พระอาจารย์
17/24 (580101A)
1 มกราคม 2558
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 17/24 ช่วง 1
มันก็จะเห็นโน้มเอียงไปทางว่ามันเป็นวัตถุ
เป็นธาตุมากกว่า ...แล้วก็เป็นอยู่ด้วยสภาพที่เป็นสงบ
ปรากฏอยู่ด้วยความสงบแล้วก็เป็นกลาง ไม่ได้เป็นทุกข์เป็นร้อนให้ใครแก่ใคร
มันก็เห็นกายอย่างนี้
เข้าใจกายอย่างนี้ ตรงต่อสภาพของกายอย่างนี้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ...นี่แหละคือการที่จิตมันได้รับการบ่มสติ
สมาธิ ศีล ปัจจุบัน...ให้มันพร้อมเพรียงกันในปัจจุบันเสมอ
กายใจก็พร้อมเพรียงกันอยู่ในปัจจุบัน ปัญญามันก็จะค่อยๆ ก่อขึ้น สะสมปัญญาไป ...ทีนี้ตัวปัญญานี่
ตัวที่พรั่งพร้อมอยู่ด้วยศีลสติสมาธิปัญญานี่ มันก็จะเข้าไปทำการฟอก...ฟอกขันธ์ ฟอกกาย ฟอกธาตุ
เรียกว่าเหมือนกับฟอก เหมือนเราใช้สบู่อาบน้ำฟอกตัวนี่ ...ศีลสมาธิปัญญานี่มันก็จะเข้าฟอกขันธ์ ฟอกธาตุ
ฟอกความเป็นไปของธรรมชาติที่มันกำลังปรากฏตามความเป็นจริง
ก็ฟอก...มันก็เกิดความสะอาด มีความสะอาด
สะอาดคือเหมือนกับเราอาบน้ำแล้วขี้โคลนขี้ไคลอะไรมันออกไป มันก็มีความสะอาด
ไม่มีมลทิน ไม่มีอะไรมาครอบงำ ปิดบัง หรือว่าแอบแฝงอยู่
ศีลสมาธิปัญญามันก็เข้าไปฟอกธาตุฟอกขันธ์
จนมันเห็นสภาพตามความเป็นจริง อย่างไม่อึมครึม ไม่คลุมเครือ ...นั่นน่ะที่เรียกว่าชัดเจนชัดแจ้ง
มันก็เห็นอยู่แทบตลอดเวลา ทุกครั้งทุกคราวที่มันน้อมหยั่งลงไปที่กายใจครั้งใดเวลาใด ...มันก็ได้เห็นแต่ความบริสุทธิ์ของกาย หรือความที่ว่าไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราทุกครั้งไป
เพราะว่ามันมีศีลสมาธิปัญญาคอยซักฟอกอยู่
ฟอกขันธ์ ฟอกธาตุ ...ทีนี้มันก็จะเห็นรายละเอียดไปเรื่อยๆ ตามกำลังของศีลสมาธิปัญญา ...จนถึงที่มาที่ไปของฝุ่นของมลทิน
ของอะไรก็ตามที่มันคอยมาครอบงำ คอยมาเจือปนอยู่กับกายใจ ...มันก็จะเห็นความว่าไอ้ตัวนั้นน่ะ สภาพนั้นน่ะ ก็คือขันธ์ คือความปรุงแต่งในขันธ์
หรือว่าขันธ์ ๕
ตัวนี้ที่มันคอยมาครอบ มาบัง
มาเป็นเงาคอยทาบทา มาคอยทำให้เกิดความเศร้าหมองในกาย ไม่เกิดความสว่าง
ไม่เกิดความชัดเจนตามความเป็นจริง
มันก็คือ รูปบ้าง นามบ้าง สมมุติบ้าง
บัญญัติบ้าง ความเห็นบ้าง พวกนี้ มันเป็นมลทิน
เป็นความเศร้าหมองที่มันมาทำให้กายนี้มันเกิดความขุ่นมัวขึ้นมา
ขุ่นมัวคือถูกครอบงำ
ทำให้เกิดความรู้ความเห็นที่มันผิดสภาพไปจากความเป็นจริง ...มันไม่ใช่เราก็ว่าเป็นเรา
