วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/26


พระอาจารย์
17/26 (580101C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 มกราคม 2558


พระอาจารย์ –  เพราะนั้นว่า มันจะต้องมีท่ามีทางอยู่ตลอด มีท่าทางของการภาวนา มีท่าทางของการอยู่กับศีลสมาธิปัญญาอย่างมีท่ามีทาง

ไม่ใช่หมดท่าหมดทาง แล้วก็มีแต่ท่าทางของกิเลส สลับไปพร้อมกับอารมณ์ ความขุ่นมัวเศร้าหมอง ยืนเดินนั่งนอนอยู่บนอารมณ์ ความขุ่นมัวเศร้าหมองในอารมณ์

มันไม่มีท่าทางของผู้ปฏิบัติหรือศีลว่าสมาธิปัญญาเลย ...อย่างนี้ มันก็ผิด...ผิดองค์มรรค หรือว่าผิดกับผู้ดำเนินอยู่ในปฏิปทาที่จะออกจากทุกข์

เพราะนั้นผู้ที่จะดำรงอยู่ในปฏิปทาที่จะพ้นทุกข์ ออกจากทุกข์นี่ ...มันจะต้องมีท่าทางของศีลสมาธิปัญญาภายในตลอดเวลา ไม่ปล่อยปละละเลย  ถือไว้ครองไว้ในศีลสมาธิปัญญาเป็นที่ถือครองอยู่ตลอด

ภายนอกจะเป็นยังไงไม่รู้ ...แต่ภายในมันจะค้นหาสืบค้นอยู่ในศีลสมาธิปัญญา กายอยู่ไหน ความรู้สึกตรงนี้เป็นยังไง ความรู้สึกระหว่างที่หมุนหันเป็นยังไง ...นี่ มันมีการสืบค้นอยู่ตลอด

นี่คือท่าทางของผู้ปฏิบัติ ซึ่งเป็นท่าทางภายในที่ว่าภายนอกดูไม่ออก ...เพราะมันเป็นท่าทางของการเหยียบหยั่งค้นหา ทำความชัดเจนอยู่ภายในศีลสมาธิปัญญาของตัวเอง

ไม่ใช่อยู่ด้วยท่าทางของกิเลส คืออยู่ในความซึมเซา ...ข้างในซึมเซา เผลอ เพลิน ล่องลอย สร้างอดีตฝันถึงอนาคตอยู่อย่างนี้ ฝันถึงคนโน้นคนนี้ คิดถึงโน้นคิดถึงนี้

จะไปคิดทำไม ...ทำไมไม่คิดเรื่องศีลสมาธิปัญญา ทำไมไม่คิดว่ากายอยู่ไหน ความรู้สึกในกายคืออะไร ...ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้คิดน่ะ ก็แค่หยั่งลงไป ...นี่ก็คือท่าทางที่เป็นผู้ภาวนา

แล้วภายนอกมันก็จะค่อยๆ มีความนุ่มนวล ไม่แข็งกระด้าง ไม่ทิ่มแทงกับสายตา กับการกระทำ กับการรู้การเห็นของคนอื่น ...มันก็มีความนุ่มนวล

พอมันนุ่มนวลด้วยศีลสมาธิปัญญาภายใน แข็งแรงด้วยศีลสมาธิปัญญาภายใน ...ภายนอกมันก็จะนุ่มนวลด้วยความเย็นตาเย็นหูโดยทั่วของบุคคลที่รับสัมผัสกัน

มันก็ไม่เป็นการก่อให้เกิดปฏิฆะได้ง่ายกับผู้อื่นโดยภายนอก  มันก็เย็นในเย็นนอกออกไป ...นั่นน่ะคือวิถีแห่งการปฏิบัติโดยศีลสมาธิปัญญา

ก็พยายามคร่ำเคร่งอยู่ในศีลสมาธิปัญญา ...จะนั่งยังไง นั่งท่าไหน ก็ตรวจสอบว่าความรู้สึกตรงนี้ ตรงโน้น ตรงนั้น เบื้องบน เบื้องกลาง เบื้องล่างมันรู้สึกอย่างไร

เดี๋ยวนี้มันหนาว-มันร้อนอย่างไร ความรู้สึกหนาว-ร้อน ความรู้สึกในการตึง การแน่น มันแสดงอัตลักษณ์ตัวตนว่าเป็นเรา หรือไม่เป็นตัวตนของเราอย่างไร ...หรือมันเป็นแค่อะไรลอยๆ กลางๆ 

