วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/22 (2)


พระอาจารย์
17/22 (571231D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 ธันวาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 17/22  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  ขันธ์ห้าคือความหลอกลวงนะ ไม่มีอยู่จริง ไม่มีความจริง ไม่มีสาระ และไม่มีแก่นสาร ไม่มีทั้งเราในขันธ์ห้า ไม่มีขันธ์ห้าในเรา ...ท่านพูดไว้ชัดเจนแล้ว ไม่ต้องไปดูมันหรอก

ทำไมถึงว่าไม่ดูแล้วจะเข้าใจ ...เพราะเมื่อมันมาตั้งอยู่ตรงนี้ แล้วไม่มีเจตนาในมัน ...เหมือนกับมันถอนเจตนาออก แล้วมาเจตนาแน่วแน่ลงในกายในศีลซะ

ไอ้ตัวเจตนานี่คือท่อน้ำเลี้ยง เจตนาของเรานี่...ที่อยู่ลึกๆ  มันจะเป็นตัวส่งน้ำเลี้ยงไปยังขันธ์ห้า คือความปรุงแต่งที่เป็นรูปเป็นนาม เป็นทรวดทรง เป็นอารมณ์

หรือเป็นถูกเป็นผิด เป็นดีเป็นร้าย เป็นควรเป็นชอบ เป็นสวยเป็นงาม เป็นไม่สวยไม่งาม เป็นคุณเป็นโทษ เป็นสุขเป็นทุกข์ ...เนี่ย พวกนี้ คือเจตนานี่มันไปอุ้มไว้ 

ทีนี้ พอรู้แล้วก็ถอนออก ...ไม่ต้องไปพิจารณานะ ท่านไม่ให้พิจารณาเลยนะ ...ถอนออกมาเลย ละออกมาเลย ถึงมันจะไม่ดับก็ตาม แต่เราถอยออก

นี่คือดึงท่อน้ำเลี้ยงคือเจตนาออก แล้วมาเจตนาต่อกายต่อศีลแทน ...มันก็จะเห็นว่า “เออะ มันหายไปไหนวะ” นี่ เดี๋ยวมันเห็นอย่างนี้ เดี๋ยวมันจะเห็นอย่างนี้

เห็นความสลายไปเองของขันธ์  เห็นความแตกสลาย หรือเห็นความกระจัดกระจาย รวมตัวกันไม่ติด ไม่เป็นเรื่องเป็นราวใดๆ เอง ...ตรงนี้ต่างหากที่มันจะเรียนรู้ขันธ์ตามความเป็นจริง

แต่ขันธ์สลาย เรื่องราวในขันธ์สลาย ความเป็นเราในขันธ์นั้นสลาย เพราะว่าเจตนามาอยู่ที่กาย ขันธ์ไม่มี ขันธ์สลาย ขันธ์ว่าง หลุดพ้นไปจากขันธ์ชั่วคราว นี่ ...กายยังอยู่ กายไม่เคยสลายอ่ะ

ไอ้ตอนนี้ปัญญาญาณนี่ ปัจจัตตังนี่ มันก็ค่อยเห็นว่า “เฮ้ย อะไรจริงกว่ากันแน่วะ ไอ้นี่จริงกว่าขันธ์หรือว่าขันธ์จริงกว่า ...ก็ขนาดขันธ์ดับ ไอ้นี่ไม่ดับ  เอ้าขนาดขันธ์มี ไอ้นี่ก็มี  ตอนแรกขันธ์มี ไอ้ตัวนี้ก็มี” 

เอ มันก็สองจิตสองใจว่าอันนี้จริง หรืออันโน้นจริง ...พอถอน พอละวางจากขันธ์ ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ข้องแวะ ปรุงแต่ง ต่อเติม ตัดต่อ adapt หรือ upgrade มัน ...เจตนามันก็ไม่มีในขันธ์ 

พอไม่เจตนาในขันธ์ ...ตัณหาซึ่งไปปัจจยาภพ ปัจจยาอุปาทานก็ไม่มี ชาติก็ไม่มี ...มันก็ถอยๆๆๆ จนมาถึงขั้นนามรูปปัจจยาผัสสะ ความรู้สึกเวทนาในเราในเขาในความคิด ...มันก็เหลือแค่นามรูปเปล่าๆ 

เออ พอเหลือนามรูปเปล่าๆ นี่ ...ไอ้ตัวจิต...ตัวจิตเจตนาที่เข้าไปอุ้มสมไว้ด้วยเจตนาแห่งเรานี่ มันถอน ...รูปนามก็ดับ สลาย  ค่อยๆ ดับ สลายไปๆ

คือมันไม่ได้ดับไปพรวดพราดหรอก มันค่อยๆ หมดไป ไร้สาระไป ...เป็นขันธ์ เป็นรูปนามเปล่าๆ ว่อนๆๆ อยู่อย่างนี้ ไม่มีอารมณ์ในนั้น ไม่มีเราเขาในนั้น

แต่ยังมีอยู่นะ ยังมีความรู้สึกเป็นรูปนาม เป็นภาพ เป็นบุคคล เป็นอะไร ...แต่ว่าไม่ค่อยเสียดแทงใจเท่าไหร่ ไม่ทิ่มแทงใจเท่าไหร่ ค่อยเป็นขันธ์ห้าที่ไม่เป็นภัยแก่จิตแก่ใจ

แต่กายก็ยังมีอยู่ แล้วกายเขาก็อยู่ของเขาอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ทื่อๆ แข็งๆ ตึงๆ ...ขันธ์จะมี ขันธ์จะไม่มี...กูไม่สน กูก็ทื่อ กูก็แข็ง กูก็เป็นก้อนของกู

โดนหนาวกูก็หนาว โดนแข็งกูก็แข็งอย่างนี้  มึงมีขันธ์ ขันธ์จะปรุง ขันธ์จะไม่ปรุง ขันธ์จะมี ...กายก็ทื่อๆ แข็งๆ ไหวๆ วูบๆ กึกๆ กึกๆ ของมันอยู่อย่างนี้

จนขันธ์มันดับไปให้เห็นเป็นบางช่วง ก็จะเห็นว่า “อือม์ ดูท่าไอ้นี่มันจะจริงกว่าความเป็นไปในขันธ์ว่ะ ...ขันธ์ห้ามันเป็นของไม่มีสาระนี่หว่า" นี่ มันเห็น

"เออ เฮ้ย ขันธ์ห้ามันเป็นของว่าง ของไม่มีตัวตนอะไรเป็นแก่นเป็นสารเลย ...แต่ไอ้นี่มีอ่ะ” เห็นมั้ย มันก็เกิดความรู้เห็นว่า...อะไรจริง อะไรไม่จริง

ตรงนี้เมื่อมันรู้ชัดในความเป็นจริงกับความไม่จริง ...นี่ เรียกว่าชัดในทุกข์นะ ชัดในการปฏิบัติต่อทุกข์ ...ว่านี่เรียกว่าทุกข์ที่ปรากฏ ทุกข์ตามจริง...กับทุกข์ไม่จริง

เมื่อมันชัดเจนกับลักษณะอาการของทุกข์ คือการปรากฏขึ้นของสภาวะธาตุและสภาวะขันธ์ ...เมื่อมันเห็นความเป็นจริงว่าระหว่างสภาวะธาตุกับสภาวะขันธ์ อันไหนเป็นทุกข์ตามจริง

นี่ มันจึงสามารถกำหนดปฏิปทาในการปฏิบัติต่อทุกข์นั้น...ได้ตรง และถูกตามอริยสัจ ๔ ...คือ พึงกำหนดรู้ทุกข์ที่มีอยู่จริง...คือกาย

ทุกข์ในขันธ์ ทุกข์จากการปรุงแต่งโดยจิตสร้างขันธ์ขึ้นมา...เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง แต่มันหลอกหลอนว่ามีจริง มันอุปโลกน์ตัวมันเองว่ามีจริง...แล้วมีเรานี่เข้าไปอุ้มสมมันให้มีอยู่จริง