มันไม่ใช่ชายหญิง ก็ว่าเป็นชายเป็นหญิง มันเลยทำให้ผิดสภาพไปจากความเป็นจริง
ตัวศีลสมาธิปัญญามันก็จะเห็นว่า..อ๋อ
ไอ้ตัวขันธ์นี่แหละ ตัวความปรุงแต่งของจิต..ที่มันอุปาทานขันธ์ขึ้นมา หรืออุปโลกน์
หรือว่าสมมุติขึ้นมาในขันธ์ ...มันคอยมาบดบังทาบทากับกายกับใจอยู่เสมอ
มันก็จะมีการขัดเกลา ระมัดระวัง สละ ละ วาง ความปรุงแต่งในขันธ์นี้อยู่เสมอ ...เพื่อดำรงความบริสุทธิ์กายบริสุทธิ์ใจไว้ให้อยู่ได้นาน และต่อเนื่องยิ่งขึ้นไป
เพราะเวลาใดวันใดที่มันเข้าไปเห็น
หรือว่าเข้าไปอยู่ หรือว่าเข้าไปต่อเนื่อง ทรงอยู่กับกายอันบริสุทธิ์
ใจอันบริสุทธิ์ ...นั่นแหละ ในขณะนั้นน่ะการปรากฏขึ้นแห่งขันธ์ไม่มี
ในขณะที่การปรากฏขึ้นแห่งขันธ์ไม่มี
มันก็จะเห็นว่าขณะนั้นน่ะ การปรากฏขึ้นแห่งขันธ์ไม่มี...พร้อมกับการปรากฏขึ้นแห่งเราก็ไม่มี การปรากฏขึ้นแห่งสุขและทุกข์ก็ไม่มี การปรากฏขึ้นแห่งเราและเขาก็ไม่มี
ระหว่างที่มันไม่มีการปรุงแต่งขันธ์ขึ้นมา มันคงไว้แต่กายใจ...ที่มันถูกศีลสมาธิปัญญาซักฟอกหรือว่าปิดช่องทางไม่ให้เกิดความปรุงแต่งขึ้นมา
เวลามันไม่มีความปรุงแต่งในขันธ์ขึ้นมานี่ ...ความเป็นเราเป็นเขาก็ไม่มี ความเป็นสุขเป็นทุกข์ของเราระหว่างการปรุงแต่งก็ไม่มี
อารมณ์ก็ไม่มี อดีตก็ไม่มี อนาคตก็ไม่มี ความคาดหมายคาดหวังใดๆ ก็ไม่มี
ความอยาก-ความไม่อยากก็ไม่มี ความพอใจ-ความไม่พอใจก็ไม่มี ความรัก ความโกรธ ความโลภ
ความหลงก็ไม่มี ...คือมันไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นเลย มีแต่กายกับใจที่อยู่คู่กันด้วยความเป็นกลางอยู่อย่างนั้น
ผลที่มันอยู่อย่างนั้น
เห็นอยู่อย่างนั้น แล้วก็ตั้งได้อยู่อย่างนั้น ในเวลาเนิ่นนานนี่ ...มันจะมีความรู้สึกเย็น มีความดับเย็น มันมีความร่มเย็น มีความไม่หวั่นไหว
มีความไม่กระเพื่อม ไม่เคลื่อน
มันมีความสงบระงับ มีความวาง มีความปล่อย
อยู่ในตัวของมันอยู่ตลอด มันมีความรู้สึกไม่มี ไม่เป็น ไม่เอา ไม่หา ...มันมีศีลเพียงพอที่จะทรงสภาพนั้นด้วยความไม่ต้องการอะไรเลย
ไม่มีไม่เป็นอะไรเลย
ตรงนั้นน่ะ ถ้ามันได้อยู่ตรงนั้นนานๆ
แล้ว มันจะรู้ว่า...ตรงนี้ ลักษณะอย่างนี้
คือลักษณะที่เรียกว่าเป็นความสุขที่แท้จริงที่พระพุทธเจ้าท่านบอก...นี่คือความสุขที่แท้จริง
คือมันเป็นสุขที่เกิดจากการที่...จิตนี่มันปล่อยวางแล้วมันไม่เอาอะไรเลย