ก็พยายามสืบค้นในกายในศีล อยู่อย่างนั้นด้วยความสม่ำเสมอ ...มันก็ได้รับการพัฒนาจนถึงขั้นขีดภูมิที่เรียกว่ามีปัญญาเห็นรอบ เห็นแจ้ง เห็นตามความเป็นจริง จนยอมรับความเป็นจริงที่ไม่ใช่เราได้มากขึ้นๆ

จนหาเราไม่ได้ จนไม่มีเรา จนความรู้สึกแห่งเรามันหมดไป หมดเกลี้ยงหายไปเลย จากความมีชีวิต ...กายใจอยู่คู่กันนี่เรียกว่าการมีชีวิต...ไม่มีเราเลย หมดไปเลย มันก็สบาย

พอเราน้อยลง หมดลง จนไม่ก่อเกิดความรู้สึกแห่งเราอีกต่อไป ...ก็ไม่ต้องไปหาสุขทุกข์ในสามโลกธาตุ...ไม่มีแล้ว ไม่มีใครสุขไม่มีใครทุกข์อีกต่อไป และไม่มีคนอยากได้สุขอยากได้ทุกข์อีกต่อไป 

ถ้ามันหมดความรู้สึกที่เป็นเราไปเลย มันจะไม่มีทั้งสุขและทุกข์...ทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลัง ...ทุกข์ข้างหน้า-สุขข้างหน้า ทุกข์ข้างหลั-งสุขข้างหลัง...มันก็ไม่มี มันก็หมดไป

เพราะนั้นกว่าที่มันจะหมดไปนี่ เราจะต้องคร่ำเคร่งอยู่ในศีลสมาธิปัญญา หมั่นรักษา นี่ มันเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวที่ใครทำใครได้ ใครไม่ทำก็ไม่ได้

ถ้าใครทำใครได้แล้วเอาไปแจกคนอื่นก็ไม่ได้ นี่ ทำแล้ว..แล้วไปเผื่อให้คนอื่นก็ไม่ได้ ...มันเป็นสมบัติที่ไม่สามารถจะแจกให้ใครได้ มันเป็นสมบัติจำเพาะส่วนตัว

เป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูก จะมาแบ่งกันเหมือนกับทรัพย์สินเงินทองมรดกก็ไม่ได้  เป็นครูบาอาจารย์เป็นลูกศิษย์ลูกหากัน ก็มาแบ่ง มาขอเอาจากท่านก็ไม่ได้ หรือว่าท่านตั้งใจให้ก็ไม่ได้

มันเป็นสิ่งที่เราจะต้อง...มีมือมีตีนก็ต้องขวนขวายเอง ว่ายเอง ถึงฝั่งเอง ด้วยกำลังแห่งเจ้าของเอง ...ถ้าใครไม่ทำมันก็ไม่ได้ ก็นอนจมตายกับกองกิเลส ตายกับโลก

หมุนวนอยู่ในโลก เกิดตายอยู่ในโลกทั้งสามโลก ไม่ว่าโลกนี้ โลกปัจจุบัน หรือว่าโลกเทวโลก พรหมโลก หรือว่าเป็นโลกของสัตว์เดรัจฉาน หรือว่าโลกเป็นของเปรต สัตว์นรก อสุรกาย

มันก็วนอยู่ในโลก...เกิดใหม่ตายใหม่ เกิดอีกตายอีก  เกิดมามีพ่อมีแม่อีก มีพ่อมีแม่ใหม่ มีพ่อมีแม่เก่า หมุนวนเวียนสับสน เดี๋ยวมึงเป็นพ่อ เดี๋ยวกูเป็นลูก เดี๋ยวกูเป็นพ่อ เดี๋ยวมึงเป็นลูก

หรือเดี๋ยวกูเป็นเมีย เดี๋ยวกูเป็นผัว สลับอะไรไปหมด ลำดับญาติลำดับอะไรไม่ถูก เดี๋ยวเป็นชายสลับเป็นหญิง เดี๋ยวเป็นหญิงสลับเป็นชายอีก อย่างเนี้ย

แต่ที่แน่ๆ ในทุกการเกิดมา ทุกครั้งที่ได้กายนี้มาเป็นที่ตั้งแห่งการเกิด...ทุกข์ทั้งสิ้น ...ทุกข์จากการแก่ ทุกจากการเจ็บไข้ได้ป่วย ตลอดจนถึงทุกข์แห่งการแตกดับตายไป