ตรงนี้มันก็เห็นเลยว่า...อันนี้พึงละ...และต้องละ  นี่...กิจที่พึงกระทำต่อสมุทัย คือ...จาโค ปฏินิสสัคโค มุตติ อนาลโย ...นี่กระทำกันตรงนี้

พร้อมๆ กับค่อยแจ้งในอริยสัจ ว่า...อ๋อ ไอ้ที่กระทำนี่ อะไรที่ควรรู้...แล้วรู้  อะไรที่ควรละ..แล้วละ ...ไม่มีการสลับสับเปลี่ยนกันระหว่าง อะไรที่ควรรู้..เสือกไปละ อะไรที่ควรละ..ดันเสือกไปรู้

เออ มันก็ปรับได้ชัดเจนว่า...อ้อ มรรคเป็นตัวตรวจสอบ ว่ามันตรงต่อทุกข์ ตรงต่อการละสมุทัยไหม ...เมื่อมันตรงต่อการละสมุทัยและรู้ทุกข์อยู่อย่างนี้ตลอดเวลา นี่เรียกว่าอยู่ในมรรคสัจ

ทีนี้เมื่อมันอยู่ในมรรค แล้วมันไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากมรรคคือไอ้ทุกข์ควรรู้ก็ดันไปละ ไอ้สมุทัยควรละก็ดันไปรู้นี่ ...มันไม่คลาดเคลื่อนจากมรรคน่ะ

มรรคมันคอยตรวจสอบอยู่...ด้วยศีลสมาธิปัญญานี่แหละ มันรวมอยู่ในที่เดียวกันนั่นแหละ 

ผลมันก็ค่อยบังเกิดเป็นนิโรธ คือเห็นขันธ์ดับไปพร้อมกับเรา และเห็นขันธ์ดับไปพร้อมกับเราพร้อมกับทุกข์ในเรา พร้อมกับสุขในเรา ...เออ นี่นิโรธเบื้องต้นนะ

จะเห็นขันธ์ดับไปพร้อมกับเรา เห็นขันธ์นี้ดับไปพร้อมกับความสุขในเรา เห็นขันธ์เขาดับไปพร้อมกับเขา ความทุกข์ของเขา ความสุขของเขาก็ดับไปพร้อมกับขันธ์

แต่มันยังดับไม่หมด...มาแล้วมาอีก มาอีกมาแล้ว  นี่ มันไม่อนาลโย จึงไม่เรียกว่าเป็นนิโรธโดยสิ้นเชิง ...แล้วจะทำยังไง หือ มันก็คงไม่โง่พอที่จะไม่รู้หรอกว่า ถ้ามันเห็นอย่างนั้นแล้วจะทำยังไง ด้วยตัวเอง

เนี่ย คือวิถีแห่งมรรค ที่เข้าไปแจ้งในอริยสัจ ๔ เพราะอย่างไร  ที่เข้าไปแจ้งในปฏิจจสมุปบาทได้อย่างไร ที่เข้าไปเห็นปัจจยาการสายดับได้อย่างไร ที่เข้าไปชัดเจนในศีลสมาธิปัญญาอย่างไร

เห็นมั้ยว่ามันอยู่ตรงไหน...มันอยู่ในที่เดียวกันหมดเลย เมื่อมันอยู่บนบาทฐานของศีลสมาธิปัญญา มีหรือมันจะไม่แจ้งในอริยสัจ มันจะไม่แจ้งในปฏิจจสมุปบาท

ที่มาที่ไปของกิเลส ที่มาที่ไปของธาตุและธรรม ที่เกิดที่ดับของธาตุธรรม ที่เกิดที่ดับของขันธ์ห้า ...มันก็เป็นหม้อใบใหญ่ที่มันเรียนรู้จนกระจ่าง

ทำความแยกแยะจากการคละเคล้าแบบไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ โดยอำนาจของกิเลสมันพาเข้ามายำกัน จนกลายเป็นตัวเราของเราอย่างเดียว ท่าเดียว แบบเดียวตลอดเวลา

นั่นการปฏิบัติเลยกลายเป็นเรื่องยากเรื่องยุ่งไปซะอย่างงั้น  ทั้งๆ ที่ว่ามันไม่สมควรจะยุ่งยากอะไรถึงขนาดนั้นหรอก ...นี่เขาเรียกว่าโดยปัญญาวิมุตินะ ถือว่าง่าย...แต่ทำยาก ความเพียรนี่ยาก 

เพราะว่ามันต้องเป็นประเภทสะเทินน้ำสะเทินบก ไม่อ้างกาลเวลา ไม่อ้างสถานะ ไม่จำกัดเหตุการณ์ ไม่จำกัดอารมณ์ ไม่จำกัดบุคคล ที่ไหน เวลาใดก็ได้ ...จนกว่ามันจะถึงขั้นที่เรียกว่า มหาสติ มหาสมาธิ มหาศีล มหาปัญญา

เมื่อนั้นน่ะ ศีลสมาธิปัญญาอันบริบูรณ์เขาจะทำงานอย่างเต็มภาคภูมิเอง...ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ด้วยตัวเรา ...เพราะนั้นเมื่อเกิดผลขึ้นมา จึงไม่มีเราเข้าไปรับสมอ้างในธรรม

เห็นมั้ย มือที่อยู่เบื้องหลังจะไม่มีแล้วนะ ...ไม่งั้นมันจะมีมือที่อยู่เบื้องหลังที่มองไม่เห็นนี่ ชุบมือเปิบ ว่าธรรมนี้เป็นของเรา เราได้ธรรมนี้ เราถึงธรรมนี้นะ

แต่ถ้าโดยศีลสมาธิปัญญา ยืนหยัดมั่นคงอยู่ในศีลสมาธิปัญญา ชัดเจนในศีลสมาธิปัญญา ...จะไม่มีเราไปชุบมือเปิบเลย ...ธรรมคือธรรม เป็นเรื่องของธรรม ไม่ใช่เรื่องของเรา

ที่เกิดดับเป็นธรรม ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของใคร เป็นอนัตตา ...เกิดตรงไหน ตั้งตรงนั้น ดับตรงนั้น ...ดับแล้วดับเลย จบ ไม่ค้างเป็นอดีต ไม่ต่อเนื่องเป็นอนาคต ไม่สามารถถือครองครอบครองได้ 

แล้วจะมีใครเป็นผู้ครองธรรม...ไม่มี ...มีแต่เห็นความเป็นธรรมแสดงล้วนๆ ตลอดเวลา  มีแต่เห็นความเป็นธรรมแสดงตลอดเวลา ...ไม่มีเรานะ มีแต่เห็นธรรมแสดงตลอดเวลา

จวบจนวาระสุดท้ายลมหายใจขาดสิ้น ...การแสดงธรรมจบ ยุติ ณ บัดนั้น...เรียกว่าดับขันธ์ห้าโดยสิ้นเชิง ...ก็จบ พอ เท่านี้แหละ (โยมหัวเราะกัน)

ไปดับขันธ์ห้าซะ...ถึงจะสิ้นเชิง-ไม่สิ้นเชิงก็ดับมันเข้าไป ...การดับก็คือการไม่ไปตามมัน ไม่ไปหลงมัน ไม่ไปต่อเนื่องกับมัน ไม่ไปจริงจังกับมัน แล้วก็ไม่ไปค้นหาความเป็นจริงในมัน..วางลูกเดียว

แล้วก็ถือไว้อย่างเดียว คือศีลเอก ธรรมเอก จิตหนึ่ง กายหนึ่ง ...นี่ ถือไว้เท่าชีวิต อย่าละเลย อย่าปล่อย 

ตายไปกับศีล ตายไปกับธรรม ...อย่าไปตายกับกิเลส อย่าไปตายกับขันธ์ อย่าไปตายในขันธ์ข้างหน้าข้างหลังอะไร ...ขันธ์นี่มันคือความสืบเนื่อง