โดยที่เป็นจิตที่มันปล่อยวางโดยตัวของมันเอง ไม่ใช่ไปบังคับให้มันปล่อยวาง …มันเป็นจิตที่มันวางด้วยตัวของมันเอง
มันเป็นจิตที่มันวางด้วยศีลสมาธิปัญญา...มันทำให้จิตดวงนี้มันวางทุกสิ่งทุกอย่าง
วางทั้งขันธ์ วางทั้งความเป็นไปในขันธ์ วางทั้งอดีตอนาคตของขันธ์
วางทั้งความเป็นเรา วางทั้งความเป็นเขา
นี่ มันเห็น มันเห็นว่า...ตรงนั้นน่ะ
เป็นที่ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเป็นความสุขที่แท้จริงในทางพุทธศาสนา...คือสุขแบบนี้
แล้วเป็นสุขที่ไม่มีอะไรเจือปน
เป็นสุขที่ประเสริฐ เป็นสุขที่เลิศ ...คือมันไม่มีความทุกข์ มันไม่มีความวิตก
มันไม่มีความเป็นเราเป็นของใครเจือปน ...เป็นสุขที่มันบริสุทธิ์
แต่คราวนี้ว่าระหว่างที่มันเดินอยู่ในมรรคนี่
เดินไปอยู่ในมรรค...แล้วยังไม่ตลอด หรือว่ายังไม่ถึงที่สุดของมรรคนี่ ...ไอ้ความสุขเช่นนี้ มันก็ยังมีการเรียกว่า มันไม่คงที่ ...ยังไม่คงที่
ยังไม่คงที่ ...คือหมายความว่า ศีลสมาธิปัญญามันยังไม่เพียงพอที่จะทำให้สุขอันประเสริฐอันนี้มันอยู่ตัว
หรือว่าคงความเป็นอนันตกาลได้ ...คือมันยังมีความเสื่อมลงไป
เพราะว่าอำนาจของกิเลสมันยังสร้างขันธ์ขึ้นมา มีความปรุงแต่งในขันธ์ขึ้นมา ...แล้วก็เกิดความเศร้าหมองขุ่นมัว ทำให้มีความรู้สึกที่เป็นตัวของเราขึ้นมาได้อีก...ในหลากหลายแง่มุม
แต่ว่ามันอาจจะละเอียดขึ้นหรือว่าแนบเนียนขึ้นก็ตาม ...แต่ก็นั่นน่ะ ที่ท่านถึงกล่าวว่า มันยังไม่เป็นเบ็ดเสร็จ ยังไม่เป็นสมุจเฉท ...มันยังไม่เป็นอนาลโย
แปลว่ามันยังหวนคืน กิเลสมันยังหวนคืนมามีมาเป็น
ความอยากมีอยากเป็นในขันธ์ ความเป็นเราเป็นเขาในการรับรู้กับเรื่องราวในโลก
ของสัตว์บุคคลในโลก
แปลว่ามันยังไม่เกิดภาวะที่เรียกว่า
ดับโดยสิ้นเชิง ...คือยังไม่ใช่ภาวะที่ดับความเป็นจริงในขันธ์
ดับความให้ค่าให้ความสำคัญในขันธ์โดยสิ้นเชิง โดยตลอดสาย
มันก็เกิดการเร่งรัดยิ่งขึ้นในศีลสมาธิปัญญาภายใน
...เพื่ออะไร เพื่อจะให้มันเกิดภาวะที่เรียกว่า ไม่หวนคืนในขันธ์ขึ้นมาอีก
ไม่หวนคืนเข้าไปมีเป็น..เป็นเราเป็นเขาในขันธ์ขึ้นมาอีก
จนศีลสมาธิปัญญามันก็เกิดการเพาะบ่มถึงขีดสุด ...จนถึงขีดสุดของศีลสมาธิปัญญา
ที่ท่านเรียกว่า...มหาศีล มหาสมาธิ มหาปัญญา
คือการปฏิบัตินั่นน่ะ
ผู้ภาวนานั้นได้ทำความเพียรจนเต็มที่ หรือว่าถึงขีดสุดความสามารถ ...แล้วมันเข้าไปสู่จุดที่เต็มเปี่ยมด้วยศีลสมาธิปัญญา แบบไม่มีคำว่าเว้นว่างขาดหาย
ขาดตกบกพร่องเลย