ใครยังไม่เคยเข้าใกล้ถึงความตาย ใครยังไม่รู้สึกถึงความตาย ...มันไม่รู้จักว่าเวทนาแห่งความตาย ความบีบคั้นความเผาไหม้ของธาตุไฟที่มันแผดเผา แสบร้อน อึดอัด หายใจเข้าลำบาก หายใจออกไม่สะดวก

มันแน่น มันอัด มันคับ มันข้อง มันแผดมันเผา มันทรมาน ...นั่งก็ทรมาน ยืนก็ทรมาน ผุดลุกก็ทรมาน ผุดนั่งก็ทรมาน เวลาหนาวก็หนาว ร้อนก็ร้อน

แล้วมันแก้ไม่ได้ ไม่รู้จะแก้ยังไง หาที่ไปก็ไม่ได้  ตรงไหนก็ร้อน ตรงไหนก็อึดอัด ...ถ้าใครได้เห็นใกล้ตายก่อนตาย แล้วจะรู้...การตายนี่ไม่ใช่เรื่องสบาย ไม่ใช่เรื่องสนุก เป็นสุข

ไม่ใช่เรื่องที่สามารถจะทนได้อย่างง่ายๆ ...สำหรับผู้ที่ไม่มีศีลสมาธิปัญญา ไม่เคยฝึกศีลสมาธิปัญญามาก่อน หรือไม่คิดจะฝึกศีลสมาธิปัญญาเลย

เมื่อถึงเวทนาตรงนั้นแล้วจะรู้เลยว่า การเกิดนี่เป็นทุกข์จริงๆ ...การมีกาย การมีชีวิต การดำรงอยู่บนโลกนี่ มันไม่ใช่ความสุขสบายอย่างที่เคยคิดตอนเป็นหนุ่มสาว

ตอนยังเป็นเด็ก เป็นหนุ่มเป็นสาวกันนี่ ...นึกจะไปไหนก็ไปได้ นึกจะเที่ยวไหนก็เที่ยวได้ นึกจะไปเจอใครพูดกับใครให้เกิดความสุขความสบายใจก็เกิดได้

แต่พอเจอเวทนาเข้าไปแล้ว ความสุขที่เคยได้ เคยมี เคยเสพทั้งหมดนี่ ไม่สามารถช่วยอะไรแก้อะไรได้เลย ...แม้แต่ว่าคนที่รักกันที่สุด แล้วมาช่วยยืนให้กำลังใจ เอามือจับกัน...ยังแก้ยังช่วยอะไรไม่ได้เลย

ความบีบคั้นแห่งเวทนาตาย แห่งการที่มันจะแตกดับ ที่มันจะสลายคืนธาตุเดิมนี่ ดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ไฟเป็นไฟ ลมเป็นลม นี่ บีบคั้นมาก บีบคั้นจนถึงที่สุด

ถ้าไม่เตรียมฝึกเสียตั้งแต่ยังเล็กยังหนุ่ม ให้มันสะสมในศีลสมาธิปัญญา...เพื่อไปตั้งรับ ตั้งรู้ ตั้งสู้ ตั้งดู ตั้งเห็นกับเวทนาเหล่านั้น ...มันจะสายเกินการณ์

เสร็จแล้วตายแล้วก็ไม่จบนะ ...ผ่านถึงเวทนา จนถึงพีคจนถึงขีดสุดท้ายก็แตกดับไปนี่....ก็ไม่ได้จบอีก ก็กลับมาใหม่ กลับมาเกิดใหม่ มีกายขึ้นมาใหม่อีก

นี่ด้วยความไม่รู้ทั้งนั้นน่ะ มันก็กลับมา...โดยดูเหมือนเป็นธรรมชาติที่มันเป็นตารางเรียนตารางสอน...ที่มันต้องกลับมาวนเรียนคาบเดิม เหมือนเดิม ...เรียนไม่จบนี่

เหมือนคุก เหมือนติดคุก มันก็วนเกิดตายอยู่ในคุกแห่งกายแห่งโลกนี่ตลอด แล้วก็มาเจอทุกข์อันเก่าอันเดิมนี่อีก ...ทุกข์แห่งการแก่ ทุกข์แห่งการเกิด ทุกข์แห่งการเจ็บไข้ ทุกข์แห่งการชรา ทุกข์แห่งการตาย