กายใจไม่สืบเนื่องกับอะไร เกิดตรงไหน ตั้งตรงนั้น ดับตรงนั้น...ไม่มี  …แต่ขันธ์นี่สืบเนื่องถึงอดีตถึงอนาคต ไม่มีจบ ไม่มีสิ้น ...ให้สังเกตดู ไปเรียนรู้เอา

ดูเอาเอง ว่าตัวพาเกิดพาตายคือตัวขันธ์  กายใจไม่เคยพาเกิดพาตายเลย เป็นเรื่องของเขา เกิดตรงไหนดับตรงนั้น ...ใจไม่ต้องถาม ไม่เกิดไม่ดับ ใจ ใจนะไม่ต้องถาม ไม่เกิดไม่ดับ

แต่กาย...เกิดตรงไหนตั้งตรงไหน ไม่เหลือ...ไม่เหลือทิ้งเป็นอดีต ไม่เหลือสืบเนื่องเป็นอนาคตเลยนะ ...การขยับแต่ละครั้ง ดับตรงนั้นเลยนะ ไม่มีเป็นอดีตนะ แล้วก็ไม่สืบเนื่องเป็นอนาคตนะ

อย่าไปหานะ มันอยู่ไหนในการดับไปของความรู้สึกนั้นๆ แต่ถ้าเป็นความจำในขันธ์แล้วนึกขึ้นมา ยังมีนะ ยังคงค้างอยู่นะ ...ขันธ์นี่เป็นตัวสืบเนื่องนะ

แต่กายใจไม่สืบเนื่องกับอะไรเลยนะ เป็นเอก เป็นอิสระธรรม เป็นเอกธรรม เป็นธรรมเอก ธรรมหนึ่ง เกิดตรงนั้น ดับตรงนั้น...เกิดตรงไหน ดับตรงนั้น

ส่วนใจไม่เกิดไม่ดับ รู้ๆๆๆ เกิด..รู้ ตั้งอยู่..รู้ มากขึ้น..รู้ น้อยลง..รู้ ยังไม่ดับ..รู้ ดับแล้ว..รู้ นั่น มันรู้อย่างเดียว ไม่สน...ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

อะไรเกิด..รู้ อะไรไม่เกิด..รู้ ไม่มีอะไรเกิด...ก็รู้  เออ เอากะมันดิ ...นี่คือธรรมนะ นี่คือความเป็นจริงของธรรม...มีอยู่แค่นี้เอง

แต่กิเลสคือความไม่จบไม่สิ้น ขันธ์ห้าคือความไม่จบไม่สิ้น ไม่มีวันจบสิ้น...ถ้ายังไปถือหางมันอยู่ ถ้าไม่เข้าใจในความเป็นจริงของมัน ว่ามันไม่มีอะไร

แต่ยังเข้าใจว่ามันมีอะไรในนั้นอยู่ ยังมี something right or wrong , something good or bad , it or me...มึงหรือกู ...ถ้ามันยังมี ถ้ามันยังคิดว่ามีมึง มีกู มีเรา มีเขา อยู่ในความปรุงแต่งนั้น ...ไม่มีวันจบสิ้นนะ 

หยุด และเห็นความดับไปของขันธ์ห้าบ่อยๆ จึงจะเห็นความไร้สาระในขันธ์ห้า ...แล้วมาทุ่มเทกับการมีค่าของศีลสมาธิปัญญาแทนขันธ์ห้า

กายใจไม่ใช่รูปนาม กายใจไม่ใช่ขันธ์ห้า ... กายคือกาย..ไม่ใช่รูป  กายคือธาตุ..ไม่ใช่รูป ... รูปคือรูป ปรุงขึ้นแต่งขึ้นโดยจิต ...ต้องแยกให้ออกระหว่าง กายคือกาย...จิตคือจิต

แล้วสิ่งที่เนื่องด้วยจิตคือยังไง และที่เนื่องด้วยกายคืออะไร เย็นเป็นเย็น ร้อนเป็นร้อน ...มากน้อยขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความอยาก-ไม่อยาก 

มันไม่ได้ขึ้นกับความอยากหรือไม่อยากของจิต ของอวิชชา ของเรา ของเขา ...มันขึ้นด้วยตัวของมันเองตามสภาวะแวดล้อม ตามเหตุตามปัจจัย

นี่คือความจริง ที่ต้องเรียนรู้กัน..ซ้ำๆๆๆ ...จนจิตมันเถียงไม่ได้ จนกิเลสเถียงไม่ได้ จนหมดคำเถียง จนหมดคำเถียงจนหายดื้อ จนหายโง่ จนหายอหังการ

นั่นแหละ มันยอมต่อศีล นอบน้อมต่อศีล จึงจะเกิดภาวะนอบน้อมต่อธรรม นะโม ตัสสะ ภควะโต คือเกิดความนอบน้อมต่อธรรมทั้งหลายทั้งปวง

ไม่อย่างนั้นแล้ว...กิเลสไม่เคยนอบน้อมต่อใคร เถียงคอเป็นเอ็น หัวตั้งชูชันขู่ฟ่อๆๆ กับทุกสิ่ง ที่มัน...ทั้งปรารถนาและไม่ปรารถนา

นี่ ให้เห็นความน่ากลัวของมัน ความร้ายกาจ ความเลว ความร้อน ความเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้แก่กิเลสของมัน ...ไม่ได้มีคุณงามความดีอะไรในมันเลย 

ฆ่าได้..ฆ่า  ทิ้งได้..ทิ้ง  ตัดได้..ตัด  ละได้..ละ ...อย่าไปเห็นดีเห็นงามไปในมัน..ทุกอารมณ์ ไม่ว่าอารมณ์ไหน จะดีเลิศประเสริฐศรีขนาดไหน กูก็ไม่เอา ...กล้าวางทิ้งโดยสิ้นเชิง

เอากายไว้ เอารู้ไว้ จนไม่เหลียวหน้าแลหลัง จนไม่เงยหน้า เงยขึ้นเงยลงน่ะ ...นั่นแหละผู้ที่พอดีโดยศีลสมาธิปัญญา พองาม พอดี พอสมควรแก่ธรรม พอสมควรตามเหตุและปัจจัย

แล้วก็พอสมควรแก่คำพูดด้วย...เหนื่อยแล้ว (หัวเราะกัน) ...เอ้า ไป นี่เขาเรียกว่าธรรมส่งท้าย


(ต่อแทร็ก 17/23)



วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/22 (1)


พระอาจารย์
17/22 (571231D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 ธันวาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ทีนี้ เวลาเรามาตั้งลงตรงกายนี่ ...ตั้งรู้ตั้งเห็น ตั้งสติ ตั้งสัมปชัญญะ  ตั้งอกตั้งใจ ตั้งกายตั้งใจ อยู่กับปัจจุบันกายปัจจุบันรู้ ...นี่ ตัวศีลสมาธิปัญญาบังเกิดขึ้นในปัจจุบัน 

ซึ่งตัวศีลสมาธิปัญญานี่ เป็นธรรม...ที่ไม่เอื้อเฟื้อกิเลส ...ศีลสมาธิปัญญาจะเป็นธรรมที่จะไม่เอื้อเฟื้อต่อกิเลส นี่ หมายความว่าอย่างไร ...ก็อย่างที่ว่า

“โคตรเบื่อเลย รู้เฉยๆ เนี่ยนะ ไม่เห็นได้อะไรเลย ...สุขก็ไม่สุข มหัศจรรย์ประหลาดล้ำลึกก็ไม่มี มันเป็นอะไรด้านๆ ทื่อๆ ตรงๆ เรียบๆ เฉยๆ ธรรมดาๆ”

เห็นมั้ย เห็นความไม่เอื้อเฟื้อต่อกิเลสมั้ย ...แล้วกิเลสล่ะ ก็คือไปยืนหน้ากระจก ดู นั่นคือตัวเรา เพราะนั้นศีลสมาธิปัญญามันจึงไม่เอื้ออารมณ์ต่อเรา