ถือเป็นว่าตลอดเวลา ที่ว่าเต็มเปี่ยมอยู่ด้วยศีลสมาธิปัญญานั่นน่ะ ด้วยความเต็มเปี่ยมในศีลสมาธิปัญญานี่
มันจะไม่มีช่องว่าง มันจะไม่มีช่องขาดหาย รอยรั่ว รูโหว่เลย
ไม่มีรูให้จิตนี่มันเล็ดลอดหรือว่าได้ปรุงได้แต่งขันธ์ออกมาได้...แม้แต่อณูธาตุอณูธรรมแห่งขันธ์เลย ...มันปิด มันซีลสนิทแนบกายใจปัจจุบัน
เสมอ สมังคี เสมือนแผ่นดิน
ไม่มีแตกแยก ไม่มีแตกแถวออกไปเลย
จิตไม่มีทางเล็ดลอดออกไปได้เลย ...นั่นแหละถึงจะเรียกว่าความเข้าไปเป็นสมุจเฉทแห่งขันธ์
หรือว่าเข้าไปเห็นที่สุดแห่งขันธ์ หรือว่าเข้าไปสู่ที่ว่าที่สุดแห่งทุกข์
มันก็จะมาถึงจุดนั้นน่ะแหละ
ถึงว่าเป็นจุดที่ว่าได้เพียรภาวนา พัฒนาศีลสมาธิปัญญามาจนถึงขีดสุดท้าย...ขีดที่เรียกว่าเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เลย
แล้วก็ทรงอยู่ในมหาศีล มหาสมาธิ
มหาปัญญา นี่...บ่ม ล้างกิเลส ทำลายล้างความเป็นจริงเป็นจังภายในขันธ์
ความเห็นภายในที่ยังว่ามีว่าเป็นในขันธ์
ก็ทำลายล้าง ด้วยอำนาจของมหาศีล
มหาสมาธิ มหาปัญญานั่นแหละ ...จนอวิชชา กิเลสตัวสุดท้าย มันก็ถูกลบล้างอยู่ภายใน
มันทำความลบล้างภายในไป
เมื่ออวิชชามันถูกลบล้างภายใน
โดยอำนาจกำลังของมหาศีล มหาสมาธิ มหาปัญญาปุ๊บ มันก็ไม่สามารถปรุงแต่งขันธ์ มาเป็น
มามี มาหลอกให้ว่านี้เป็นเรา นี้เป็นของเขาอยู่ได้
มันหมดแล้ว
มันหมดความเชื่อเช่นนั้นเลยโดยสมบูรณ์ สมุจเฉท...จบ การละกิเลส การละขันธ์โดยสมุจเฉทก็เกิดตรงนั้น
ขาด...ขาดสะบั้นลงตรงนั้น
มันจะขาด ...คือความเป็นไปในขันธ์ ไม่สามารถสืบเนื่องหรือว่าสืบต่อกับกายใจปัจจุบันนี้ได้ ...มันขาดสะบั้นลงไป เหมือนกับมันต่อไม่ติด
มันจะมาครอบ มาหลอกว่า
กายนี้ใจนี้ยังเป็นไป ยังเกี่ยวข้องกับความเป็นไปในขันธ์ไหม มันสืบเนื่องในขันธ์อดีต-ขันธ์อนาคต
ขันธ์ละเอียดขันธ์ประณีตมั้ย...ไม่มี
มันขาดสะบั้น
เหมือนกับไม่สามารถจะมาดึงกายดึงใจ หรือว่ามาแอบแฝงอยู่ในกายใจ
แล้วก็พาให้กายใจไปมีไปเป็นเรากับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
อาการใดอาการหนึ่งทั้งภายในภายนอก อดีตอนาคตได้
นั่นน่ะเขาเรียกว่าถึงที่สุดแห่งการปฏิบัติ
พรหมจรรย์ก็จบกันตรงนั้น...ที่อวิชชาตัณหาอุปาทานมันขาดสะบั้นลงไปพร้อมกับขันธ์
พร้อมกับเรา พร้อมกับทุกสิ่งที่เป็นเราเป็นของเรา ...มันก็จบลงตรงนั้น
(ต่อแทร็ก 17/25)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น