นี่ก็ทุกข์จำเพาะของกายมัน ...แล้วยังมีทุกข์จากการเห็น การได้ยิน การพบปะกับสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ สิ่งที่ไม่อยากเจอแต่เจอ สิ่งที่อยากเจอก็ไม่เจอ

สิ่งที่อยากเห็นก็ไม่ได้เห็น สิ่งที่ไม่อยากเห็นกลับได้เห็น อยากเห็นนานๆ ก็เห็นนิดเดียว หรือหาอยากจะเห็นแล้วก็ไม่ได้ อยากจะได้ยินก็หาไม่ได้ ...มันก็เป็นทุกข์ในการเกิด ในการมีชีวิตอยู่ทั้งนั้น 

แต่มันมีสุขมาหลอกล่อเพียงนิดๆ หน่อยๆ พอให้เห็นมีความอิ่มเอิบใจ ซาบซ่านใจแค่แวบหนึ่ง แค่ชั่วคราวหนึ่ง แล้วก็สลายจางไป แล้วก็คิดว่ามันยังมีอยู่อีก ...ก็หลอกล่อให้ขยันเกิดขยันตายอยู่ในโลกนี่ 

แต่ว่าทุกข์นี่มากจนไม่มีประมาณเลยในการเกิดมาได้กายนี้มาเป็นสมบัตินี่ ต้องอาบน้ำชำระให้มัน โดนหนาวก็หนาว โดนร้อนก็ร้อน และก็มีความเสื่อมไปในอวัยวะต่างๆ ตลอดเวลา

มันไม่สามารถจะเสถียรได้ ...เดี๋ยวไอ้นั่นก็ใช้งานไม่เต็มสูบไม่เต็มกำลัง มันก็ทำให้แปรปรวนวิปริตในธาตุในขันธ์ เกิดความเป็นเวทนาใหญ่น้อยโดยทั่วถ้วนไป

บางเวทนาก็บรรเทาได้ บางเวทนาก็ไม่ทราบสาเหตุไม่รู้สาเหตุว่ามาจากไหนก็แก้ไม่ได้ ก็ต้องอยู่กับมันไป บรรเทาไม่ได้ เหมือนกับเป็นชนักปักหลังอยู่อย่างนั้น คาไว้อยู่อย่างนั้น

เนี่ย การที่มีกายเป็นที่ครอง อย่านึกว่ามันสบาย ...แล้วก็ว่าไม่เห็นเป็นไรเลย ไม่เห็นต้องภาวนาเลย จะภาวนาไปทำไมเสียเวลาเปล่า เนี่ย

ไม่เปล่าหรอก สะสมไปเถอะ ...แล้วจะเห็นคุณค่า เมื่อมันเกิดปัญญาแล้วก็เห็นว่ากายนี้เป็นทุกข์จริงๆ โลกนี้เป็นทุกข์จริงๆ หาความสุขไม่ได้

แต่ถ้ายังไม่ภาวนาจนถึงปัญญา ไม่เกิดปัญญา มันจะไม่เห็นเลยว่ากายนี้เป็นทุกข์ โลกนี้เป็นทุกข์ การเกิดการตายนี้เป็นทุกข์ การหมุนเวียนในการเกิดการตายนี้เป็นทุกข์ ...มันไม่เห็นๆ

มันบังไว้...ความสุขมันมาบังไว้ ความสุขในขันธ์ที่มันเคยได้เคยเสพ ความเชื่อในขันธ์ว่ามันจะหามาเสพได้ใหม่ต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีอับจน ...มันบังไปหมดว่าการเกิดตายมันเป็นทุกข์ยังไง กายนี้เป็นทุกข์ยังไง

แต่ถ้าอยู่ในศีล ฝึกไปเรื่อยๆ จะเห็นเลยว่ามันทุกข์ยังไง ...จับอาการกายทุกอิริยาบถ แล้วจะเห็นเองว่ากายนี้เป็นทุกข์ยังไง นั่งนานก็เมื่อย เดินนานก็ปวดเมื่อย นอนนานก็เมื่อยมึน

เดี๋ยวหิว เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวนั่น เดี๋ยวนี่ ...มันจะเห็นทุกอาการเลยว่า อ้อ กายนี่ ไม่ใช่ธรรมดาเลยนะ   ดูเหมือนไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไร  พอมาตั้งใจรู้ดูเห็นกับมันจริงๆ นี่ โอ้

ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วย มันยังเห็นเลยว่ามันไม่ธรรมดาเลยนะ ...มันต้องคอยบรรเทาทุกข์ให้มันอยู่ตลอดเวลา มันบีบคั้น มันแสดงความเป็นทุกข์ของมันอยู่ในตัวตลอดเวลา