แต่ความปรุงแต่งในขันธ์ ที่จิตปรุงแต่งออกมา...อันนี้ไม่เอื้อเฟื้อต่อธรรม แต่เอื้อเฟื้อต่อกิเลส ...ซึ่งตรงกันข้ามกับศีลสมาธิปัญญา ที่ไม่เอื้อเฟื้อต่อกิเลส แต่เอื้อเฟื้อต่อธรรม...คือความจริงที่ปรากฏ

เพราะนั้น เมื่อขันธ์ห้านี่ หรืออุปาทานขันธ์ห้านี่ มันเอื้อเฟื้อต่อกิเลส ...แล้วเราคือกิเลส เราคุ้นเคยกับกิเลส เราติดข้องกับกิเลส เราเคยชินกับกิเลส เราอาศัยกิเลสเป็นที่พึ่ง เป็นที่อยู่ เป็นตัวชี้นำ

มันจึงรู้สึกเพลิดเพลิน ดีใจ สบายใจ พอใจ น่าใคร่ น่าค้นหา น่าครอบครอง น่าเข้าไปมี น่าเข้าไปถือ น่าเข้าไปครอง น่าเข้าไปเป็น น่าเข้าไปสร้างขึ้นมาให้มากขึ้น มากขึ้นๆ

เพราะนั้นในขันธ์ห้านี่ อุปาทานขันธ์ห้านี่ จึงมีความปรุงแต่งสุขแห่งเรา ทุกข์แห่งเรา...อย่างไม่มีคำว่าอับจน ...เนี่ย เรียกว่าเอื้อเฟื้อต่อกิเลสนะ แต่ไม่เอื้อเฟื้อต่อธรรมตามความเป็นจริงเลย

เพราะนั้นอย่าไปเข้าใจนะ ว่าการที่ไปดูจิตดูเวทนาโดยสติ แล้วมันจะเกิดความเข้าใจ แล้วออกจากกิเลสได้โดยเร็ว เป็นปัญญาวิมุติ...ไม่ใช่ ...ปัญญาวิมุติคือศีลสมาธิปัญญาโดยตรง 

แล้วประกอบกันกับมหาสติ สติปัฏฐาน ๔ เป็นตัวพี่เลี้ยง เพื่อเกิดความแข็งแกร่งในศีลสมาธิปัญญา ...นี่ พูดเพื่อให้เข้าใจ ไม่ใช่พูดเพื่อเอาไปเถียงใคร ...ให้เข้าใจแล้วก็ไปทำ มันก็จะได้บังเกิดผลแห่งศีลสมาธิปัญญา

ทำไมถึงต้องบังเกิดผลแห่งศีลสมาธิปัญญา ...เพราะนี้คือปัจจยาการสายดับ จนถึงดับที่สุดคือนิโรธ ...ไอ้ตัวนิโรโธนิโรธังนี่ คือนิโรธ คือความดับโดยสิ้นเชิง...นี่ นัยยะความหมายก็คือนิพพาน

มันคือปัจจยาการของการที่...ประกอบเหตุแห่งศีล ประกอบเหตุแห่งศีล-สติ ประกอบเหตุแห่งสติ-ศีล-สมาธิ ประกอบเหตุแห่งสติ-ศีล-สมาธิ-ปัญญา ...นั่นต่างหากคือปัจจยาการสายดับ

เพราะนั้น ถ้าปฏิบัติไม่สมควรแก่เหตุ ผลจะไม่สมควรที่จะเกิดขึ้นควรแก่เหตุนั้นๆ ...เพราะนั้นถ้าไปประกอบเหตุในขันธ์ ผลคืออย่างไรล่ะ หือ

นามรูปปัจจยาอะไร ผัสสะปัจจยาอะไร อายตนะปัจจยาอะไร เวทนาปัจจยาอะไร ตัณหาปัจจยาอะไร อุปาทานปัจจยาอะไร ภพปัจจยาอะไร ชาติปัจจยาอะไร ...ชรา พยาธิ มรณะมาจากไหน

เนี่ย ในปัจจยาการของปฏิจจสมุปบาท ...ไม่มีศีลสมาธิปัญญาปนเปื้อนเลย ไม่มีกายใจปนเปื้อนเลย ไม่มีนิพพานปนอยู่ในปฏิจจสมุปบาทเลย ...ไปดูเอา

มีแต่ขันธ์คือรูปนาม มีแต่จิตคือความปรุงแต่ง ...นั่นแหละพ่อแม่ของขันธ์ นั่นแหละพ่อทูนหัว พ่อเลี้ยง พ่อเลี้ยงใหญ่...โดยมีผู้ลงทุนให้ทุนคืออวิชชา...คือมือที่มองไม่เห็น

จิตเป็นผู้ปรุงแต่งรูปนาม คือนอมินี...เออ นี่พอจับได้  แต่ถ้าไปจับอวิชชา...คือหาตัวไม่เจอ ...เพราะนั้นไอ้ตัวที่เราพอเห็นกันได้อย่างชัดที่สุดในเบื้องต้น ท่ามกลาง เกือบที่สุด คือ “ตัวเรา”

นี่จึงเป็นนอมินี เป็นผู้ดำเนินการ เป็นผู้สำเร็จราชการแทน...อวิชชา มันมุดหัวอยู่ ไม่มีทางเห็น ไม่เห็นหน้าค่าตามัน ...เอาง่ายๆ เห็นจิตเกิด มันเกิดขึ้นมาลอยๆ นี่ ...เกิดจากไหนล่ะ หือ

จากความว่างใช่ไหม อยู่ดีก็ผุดขึ้นมา นี่ จะไม่เห็นเลยนะว่าหน้าตาของอวิชชามันคืออะไร หน้าตามันคือความว่างเหรอ ใช่รึเปล่าก็ไม่รู้ จะไม่เห็นเลย

แต่พอมันออกมาเป็นจิต ออกมาเป็นความรู้สึกแห่งเรา...นี่เห็น เห็นอยู่ ตัวนี้พอจับได้ พอจับได้แล้วก็ไล่ทัน..นี่โดยสตินะ โดยสติปัฏฐาน ๔ นะ...จับได้และไล่ทัน

ไล่ทันคือละ...ทันตรงไหนละตรงนั้น เรียกว่าไล่ทัน ...จับได้นี่..อ้อ เกิดแล้ว มันไปถึงขนาดไหน ไกลหรือยาว หรือสั้น...อ้อ รู้

ไม่ต้องไปตีโพยตีพาย ไม่ต้องไปเสียดมเสียดาย ไม่ต้องไปคาดหมายถูกผิด ไม่ต้องไปหาเหตุหาผล ...รู้ตรงไหน...ละตรงนั้น

นี่ท่านเรียกว่าการเจริญสติปัฏฐาน ท่านให้ทำอย่างนี้ ... จิตหดหู่..รู้ จิตตั้งมั่น..รู้ จิตไม่ตั้งมั่น..รู้ จิตมีกิเลส..รู้ จิตมีราคะ..รู้ จิตไม่มีราคะ..รู้ จิตมีโทสะ..รู้ จิตไม่มีโทสะ..รู้

นี่ท่านให้รู้..แล้วละเลย ...ไม่ต้องไปเอ้อระเหยกับมัน ไม่ต้องไปหาความเป็นจริงในมัน ...บอกแล้วเหมือนเราดูละคร ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นละคร...มึงโกหกกู มึงหลอกกู

มันสร้างขันธ์ห้า ...ขันธ์ห้าคือของหลอกลวง ขันธ์ห้าไม่มีอยู่จริง ขันธ์ห้าไม่มีอะไรเป็นสาระ ...ท่านบอกให้ทิ้ง ให้วางเลย โดยไม่ต้องเหลียวหลัง วางแบบไม่เหลียวหลังไม่หันหลัง

นั่นแหละจะเข้าไปสู่อนาลโย ไม่หวนคืน...ในขันธ์ ในอารมณ์ ในความรู้สึกของในขันธ์นั้นๆ ...มันต้องกล้าที่จะละโดยฉับพลันนั้นๆ 

