทบ ...แล้วมันขยายเอง ...ถ้ามันไม่ขยายก็อย่าไปขยาย เอาเงียบๆ สั้นๆ ...แล้วมันจะคุ้นเคย

ทีนี้พอออกจากทางเดินจงกรม ไปเดินตลาด ไปเดินตรงไหน มันก็กลับมาสืบเท้าตรงนี้...มันจะจำได้  ทีนี้พอมันจำอิริยาบถ...เดิน ยืน นั่ง...ได้อย่างชัดเจน จำความรู้สึกได้

ทีนี้จะนั่ง จะยืน จะเดิน...โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ  มันก็แบบ...ไม่มีอะไรทำ แทนที่จะคิด มันกลับมารู้ แล้วมันจะรักษาความรู้นี้ ได้ง่าย ได้นาน

เพราะนั้นเวลานั่งรถ ขับรถอะไร มันก็จะจับความรู้สึกที่บั้นเอว กับที่หลังกระทบ อย่างชัด และนาน และต่อเนื่อง ...นี่แหละคือฝึกจนมันเกิดความคุ้นเคย สติก็จะเกิดความคุ้นเคยกับตัว

ที่มันไม่คุ้นเคยเพราะมันหาตัวกายไม่เจอ แล้วมันยังไม่รู้จัก แล้วยังไม่ชัดเจน ...เพราะนั้นถ้ามันไม่ชัดเจน แล้วมานั่งตรงนู้นตรงนี้ แล้วก็มัวแต่ควานหา ...“เอ๊ มันจะจับตรงไหนดีวะ ไอ้นี่ใช่รึเปล่า” 

นี่ พอควานไปควานมา มันก็ขี้เกียจแล้ว เข้าใจมั้ย ...แต่ถ้ามันทำบ่อยๆ นั่งสมาธิเดินจงกรม มันจะคุ้นเคยในความรู้สึกนี้  ไม่ต้องหานาน พอลงปุ๊บเกิดเลย เจอเลย เจอกายเลย


โยม –  เดินจงกรมนี่ เดินสั้นหรือเดินยาวดีครับ

พระอาจารย์ –  หมายความว่ายังไง เดินสั้น-เดินยาว


โยม – หมายความว่าเดินสัก 10 ก้าวดี หรือ 20 ก้าวดี

พระอาจารย์ –  สักยี่สิบ ...ถ้าสิบก้าว...ปวดหัว มันจะหมุน หัวหมุน ...เอาไม่ต่ำกว่ายี่สิบก้าว แล้วก็เดินในท่าทางที่เป็นปกติ อย่าเดินเหมือนผีดิบ ตัวแข็งๆ ไม่เอา 

เดินธรรมดา แต่เอามือกุมไว้ แล้วก็ให้รู้ทุกย่างก้าว ...ไม่ต้องท่องอะไร เงียบที่สุด ให้เงียบที่สุด  พุทโธก็ไม่เอา ...ดูความรู้สึก จับความรู้สึกให้ทัน แต่ละฝ่าเท้าที่กระทบให้พอดีเป๊ะๆๆๆ 

ขวาเป็นขวา ซ้ายเป็นซ้าย ...แต่ไม่ต้องบอกนะว่าขวา-ซ้าย ...เอาให้มันพอดีกัน ให้มันลงล็อคกันระหว่างกายกับใจๆ พรักพร้อมกัน พอดีกัน ไม่คลาดเคลื่อน


โยม –  ถ้าไม่มีคำบริกรรม บางทีจิตมันส่งออกนอก

พระอาจารย์ –  ส่งก็ส่ง ก็ให้รู้...แล้วกลับมาใหม่ ...หรือว่ามันส่งแล้วก็รู้ตัวไปพร้อมกัน ไม่เป็นไร ...เอาความรู้ตัวเป็นใหญ่ คือใหญ่กว่าธรรมทั้งปวง

เอ้า เอาแล้ว ไปได้


.....................................





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น