นั่งไปนี่ ขยับไม่รู้กี่ขยับแล้วใช่ไหม แต่ละคนนี่ ...เห็นมั้ย ถึงไม่ได้ขยับขานะ ตัวก็ยังขยับ มือไม้ก็ยังขยับ  มันแสดงอะไร มันบีบคั้นนะ มันบีบคั้นเป็นเวทนา

แล้วมันก็คอยต้องผ่อน ต้องคลายออกอยู่เสมอ ต้องเปลี่ยนต้องปรับอิริยาบถอยู่เสมอ ...ถ้าไม่ปรับไม่เปลี่ยนนี่ อิริยาบถ ...มันจะแผดเผาด้วยเวทนาเลย เนี่ย 

เราถึงบอกว่า การอยู่บนกายนี้เหมือนเรานั่งอยู่บนกองไฟทั้งกองเลย แล้วมันกำลังแผดเผาตัวมันเองอยู่ตลอดเวลา ...แต่ตอนนี้มันพอเปลี่ยน บรรเทาได้ ก็เหมือนกับเราเอาขี้เถ้าไว้คอยกลบ ไม่ให้มันลุกฮือขึ้นเท่านั้นเอง

แต่พอถึงว่าหมดสภาพแล้ว หมดขี้เถ้าแล้ว ไม่รู้จะเอาขี้เถ้าไหนมากลบ คราวนี้มันจะเผาอย่างเดียวเลย ...เปลี่ยนอิริยาบถท่าไหน คงเดิมเลย เวทนาคงเดิมเลย

ถ้าใครป่วย ใครใกล้ตายจะรู้ ...จะลุก จะนั่ง จะขยับตัว จะหมุนตัว จะบิดตัวไปทางไหน เวทนาจะเผาอยู่อย่างนั้น แผดเผาอยู่อย่างนั้น รม...เหมือนกับมันจะเอาให้แตกดับตายลงตรงนั้นให้ได้

แล้วให้มันตาย มันก็ไม่ตายอีกนะ มันก็จะแผดเผาของมันอยู่อย่างนั้น อยากตายก็ตายไม่ได้ ...มันก็เผารมเหมือนบาร์บีคิว มันเผาอยู่อย่างนั้น รมควันเป็นไส้กรอกรมควันอยู่อย่างนั้น จนเหี่ยว

เวทนานี่...กว่าวิบากจะหมดอ่ะนะ มันกำหนดไม่ได้เลยว่า จะต้องเสวยเวทนากี่วันกี่เดือนถึงจะหมดสิ้น หรือว่าแตกดับน่ะ มันไม่รู้เลยว่าจะต้องเสวยกันแค่ไหน

เจอทั้งนั้นแหละ ทุกคนน่ะ ไม่มีใครอวดเก่งไปกว่าความตายได้หรอก ไม่มีใครอวดเก่งกว่าเวทนานี้ได้หรอก ...ต่อให้เป็นหมอด้วย ทั้งหมดน่ะ พระด้วย พระอรหันต์ด้วย ทุกองค์น่ะ เจอทั้งนั้นน่ะ

แต่เราจะรับมือยังไง เมื่อถึงเวลานั้นน่ะ ...ต้องถามตัวเอง ลองนึกภาพดู จะรับมือยังไง จะวางจิตยังไง จะตั้งจิตยังไง จะมีปัญญารับมือกับความเป็นไปของกายที่กำลังแผดเผาจนถึงขีดสุดท้ายยังไง

แต่ถ้าไม่ใคร่ครวญอย่างนี้ มันก็จะบอกว่า...เอ๊ย ไม่เป็นไร ถึงเวลานั้นก็ไม่เป็นไรหรอก คงไม่ทุกข์หรอก ...เนี่ย เดี๋ยว เดี๋ยวรู้ เจอเข้าแล้วจะรู้สึก ...นี่มันยังไม่ถึงเวลาแค่นั้น

เพราะนั้นตั้งใจซะ ตั้งแต่วันนี้ ...ยืนเดินนั่งนอนน่ะ ทบทวนความรู้สึกตัวเอง อย่าเบื่อ เพราะมันจะเป็นอาการเดิมๆ ความรู้สึกอย่างเดิมๆ น่ะ ยืนก็ความรู้สึกเดิม นั่งก็ความรู้สึกเดิม