ละตรงที่รู้ตรงนั้นเลยว่า กำลังคิด กำลังมีอารมณ์ กำลังมีความคิด กำลังมีความอยาก กำลังไม่มีความอยาก อย่าไปดูนะ รู้...ละ

ทีนี้มันจะรู้แล้วละโดยที่ไม่ต้องไปตั้งแง่ตั้งมุมดู ปูเสื่อดู ...นี่ มันจะต้องมีฐานที่อยู่ คือกาย คือปัจจุบันกาย ...เพราะปัจจุบันกายไม่ใช่ส่วนที่มาจากจิตสร้าง

มันเป็นธาตุ เป็นธรรม เป็นธรรมธาตุที่เป็นกลาง ที่มีอยู่แล้ว เป็นปกติธาตุปกติธรรมที่มีอยู่...เป็นอาจิณ เป็นนิจสิน เป็นธรรมดา ...ไม่ผิดธรรมดา แล้วก็ไม่ถูกตามธรรมดา แต่มันเป็นปกติธรรม

ตรงนี้ต่างหากที่พระพุทธเจ้าบอกว่าจับให้อยู่เถิด อยู่กับเขาให้ได้เถิด เอาให้มั่นคั้นให้อยู่ ...จึงเรียกว่าเป็นผู้ถือศีล รักษาศีล เป็นผู้เข้มงวดในศีล ตรงนี้ตรวจสอบได้ด้วยตัวเองเลย

อย่ามาตรวจสอบว่าวันนี้ตบยุงหรือเหยียบมดไปกี่ตัว อย่าไปตรวจสอบว่าใครๆ เขาโดนเราโกหกบ้าง ...อันนี้ไม่ต้องตรวจสอบหรอก คนอื่นเขาตรวจสอบให้เองน่ะ ลองไปทำเหอะ เดี๋ยวโดนเองๆ 

แต่ตรวจสอบศีลภายในของตัวเอง ว่าเดี๋ยวนี้รู้ไหม กายทำอะไร กายมีอยู่รึเปล่า กายหายหรือกายไม่หาย กายหายไปยังไง ...อันนี้ตรวจสอบได้ ตรวจสอบความมีศีลทรงศีลของตัวเอง

ส่วนใครเขาจะมีศีล ใครเขาจะไม่รักษาศีล ใครเขาจะไม่รู้จักศีล...ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ...เรื่องของมึง เรื่องของมัน เรื่องของเขา เรื่องของคุณโยม เรื่องของเอ็ง 

ไม่ใช่เรื่องของเรา ...อย่าเอามาเป็นธุระ ...เดี๋ยวจะเกิดความขัดแย้งกันในศีล เดี๋ยวจะเกิดความปีนเกลียวแล้วไม่เข้าใจ เดี๋ยวจะด่าถึงครูบาอาจารย์กัน ...ไปใหญ่เลยๆ

ก็เคยบอกแล้ว...หนองป่าพง ๒๒๗  นาป่าพงลดเหลือ ๑๕๐ ...มาอาจารย์นี่เหลือ ๑ ไปใหญ่เลย ทีนี้ไปใหญ่เลย ...แล้วอย่าเข้าใจว่า ๑ นี่ลัด ง่าย และสั้น และตรงนะ ...ยากนะ ยากกว่า ๑๕๐ , ๒๒๗ อีก

เนี่ย เรานั่งอยู่นี่ เราถือศีลครบหมดเลยห้าพันข้อ เอามั้ย จะเอากี่ข้อล่ะ เราไม่ได้ทำอะไรเลย เราถือครบหมดแล้วนะนี่ ง่ายนะนี่ ...แต่ถือแค่ตัวเดียวตลอดนี่ ถือได้ไหม

ขณะที่ถือศีล ขณะที่เขามายืนด่าๆๆๆ นี่ ถือศีลได้มั้ย ...อาจจะมีศีลวิรัตินะ ไม่ด่าตอบ ไม่ตอบโต้ ...แต่ว่ากายนั้นปรากฏอยู่รึเปล่า หรืออยู่ในความเดือดปุดๆๆๆ โดยที่ไม่มีกายตรงนั้นหลงเหลืออยู่เลย

เห็นมั้ยว่า ศีลข้อเดียวนี่  ถ้าไม่ To die for นะ ...ศีลนี้จะไม่บังเกิดขึ้นท่ามกลางสมรภูมิเดือดนั้นได้เลย

ถึงบอกว่าผู้ที่แน่วแน่ในศีลน่ะ จึงเป็นผู้ที่มีคุณธรรมในระดับศีล ไม่ใช่เล็กน้อยแล้วนะ  ถ้าใครมีคุณธรรมในระดับศีลนี่ ไม่ถือว่าเล็กน้อยเลยน่ะ

เพราะฉะนั้น พระอริยะท่านรักษาศีลในระดับที่เรียกว่า อริยกันตศีล ไม่ใช่อธิศีล ...ยอมตายมากกว่าศีลหาย ...ต่อให้ความตายจะมาดึงกระชากไปเบื้องหน้าให้แตกดับด้วยเวทนานี่

ท่านจะไม่ลืมเลยในความเป็นไปของกายปัจจุบันนี้ ท่านจะไม่ให้ออกนอกปัจจุบันกายนี้เลย เท่าชีวิต ...นั่นน่ะอริยกันตศีล นี่คือศีลของพระอริยะขั้นสูง เบื้องสูงด้วย ...อริยะขั้นต่ำยังไม่ได้

สกิทาคา โสดา ยังถือว่าเป็นศีลที่ในระดับที่ต่ำ ...ความเข้มข้นในศีลนี่ ถือว่าในระดับที่ยังต่ำอยู่ กิเลสยังบายหัวได้เลย ยังมีกิเลสบายหัวได้อยู่เลย เช่น รู้อยู่ๆ แต่อารมณ์บายหัวมึงอยู่นี่

คือมีความคิดร้อยแปดพันประการ ...แต่เจือจาง ไม่มีน้ำหนัก จะไม่มีน้ำหนัก ...ยกเว้นบางเรื่องที่หนักๆ เช่นราคะ โทสะ พวกนี้ ...แต่โดยลึกๆ ทั่วไป จิปาถะนี่...หื้ย ไร้สาระว่ะ 

แต่ถ้ามาเป็นรูปรสสัมผัสที่ดี  ที่งดงาม ที่ไพเราะอย่างนี้ มันกระหวัดแล้วก็ไปจม นี่เขาเรียกว่าไม่เข้มแข็งในศีลอันสมควรแก่ราคะและปฏิฆะ การให้ค่าให้ความหมายในขันธ์ที่มันสร้างรูปเป็นราคะหรือปฏิฆะ

พอเข้มข้นในศีลขึ้นมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนถึงระดับพระอนาคานี่...ไม่ได้กินแล้ว ...รูปนาม ขันธ์ห้านี่ ไม่ได้กินแล้ว ไม่สามารถจะมาแย่งพื้นที่จากศีลนี้ได้

นี่คือความเข้มข้นของศีลที่จะมากขึ้น สำหรับผู้ที่เข้มข้นในการปฏิบัติ ...แต่ถ้าไม่เข้มข้นในการปฏิบัติในองค์ศีลนี่ ก็จะเกิดความหย่อนยานในศีล ปวกเปียก ปลิว ล่องลอย

ศีลในระดับต่ำ คือระดับที่ว่า...กิเลสยังไม่ทันมาถึง แค่กิเลสมันลุกจากที่น่ะ ก็ล้มดิ้นตายไปแล้ว ...เข้าใจมั้ย กิเลสเขายังไม่ทันได้แตะเนื้อต้องตัวเลย แค่เขาลุกขึ้นชะเง้อมา ...ก็ล้มระเนระนาดไปเลย

อย่างนี้มันจะเอากำลังที่ไหนไปสู้กิเลส ...เช่นว่า เขายังไม่ทันด่าเลย แค่ชี้หน้านี่ ...ไปแล้วศีลกู ไปแล้ว  เตรียมขุดๆๆ เอ็นไซโคปิเดียภาษาเลยล่ะ...ไว้ต้อนรับ ไว้รับรองเลย