แล้วก็พวกเราน่ะ เด็กสมัยนี้เป็นพวกสมาธิสั้น อยู่ได้ไม่นานหรอก ให้มันดูเถอะ...แป๊บนึง..."เอ๊อะ เซ็งว่ะ" ...เนี่ย เห็นมั้ย รู้สึกมันสั้นเหลือเกิน

เพราะนั้นไอ้พวกนี้มันถึงสมาธิสั้น ต้องพาเดินขึ้นดอยสักสี่ชั่วโมง ...มันหนีไม่ได้ มันก็ต้องอยู่ ไปไหนล่ะ ก็ต้องเดิน ถือว่าเป็นภาคการเดินจงกรมแบบขั้นอุกฤษฏ์ 

แต่ถ้าให้มาเดินจงกรมอย่างเรานะ เดินสี่ชั่วโมงรวดนี่ ไม่เอาแล้ว ...แต่พอขึ้นดอยแล้วมันหนีไม่ได้ มึงหนีกูไม่ได้ ใช่มั้ย ...มันก็เป็นอุบายที่จะทำให้เห็นว่า การอยู่กับเนื้อกับตัวได้นานที่สุด ต่อเนื่อง

แต่ถ้าให้มันมาเดินเองนี่ ครึ่งชั่วโมงก็...“ตายแล้วๆ พักก่อน ขอพักหน่อย” ...เนี่ย มันไม่หน่อยอ่ะ...ยาวเลย  ถ้ามันได้พักแล้วไม่มีคำว่าหน่อยอ่ะ 

อย่างสมมุติ เดินจงกรมอยู่นี่ ว่าพักซะหน่อย ...ไม่หน่อยอ่ะ เดี๋ยวไปแล้ว เข้าห้องเล่นไลน์สบายแฮไป สนุกเลย ...แต่ให้มาคร่ำเคร่งเดินอย่างพระนี่ เดินไม่เคยถึงชั่วโมงสองชั่วโมงหรอก

เวลาเราเดินจงกรม สมัยอยู่วัด เราเดินทั้งคืน สี่ทุ่มยันตีสาม ยันตีห้าอย่างนี้ ...ไม่หยุดด้วยนะ ไม่พักด้วย เดินจนตุปัดตุเป๋ ขานี่เรียกว่าไม่เดินแล้ว เรียกว่าลากขาน่ะ  

แล้วก็ซ้ำๆ วนๆ ที่เดิมอยู่อย่างนี้ ...เหล่านี้มันเป็นการฝึกให้เกิดการที่จิตนี่มันอยู่กับที่อันเดียว เหมือนเดิมซ้ำเดิมๆ อยู่อย่างนั้น ...นี่ สมาธิ คืออยู่ที่เดียว ไม่เปลี่ยน ไม่เปลี่ยนที่

เพราะว่าสันดานของจิตนี่ มันชอบเปลี่ยนที่ คิดเรื่องนี้...เอ้ย เบื่อแล้ว ไปคิดเรื่องนั้น ...มีอารมณ์นี้ หืย มีอารมณ์อื่นมั้ย นี่ มันจะหา เบื่อ...มันขี้เบื่อ

จิตน่ะมันไม่ชอบอะไรซ้ำซากจำเจ มันจะหาอยู่ตลอด ...เพราะนั้นจิตมันจึงล่อกแล่กๆ ล่อกแล่กๆ ไปเรื่อย คิดเรื่องนั้นแล้วก็ไปเรื่องนี้ หาคนนั้นแล้วก็ไปคิดในแง่มุมต่างๆ เปลี่ยนอยู่ตลอด

แต่สมาธิมันเป็นการควบคุมจิตให้มันไม่เปลี่ยน ให้มันอยู่กับที่อันเดียว...ซ้ำๆ ซ้ำๆ ซ้ำๆ ...มันจึงจะเกิดกำลังของสมาธิ กำลังธรรม กำลังมรรคขึ้นมา

แต่ถ้ามันเปลี่ยนๆๆ อยู่ตลอดเวลา มันขี้เบื่อ เหลาะแหละโลเลๆ กระโดดไปกระโจนมาอยู่อย่างนี้ หรือว่าไม่กระโดดไม่กระโจนก็ลอยหายไปเลย ไม่ต้องทำอะไร

เนี่ย มันจะอยู่ในแวดวงนั้น แวดวงกิเลสมันจะอยู่ในลักษณะอาการนั้น


(ต่อแทร็ก 17/27)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น