แทนที่จะเอาศีลสมาธิปัญญารองรับ ...มันกลับไปเอาเอ็นไซโคปิเดียคำด่ามารองรับ มันรีบเปิดใหญ่หาคำเตรียมๆ เตรียมอารมณ์ เตรียมภาษา เตรียมท่า...ยังไงจะสู้กับมัน

แทนที่จะเอาศีลสมาธิปัญญาเข้าสู้...มันกลับเอากิเลสเข้าสู้ ...นี่ โดยสัญชาติญาณของสัตว์ จะเอากิเลสสู้กับกิเลส...ใครแรงกว่าชนะ ไม่มียอมกันล่ะ ว่างั้นเถอะ

ถ้าไม่ได้ฝึก ถ้าไม่ได้มีการขัดเกลามาก่อนโดยสันดาน โดยสืบนิสัยมาแต่อดีต ...มันจะต้องเอากิเลสเป็นตัวห้ำหั่นกันก่อน แพ้-ชนะค่อยว่ากันอีกที

บางทีก็ชนะแบบ...หามลงจากเวที ปางตายเลยกู กว่าจะรอดจากมันได้  ดีไม่ดีต้องหาผู้ช่วยด้วยนะ ไปหลายๆ คนหน่อย ถึงจะได้...โอ้โห ไม่งั้นกูไม่รอดเลย

นี่ ยิ้มกริ่มแก้มปริมาเลย...ชนะ แต่ปางตาย ต้องหลายคนช่วย ...นี่ มันเอากิเลสสู้กัน แล้วก็มาวัดประเมินว่าใครเก่งกว่ากัน กิเลสมากกว่ากัน...คนนั้นชนะ

แต่ศีลสมาธิปัญญานี่ บอกเลย...เป็นผู้รับและผู้เผชิญ รับอย่างเดียว ...ชนะโดยการที่ว่า มันด่าจนเมื่อยปากน้ำลายเหนียว เลิกไปเองว่ะ ...นี่ ควรยกย่อง ชนะโดยศีลสมาธิปัญญา แม้จะเป็นระดับเล็กๆ ก็ตาม

แต่อย่าไปหาเรื่องให้เขาด่าบ่อยๆ นะ มันไม่ควรแก่เหตุ เข้าใจมั้ย (โยมหัวเราะกัน) ...มันมีเหตุของมันอยู่แล้ว ไม่ต้องไปสร้างเหตุให้เขามาด่า ...มีเหตุเขาด่าเองน่ะ ไม่ต้องกลัว


โยม –  ทดสอบความแข็งแกร่งค่ะหลวงพ่อ

พระอาจารย์ –  เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวจะเจอลูกฮุค เจออัปเปอร์คัทลูกเดียว...น็อค ...เพราะนั้น อย่าลองกัน...กิเลส  เข้าใจคำว่าไฟมั้ย อย่าแตะต้อง

มันสงบระงับโดยศีลสมาธิปัญญา หรือมันพักตัวอยู่แล้วนี่...อย่าไปขุดคุ้ยขึ้นทีเดียว ...ทรงไว้ๆ ...เดี๋ยวมันมาลองของเอง เราอย่าไปลองของกับมัน ...ต้องรักษาเท่าชีวิตเลย 

แล้วไม่ต้องกลัวหรอกว่ามันจะไม่เกิดกิเลส  ...ตราบใดที่กิเลสมันอยู่ภายใน มันคอยจ้องจังหวะและโอกาส...มึงอย่าเผลอนะๆ  หรือไม่ก็ด้วยความแนบเนียน มันจะมาแบบเนียนๆ

ว่ารู้ตัวแล้วนี่ เนียนๆ เลยแหละ ...ที่ไหนได้ พากูไปต้มยำซะ ยิ่งกว่าโป๊ะแตกอีก ...ยิ่งกว่าโป๊ะแตกคือโป๊ะแตกนี่มันเติมน้ำเป็นกะละมัง ...เพิ่งรู้ว่ากูโดนหลอก นึกว่ารู้ตัวอยู่นะนี่

เนี่ย กิเลส...มันไม่ใช่ว่ามันมีหน้าตาเดียวซะเมื่อไหร่ ...ท่านถึงบอกว่าร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม ร้อยแปดพันเก้า กิเลสพันห้า ตัณหาร้อยแปดน่ะ มากมายเหลือเกิน

ว่าทันตรงนี้แล้ว เดี๋ยวมันก็แอบมาตรงนี้ หมดเรื่องนี้แล้ว เดี๋ยวก็มาเรื่องใหม่ ที่ดูแตกต่างกว่าเก่าไป ...ถ้าไม่ตั้งมั่นกันในปัจจุบันกายปัจจุบันศีลจริงๆ จะไม่เท่าทันกิเลสได้เลย

แล้วก็จะมาแบบ...เอ้า ว่าเท่าทันจิตแล้ว เดี๋ยวมันก็ออกมาเป็นอารมณ์ มาแบบไม่มีเมสเสจน่ะ ...อยู่ดีๆ ก็ซึมกะทือไปซะอย่างนั้นแหละ แล้วก็หมองไปเลย มัวหม่น

เหมือนแบกโลกเป็นอีเพิ้งเก็บเห็ด “กูได้แต่เห็ด ไม่เห็นได้อะไร ชีวิตช่างน่าเบื่อหน่าย” ...นี่ โดยที่ไม่มีภาษานะ โดยที่ไม่มีตัวตนผู้คนเลยนะ มันก็มาของมันน่ะ  

แล้วก็ตั้งกายตั้งใจขึ้นไม่ได้เลย จม ซึมกะทือ เศร้า ขุ่น ...แต่อย่าให้ได้ยินเสียงใครปาลูกหินก้อนดินมานะ นั่นๆ นั่นน่ะทางของกิเลส มันออกได้ทุกช่องทางเลย 

แล้วยังไปทนดูกับมันอยู่อีกหรือ หือ ยังไปจมแช่อยู่กับมันหรือ ...จะไปดูหาความเป็นจริงอะไรในมันอีกล่ะ ...มันก็คือกิเลสล้วนๆ นั่นแหละ


(ต่อแทร็ก 17/22  ช่วง 2)



วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 17/21 (2)


พระอาจารย์
17/21 (571231C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 ธันวาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 17/21  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  แต่ด้วยสติที่เท่าทันในสติปัฏฐาน ๔  เมื่อรู้ว่าคิด..รู้ เมื่อกำลังคิด..รู้ เมื่อกำลังมีอารมณ์พอใจ-ไม่พอใจ มีความรู้สึกพอใจ-ไม่พอใจของเรา..รู้

เมื่อกำลังคิดปรุงเรื่องนั้นไม่ดี คิดถึงคนนี้ไม่ดี..รู้ กุศล-อกุศล..รู้ คิดไปถึงรูปทรงรูปกายคนนั้นคนนี้ไปมาไปต่อเนื่องปฏิสัมพันธ์..รู้ คิดไปนั่น

รู้แล้วละ รู้แล้วถอย รู้แล้วไม่ตาม ...นี่เขาเรียกว่าเท่าทันโดยสติปัฏฐาน ๔ เกิดตามฐานนี้แหละ ...นี่แหละช่องทางที่จะเกิดการปรุงแต่งขันธ์หรืออุปาทานขันธ์

เมื่อทันแล้วนี่ มันจะไปอยู่ลอยๆ ไม่ได้...ไอ้ตัวรู้นี่ ไอ้ตัวใจนี่ ...ถ้าลอยเมื่อไหร่ กิเลสโมหะจับ หรืออารมณ์ที่แนบเนียน หรือว่าขันธ์ที่แนบเนียนน่ะ...จะมาจับ

จึงต้องเอารู้นี่มาเกาะกุมไว้กับศีลคือกายปัจจุบัน...เป็นรากฐาน เป็นบรรทัดฐาน เป็นจุดหลัก จุดยึด จุดโยง ...ใจมันถึงอยู่ จิตมันถึงอยู่..ในฐาน อยู่กับศีล อยู่กับฐานปัจจุบัน

จะไปปฏิบัติโดยเอาถือสติปัฏฐานลอยเลย...ไม่ได้ ...มันจะต้องเป็นการปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ในหลักของศีลสมาธิปัญญา  โดยมีศีลสมาธิปัญญานี่เป็นพื้น เป็นบรรทัดฐาน เป็นที่รองรับ

ไม่ใช่ไปเอาตัวสติปัฏฐานเป็นฐาน เป็นที่รองรับ เป็นการปฏิบัติ เป็นแนวทางโดยตรง ...มันจะหลงเข้าไปตามขันธ์ เห็นขันธ์ รู้ในขันธ์ เข้าไปอยู่ในความปรุงแต่งในขันธ์โดยไม่รู้ตัว

แล้วก็เข้าไปพิจารณาความถูก-ความผิด ความดี-ความชั่ว ความเกิด-ความดับในขันธ์ ว่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เป็นเกิด เป็นดับ ...โดยไม่รู้ตัว

แล้วก็เข้าใจว่าเกิดความรู้ในธรรมขึ้น โดยการเจริญสติปัฏฐาน ...แต่ถ้าให้เราเปรียบ เหมือนโยมนี่ ไปนั่งดูละคร ดูใหญ่เลย ดูเพื่อไปจับผิดมันน่ะ เข้าใจมั้ย

มันจะเกิดตรงไหน เออ ไอ้นี่ดับไปแล้ว ไอ้นั่นตายแล้ว ไอ้นั่นเกิดมาใหม่ แน่ะเกิด-ดับๆ ใช่มั้ย จะดูไอ้นี่มา แล้วเกิดอารมณ์อย่างนี้ เออ ดูจบ..สบาย เกิดความรู้ความเข้าใจขึ้นมาจากละครนี้แล้ว

จริงหรือ หือ มีความจริงอยู่ในละครนั่นหรือ ...ชื่อมันก็บอกว่าละคร มันคือการสร้างสรรค์ขึ้นมา มีการเขียนบทบาทขึ้นมาใหม่ หรือจำลองสถานการณ์ให้เหมือนจริง ...แต่ไม่ใช่จริง มันคือละคร

เพราะนั้นถามว่า มันมีความจริงในละครหรือ ...มันไม่มี ...เมื่อมันไม่มี แล้วกูจะดูทำไม หือ กูจะดูมึงหลอกกูทำไม กูจะดูให้มึงมาหลอกกูอีกเหรอ

เอ้า ถ้ารู้อย่างนี้แล้วจะทำยังไง ถอดปลั๊กออกดีกว่าไหม...ก็ไม่ดู ...นี่ เข้าใจคำว่ารู้แล้วละมั้ย  ดูสติปัฏฐานนี่ ท่านให้รู้ตามฐานที่กิเลสหรือว่าจิตน่ะมันจะปรุงขันธ์ออกมานี่ใน ๔ ลักษณะ

เพราะนั้นความพอใจ-ไม่พอใจ ที่เรียกว่าเวทนานุสติปัฏฐานนี่ ลักษณะนี้คือความพอใจ-ไม่พอใจแห่งเรา นี่คือการปรุงแต่งขันธ์ห้าในลักษณะหนึ่ง คือขันธ์ห้าในลักษณะหนึ่ง

แต่โดยส่วนใหญ่มันจะเป็นความรู้สึกพอใจ-ไม่พอใจ ...ไอ้เมสเสจข้อความไม่ค่อยมีอะไรมากหรอก ไม่ค่อยมีรูปทรงรูปคนปรากฏ อาจจะมีบ้างเล็กๆ น้อยๆ ต่อไป

แต่ความรู้สึกมันใหญ่...ว่ากูไม่ค่อยพอใจว่ะ ...นี่คือการปรุงแต่งในขันธ์ ในแง่มุมและโดยรวมออกมานี่ เนื้อใหญ่ใจความมันเป็นลักษณะความพอใจ-ไม่พอใจ ...มันชัด

ท่านจึงเรียกลักษณะนี้ว่า เวทนานุสติปัฏฐาน …และเมื่อมีสติเท่าทัน ว่ามีอารมณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น นั่น เรียกว่าสติในเวทนานุสติปัฏฐานเกิดขึ้น

นี่พ่อเล่นไป..จนกว่าจะจบกันไปข้างนึง หือ เอาเสื่อมั้ย ...เออ จบแล้ว เกิดดับแล้ว สบาย เก็บเสื่อ นอน  เอ้าเดี๋ยวมีมาใหม่เป็นลิเกโรงใหญ่เลย อ่ะ ดู...รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง อ้าว ปิดแล้วเหรอ ...กลับบ้านนอน

แล้วก็ว่า...โอ้ อาตมานี่อยู่ในสติปัฏฐาน ๔ ตลอดเลยนะนี่ ละสักกายได้แล้ว ...มึงเก่งมากๆ ละสักกาย...โดยที่ไม่มีพื้นฐานของศีลสมาธิปัญญา โดยที่ไม่มีกายเป็นที่อ้างอิง...มึงเก่งมาก

เออ กายานุสติปัฏฐาน...รู้อยู่ๆ มันคิดมันนึกเป็นรูปคน ...เอ้า กายานุสติปัฏฐาน ก็คือกายสังขาร คือความปรุงแต่งในกาย คือรูป รูปเป็นใหญ่ในขันธ์

ถ้าเวทนาก็เวทนาเป็นใหญ่ในขันธ์ห้า มันก็เลยออกมาในลักษณะเวทนาคือความรู้สึกแห่งเรา ...ถ้าสังขารเป็นใหญ่ในขันธ์ห้า ก็เรียกว่าจิตตานุสติปัฏฐาน

แต่คราวนี้ในกายานุสติปัฏฐานนี่ ท่านว่าไว้ถึงกายคตาสติ อาการ ๓๒ อาหาเรปฏิกูล กายอสุภะ เหล่านี้ที่พูดมาทั้งหมดนี่คือกายสังขาร คือเกิดจากการปรุงขึ้นของจิตเหมือนกัน

เฉกเช่นเดียวกับเวทนา เฉกเช่นเดียวกับสังขารจิต เฉกเช่นกับกุศล-อกุศล ธรรมารมณ์ ...แต่คราวนี้ว่าในกายานุสติปัฏฐาน ท่านยังรวมเอาหมวดอิริยาบถบรรพลงไปด้วย

เพราะนั้นตัวอิริยาบถบรรพคืออะไร ยืนเดินนั่งนอน อิริยาบถใหญ่ เคี้ยวเหลียวก้มเงย คู้งอเหยียดกลืนน้ำลาย กระพริบตา เมื่อย ตึง แน่นหนักร้อนหนาว พวกนี้ รวมอยู่ในอิริยาบถย่อย

เพราะนั้นไอ้ตัวส่วนอิริยาบถบรรพนี่ คือความรู้สึกในตัว ...จึงพูดง่ายๆ ว่าในกายานุสติปัฏฐาน จึงรวมเอาหมวดศีลเข้าไว้ด้วย รวมเอาหมวดกายศีล รวมไปกับกายปรุงแต่งด้วย

เพราะนั้นตรงจุดนี้นั่นแหละ ที่ครูบาอาจารย์ท่านจึงจับเอาตัวกายานุสติปัฏฐานนี่มาเป็นหลัก...ทั้งโดยวิปัสสนากรรมฐาน สมถกรรมฐาน และทั้งโดยปัญญาโดยตรง...คือกายศีล

ถ้าจะไปจับเอากายสังขาร คืออสุภะบ้าง ปฏิกูลบ้าง  ท่านก็หยิบยกเอากายนี้มากำหนดเป็นกรรมฐาน สมถะ ...ถือว่าเป็นธรรมที่ใกล้เคียงศีลที่สุดแล้ว ในลักษณะของการปรุงแต่งในจิต

แล้วก็มาเกลา...เกลาโดยวิปัสสนากรรมฐาน จนถึงที่สุด ...พิจารณาจนถึงที่สุดคือถึงอะไร ...ถึงแค่ดับไป หมดความคิด ไม่รู้จะพิจารณาอะไรแล้ว มันดับหมด

มันดับหมดแล้วตรงนั้นน่ะ กายที่แท้จริงจะบังเกิด ...ทุกอย่างดับหมด ความคิดไม่ออก มันไปไม่รอด มันสลายๆๆ ดูตรงไหน พิจารณากายตรงไหน สลายกลายเป็นธาตุ ลมสลาย นิมิตปฏิภาคสลายหมด

นั่นน่ะคือที่สุดของวิปัสสนากรรมฐาน  เมื่อมันสลายหมด จิตมันปรุงแต่งไม่ได้ ออกมาดับ ออกมาสลาย จะนึกรูปนึกนามอะไรของกายใคร สลายหมด

เป็นกระดูกเป็นเถ้า เป็นเน่าเป็นเปื่อยสลาย ไฟมอดไหม้เผาเป็นจุณหมดน่ะ ไม่เหลืออะไรปรากฏ ...แต่กายนี้ปรากฏ กายศีล เพราะไม่มีอะไรสลายกายนี้ได้

ศีลเป็นเอก ศีลเป็นเลิศ ...กิเลสไม่อาจลบล้างได้  ความอยาก-ความไม่อยากไม่สามารถลบล้างได้  ไม่มีอำนาจไหนลบล้างศีล ลบล้างกายปัจจุบันได้ ...ยกเว้นวันตาย นี่ เออ

ทีนี้ ทุกอย่างที่มาครอบงำมันหมด ด้วยอำนาจของวิปัสสนากรรมฐานที่มาจากฐานของสมถะกรรมฐาน กายจริงกายแท้จึงปรากฏพร้อมกับใจ ...นั่นแหละญาณ บังเกิดปัญญาญาณ ณ ท่ามกลางกายใจนั้นเอง

แต่ถ้าท่านไปบังเกิดท่ามกลางญาณ บังเกิดด้วยอำนาจของสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน กายใจนั้นบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ชัดเจนอย่างยิ่ง ไม่สงสัยอย่างยิ่ง จบไหมล่ะ...จบ ง่ายนะ ง่าย

ถ้าถึงตรงนั้นแล้ว มันบริสุทธิ์ มันไม่มีอะไรเจือปนเลย มันชัดแจ๋ว เหมือนกับกระจกใสที่ไม่มีฝ้า ไม่มีละอองเลยว่าเป็นเราเป็นเขาแต่ประการใด ท่านจึงบังเกิดความหลุดพ้นจากความเห็นผิดในกาย...อย่างดูเหมือนด่วนและไว

เอ้า อย่างพวกเรานี่ให้รู้ตัว ...ท่ามกลางการรู้ตัวว่านั่ง ว่าแข็งนี่  มันยังมีอะไรวนในอารมณ์ วนเป็นความคิดอยู่ตลอดเวลา ...ใช่ไหม 

มันไม่เบ็ดเสร็จ มันไม่สะอาดทีเดียวให้เห็น มันก็ยังคาอยู่ว่า...เฮ้ย กูหรือเปล่า  เอ๊อะ มันหรือกูวะ นี่...มันยังมีความเห็นครอบบางๆ หรือบางครั้งก็หนาอยู่

แต่ถ้าโดยสมถะกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน พอมาถึงจุดที่กายใจปรากฏ เหลือสองสิ่ง...เหลือสองสิ่งจริงๆ สามโลกธาตุนี่เหลืออยู่สองสิ่งจริงๆ ไม่มีอะไรเจือปนแปดเปื้อนเลย 

เนี่ย ไม่วางตรงนั้น ท่านจะไปวางตรงไหน ท่านจะไปวางตอนไหนเล่า ...นี่เรียกว่าเจโตกึ่งปัญญาวิมุติ

ส่วนการที่มาลงที่กายศีลตรงๆ ไม่ผ่านสมถะกรรมฐาน ไม่ผ่านวิปัสสนากรรมฐาน ...นี่เรียกว่าปัญญาวิมุติ  ...จึงเป็นแบบค่อยเป็นไป...แต่อาศัยความเพียรพอๆ กันนั่นแหละ

แต่คราวนี้ถ้าให้เทียบประเมินกำลัง แล้วให้พวกเราไปทำสมถะกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานนะ บอกให้...เอาไปเลยพันชาติ นี่ต่อให้แล้วนะ

ประมาณสักพันชาติ เนี่ย ยังไม่ถึงขณิกะสมาธิเลย ยังไม่ถึงอุปจาระฌานเลย ไม่ต้องพูดถึงวิปัสสนากรรมฐานนะ ...แล้วยังอาจจะมีไปงมโข่งอยู่ในอุปจาระอีก

เห็นผี เห็นเทวดา เห็นอดีต เห็นจิตคนอื่น ...แต่ไม่เห็นกาย ไม่เห็นอสุภะ ไม่เคยหยิบยกมาเป็นวิปัสสนา ...นี่ อีกสองพันชาติ พอดีหมดอายุศาสนา เอ้า ตายล่ะ...ยังหาศีลสมาธิปัญญาไม่เจอเลย


โยม –  ก็อยู่กับหลวงพ่อก่อน

พระอาจารย์ –  ไม่แน่นะ เราอาจจะโกหกก็ได้ (โยมหัวเราะกัน) ...จะมาฝากผีฝากไข้กับเราโดยตรงไม่ได้  บอกแล้วว่าทุกอย่างต้องอาศัยการปฏิบัติเป็นเครื่องตรวจสอบ อย่ามาฟังเสียงเรา 

ต้องเอาการปฏิบัติของตัวเองในศีลสมาธิปัญญาตรวจสอบเลย ต้องพิสูจน์ทราบด้วยตัวเอง...ปัจจัตตัง เวทิตตัพโพ วิญญูหิติ ...นี่ พระพุทธเจ้าท่านพูดมาตั้งสองพันห้าร้อยปีแล้ว

อย่ามาเชื่อเพราะว่าเป็นอาจารย์ อย่ามาเชื่อเพราะว่าเป็นที่น่าเชื่อถือ อย่ามาเชื่อว่าโบร่ำโบราณเขาทำมากันอย่างนี้ อย่ามาเชื่อว่ามีเหตุผลพอน่าฟัง ...ต้องเชื่อเพราะทำเอาเอง นี่...กาลามสูตร

อย่าเชื่อเพราะเขาเป็นคนที่น่าเชื่อถือ อย่าเชื่อเพราะเขาเป็นอาจารย์ อย่าเชื่อเพราะเป็นประเพณีเขาถือกันมา ...นี่ท่านพูดไว้แล้ว ท่านดักไว้เลย ดักจิตไว้ตั้งแต่สองพันห้าร้อยปีก่อน

เพราะนั้นอย่าไปปฏิเสธสมถะ อย่าไปเข้าใจว่ามันไปติดไปข้อง ...มันเป็นวิถีอุบาย เพื่อให้เข้าถึงศีลสมาธิปัญญาในช่วงกาลสมัยและภาวะการณ์ที่แตกต่างกันน่ะ

แต่ ณ ขณะปัจจุบัน สมัยนี้ ภาวะการณ์ตอนนี้ ...มันไม่เอื้อ ไม่เกื้อต่อธรรม ที่เรียกว่าสมาธิ หรือสมถะธรรม และวิปัสสนาธรรมโดยตรง ...แต่เอื้อต่อศีลสมาธิปัญญาโดยตรง

นี่หมายถึงตอนนี้นะ ช่วงนี้นะ ต่อนี้ไปจวบจนวาระหมดสิ้นอายุพระศาสนา ...จะต้องเข้าศีลสมาธิปัญญาโดยตรง โดยปัจจุบันเช่นนี้


(ต่อแทร็ก 17/22)